แสดงกระทู้ - wizard
- +



ของในห้องแจกของแจกฟรีทุกชิ้น

^ประกาศ pordoo.com คือเว็บสำหรับแจกสิ่งของ สมาชิกสะสมพอยท์ภายในเว็บเพื่อนำไปแลกของรางวัลที่ต้องการ
พอยท์ได้มาจากไหนบ้าง?
1.สมัครสมาชิกรับ 100 พอยท์
2.กดรับจากAdmin สัปดาห์ละ 100 พอยท์
3.สมาชิกคนอื่นกดให้พอยท์ (กดที่กล่องของขวัญ)
แจก 2,000 พอยท์ทุกสัปดาห์ รอบ13 คลิ้กเลย

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - wizard

หน้า: 1 ... 7 8 [9]
121
เวลาเราดูหนัง หรือ ไฟล์อะไรบางอย่าง แม้แต่รูปภาพ ที่มีความละเอียดระดับหนึ่ง สมมติ ความละเอียดซัก 1280 * 1024 แล้วกันนะครับ (จอสแควร์โบราณมากๆ)
 
 แล้วคราวนี้เราลอง"ลดขนาดให้มันเล็กลง ภาพจะมีความคมมากขึ้น"
 
 จริงมั้ย เหมือนกัน คลิปหลุดดาราหน้าเหมือน โหลดจากมือถือมา โหยภาพอย่าง "ไฮเดฟ อะ" แต่พอเอามาต่อจอใหญ่ โฮ๊ย แตกเป็นพิกเซลเลย เหลี่ยมๆ ซะ
 นั่นไงล่ะ
 
 ดังนั้น AA หรือ Anti - Aliasing ก็คือการ ลดรอยหยักของภาพนั่นเอง ซึ่งหลักการทำงานที่ว่าก้คือ วิธีที่ผมบอกไปนั่นเองก็คือ
 
"เรนเดอร์ใหญ่กว่าภาพจริง และลดขนาดลงมาแสดงผลให้เท่าขนาดภาพที่ต้องการ"
 
 เช่น เล่นความละเอียด 1080P กันไปเลย แต่เปิด 4XAA แสดงว่าเวลาแสดงผลภาพออกมาเนี่ย ก่อนจะแสดงผลได้ มันจะต้องเรนเดอร์ภาพที่ใหญ่กว่า ขนาดที่จะแสดง (1080P) ซึ่ง ใน 1080P นั้น จะเป็นความละเอียดขนาด 1920*1080P ซึ่งดดยประมาณแล้ว จะใช้ Pixel ประมาณ 2 ล้าน Dot
 
 แปลว่าที่ 4AA มันจะต้องสร้างภาพความละเอียดสูงกว่านั้นถึง 4 เท่า ก็คือ 8 ล้าน Pixel กันเลยทีเดียว แล้วลองคิดดูว่า การ์ดจอ หากทำงานกันที่ความละเอียดหนักๆ และยังเปิด AA  เยอะๆ เนี่ย มันจะเอาข้อมูลไปเก็บไว้ไหนกันล่ะทีนี้
 
"ก็เก็บไว้ที่แรมไงล่ะ"

 
 นี่แหละคือเหตุผลที่ว่า ทำไม แรมเยอะๆ จึงเล่นเกมส์ เปิด AA  ได้ลื่นกว่า ทั้งๆที่ ชิพเซ็ตบางครั้งอาจจะแรงไม่เท่ากับตัวที่แรมน้อยกว่า (อย่างกรณี GTX 470 กับ HTX 560Ti ที่เห็นได้ชัดว่า 470 ชิพสู้ไม่ได้ แต่กรณีเล่นเกมส์จริงๆเมื่อเปิด AA แล้ว กลับทำได้นิ่งกว่า และ กรณีมองยาก แต่เห็นง่ายอย่าง GTX 480 VS GTX 570 นั่นเอง ที่ ทั้งๆที่ความเร็วประมวลผลต่างๆ GTX 570 จะดีกว่า แต่ทว่า เมื่อเล่นเกมส์ GTX 480 มันกลับนิ่งกว่าในเรื่องของการเปิด AA  นั่นเอง)
 
 ดังนั้น แรมบนระบบที่การ์ดจอที่เยอะๆก็ช่วยให้เปิด AA ได้ดีขึ้น แต่ว่า แล้วทำไม
 
 "บางตัวแรมเยอะแท้ๆแต่กระตุก"
 ก็เพราะชิพเซ็ตมันช้านี่เอง
 
 อย่างกรณีตัวอย่างที่เคยเกิด โดยท่าน Ice Berg  จัดการให้เราได้เห็นคือ 6950 VS GTX 560Ti ซึ่งในการเปิด AA  มากๆเข้า บนเกมส์เดียวกัน เห็นได้ชัดๆเลยว่า เฟรม "หล่นระนาว" กันเลยทีเดียว (ในขณธที่ตอนไม่เปิด AA กลับทำเฟรมได้ดีกว่าด้วยซ้ำ)
 
 ดังนั้นแล้ว "แรมไม่ใช่เรื่องหลัก มันคือเรื่องรอง แต่ก็ไม่ควรมองข้าม " นั่นเอง
 
 เอาล่ะ คราวนี้ ไอ้ AA จริงๆมันยังมีหลายรูปแบบอีก ทั้ง SSAA MSAA CSAA EQAA  (อันหลัง 2 อันนั้น จะเป็นของแต่ละค่ายครับ) ตรงส่วนนี้ไปศึกษากันเอาเองก็ดีครับ ผมจะบอกแค่ 2 ตัวหลักให้รู้คือ
 
 SSAA  หรือ SuperSample ไอ้นี่คือ AA ที่สวยที่สุดครับแต่กินทรัพยากรเครื่องมากที่สุด เพราะมันจะเล่นรูปแบบเดิมๆดุ้นๆแล้วครับก็คือ
 "กรูจะรันทั้งภาพ" มันจะรันยกระบบครับ ภาพมาเท่าไร ใส่ไปเต็มๆไม่ยั้ง (ขยายก่อนแล้วย่อลงมา) แบบนี้เปลืองสุดๆ
 
 MSAA หรือ Multi - Sample ไอ้นี่คือ AA  ที่ลดรูปแบบลง คือ เอาเฉพาะจุดสำคัญๆ แต่เรื่องของ แสง เงา ต่างๆ จะไม่ทำให้ (ทำให้เราเห็นลูกกรงต่างๆ มีรอยหยักอยู่ หรือ เงาตัวละครในเกมส์เวลาทอดลงพื้นจะหยักๆเป็นรอย) แต่จะเน้นตรงพื้นที่หลักๆ นั่นเอง
 
 นอกนั้น ศึกษาเอง เพราะเป็นของ 2 ค่าย อิอิ
 
 นี่เองที่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเวลาเราเปิด AA  แล้ว เฟรมเรทมันตก ยิ่ง AA สูง ยิ่งตก ในขณะที่ทั้งๆที่การ์ดจอบางตัว แรงมากๆ แต่เมื่อเปิด AA แล้วแรงตก เฟรมหล่น
 และ ทำไม แม้จะบอกว่า AA  ขึ้นอยู่กับแรม แต่การ์ดจอบางตัว แรมเยอะแท้ๆ แต่กลับเปิด AA  ได้ไม่มาก เท่า เพราะว่า ชิพเซ็ต ไม่แรงพอที่จะเรนเดอร์ภาพขนาดใหญ่มากๆได้เร็วๆนั่นเอง
 
 ดังนั้น Anti Aliasing  คือสิ่งชี้วัดความเก๋าเกมส์ของการ์ดจออย่างแท้จริงนั่นเอง


credit:KAYAZUDA
http://www.overclockzone.com/forums/showthread.php/1392986-AA-Anti-Aliasing-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-Ram-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99
 KAYAZUDA is offline

122

 " ข้อมูลทางทฤษฏี กับการใช้งานจริง มันอาจไม่ตรงกันก็ได้ครับ
 และคำว่า วัตต์แท้ วัตต์เทียม ความจริงแล้วมันใช้สื่อความหมาย
 ไม่ค่อยตรงกับประเด็นที่เราควรจะกังวลสักเท่าไหร่หรอกครับ
 
 ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่ช่างเทคนิค ผมไม่มีความรู้เฉพาะทางเรื่อง
 ระบบไฟฟ้า จะได้เอาภาษาช่างมาอธิบายอะไรได้ สิ่งที่ผมจะอธิ
 บายต่อไปนี้คือ ความรู้ที่ผมเก็บรวบรวมมาจากการอ่านเว็บ อ่าน
 หนังสือ และจากแหล่งต่าง ๆ รายละเอียดปลีกย่อยทางเทคนิค
 อาจจะไม่ตรงกับทฤษฏีเป๊ะ ๆ นะครับ
 
 ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกันเพาเวอร์ฯ กัน
 ก่อนนะครับ
 
 PSU ที่ใช้กับคอมฯ แต่ละตัวนี่มันจะสามารถจ่ายไฟได้ ในช่วง
 เฟส 12V ถึง 3.3V แต่ละเฟส จะถูกใช้โดยชิ้นส่วนแต่ละอย่าง
 ในเครื่องแตกต่างกันไป เช่น
 
 เฟส 12V จะถูกใช้โดย การ์ดจอ ซีพียู ฮาร์ดดิส
 เฟส 3.3V จะถูกใช้โดยพวก อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ อย่างพัดลม
 ไป LED USB ฯลฯ
 
 "วัตต์" ที่จ่ายได้ของเพาเวอร์แต่ละตัวก็มาจากการเอา จำนวน
 "แอมป์" แรงดันไฟที่่จ่ายได้แน่แต่ละเฟส มาคำนวณให้เป็นวัตต์
 แล้วค่อยเอามาบวกรวมกัน
 
 ดังนั้น เพาเวอร์ ที่วัตต์รวมเท่ากัน อาจใช้กับคอมเสปคเดียวกัน
 ไม่ได้ ทุกตัวก็ได้ เพราะคอมที่ มีฮาร์ดดิสมาก ๆ มีการ์ดจอแรง
 มีซีพียูเร็ว ๆ ก็ต้องการ เพาเวอร์ตัวที่ มี "แอมป์" 12V มาก ๆ
 
 ยกตัวอย่างเปรียบเทียบเช่น
 
 Enermax 350 วัตต์ ที่จ่ายไฟ 12V ได้ 18A
 กับ Deluxe 400 วัตต์ ที่จ่ายได้แค่ 12A
 
 ถ้าเอาไปพ่วง ฮาร์ดดิสสักสามลูกกับ การ์ดจอ 6800GT (รุ่น
 บริโภคไฟ) เครื่องที่ใช้ Deluxe อาจจะดับไปดื้อ ๆ เวลาเล่น
 เกมส์ เพราะ เพาเวอร์จ่ายไฟให้ตอนเครื่องฟูลโหลดไม่พอครับ
 
 แล้ววัตต์แท้ คืออะไร??
 
 ถ้าคุณมีเพาเวอร์สองตัวที่จ่ายไฟได้ แอมป์เท่ากัน ได้วัตต์เท่ากัน
 ตัวตัดสินคุณภาพของเพาเวอร์คุณคือ ความเสถียร ของกระแส
 ไฟที่เพาเวอร์ป้อนเข้าเครื่องคุณครับ เพราะตามหลักการของการ
 เปลี่ยนสภาพของพลังงาน ที่เราเรียนกันสมัย ม. ต้น ทุกครั้งที่
 ไฟฟ้าแปลงสภาพเป็นพลังงานอื่น มันจะมีพลังงานบางส่วนที่
 เสียเปล่าไป 
 
 ในการทำงานของ เพาเวอร์ฯ แต่ละตัวก็เช่นกัน ตลอดเวลา
 ที่มันรับกระแสไฟจากเต้าปลั๊ก มาแปลงเป็นกำลังไฟ จ่ายให้
 เฟสต่าง ๆ ในเครื่องคุณมันจะมีการสูญเปล่าเช่นนี้เกิดขึ้น
 
 เพราะการสูญเปล่าที่ว่า ทำให้มันมีค่าเบี่ยงเบนเกิดขึ้น ทำให้
 กำลังไฟที่จ่ายออกจากเพาเวอร์จริง ไม่ได้ตรงกับฉลาก
 ร้อยเปอร์เซ็น อาจจะ80 85 90 ว่ากันไป และ เพราะการสูญ
 เปล่าที่ว่า มันเกิดขึ้นตลอดเวลา มากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับ
 กำลังการใช้ไฟของคอมฯ และประสิทธิภาพการระบายความ
 ร้อนของเพาเวอร์ (เพราะการสูญเปล่า ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็น
 พลังงานความร้อน ถ้าเพาเวอร์คุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ ความร้อน
 ที่เกิดจากการสูญเปล่าฯ ก็จะคงที่ ถ้าไม่ได้ พลังงานที่เสียเปล่า
 มันก็จะสูงขึ้นตามความร้อนที่ปล่อยออกมา) ทำให้กระแสไฟที่จ่ายได้
ไม่นิ่งสนิท มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ตลอด
 
 ซึ่งผู้ผลิตแต่ละเจ้าก็จะออกแบบสินค้าตัวเองในแต่ละระดับราคา
 ให้มีค่าเบี่ยงเบนน้อยที่สุด และการจ่ายไฟนิ่งที่สุด
 
 คำว่า วัตต์แท้ จึงเกิดขึ้น เพื่อบอกให้ผู้บริโภครู้ว่า กำลังไฟที่ได้
 จากเพาเวอร์ตัวนี้ จะใกล้เคียงกับฉลาก และกระแสไฟที่ได้ จะ
 นิ่งที่สุด ในทุกสภาวะการใช้งาน ไม่ใช่พอฟูลโหลดแล้วกำลังจะ
 ตกเพราะไม่สามารถควบคุณการสูญเปล่าของพลังงานได้
 
 
 ดังนั้น การจะเลือกเพาเวอร์ฯ สักตัวให้กับเครื่องของคุณ คุณต้อง
 ดูอะไร?
 
 1. จำนวน A ที่จ่ายได้ของไฟแต่ละเฟส ว่ามากพอจะรับมือกับ
 ชิ้นส่วนทีคุณมีอยู่ในเครื่องได้หรือไม่?  (ดูจากฉลากข้างกล่อง)
 
 2. กำลังไฟที่จ่ายได้จริง หลังจากหักค่าเบี่ยงเบนระหว่างการใช้
 งาน
 ในสภาวะปรกติ (ดูจากฉลาก หรือผลทดสอบในเว็บต่าง ๆ)
 
 3. ความเสถียร ในการจ่ายไฟในสภาวะ ที่เครื่องทำงานเต็ม
 กำลัง(ดูจากผลทดสอบในเว็บต่าง ๆ)
 
 ข้อ 1 เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่คุณควรจะดู เพราะอย่างที่ผม
 อธิบายไปแล้วในชั้นต้นว่า เพาเวอร์ที่ให้วัตต์มาก แต่ให้แรงดัน
 แอมป์ไม่พอจะเลี้ยงชิ้นส่วนสำคัญ ๆ ในเครื่อง จะทำให้เครื่อง
 คุณเกิดปัญหาได้
 
 ข้อ 2 และ 3 ขอให้พิจารณาเป็นปัจจัยรองลงไป ตามกำลังทรัพย์
 ข้อมูลที่หาได้ และ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดนั่นคือ
 
 " พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ใ ช้ ง า น ข อ ง คุ ณ เ อ ง "
 
 เพราะแต่ละคนก็ใช้งานคอมหนักเบาไม่เหมือนกัน สำหรับคน
 ที่ใช้เครื่องเสปคสูง มาทำงานเบา ๆ เป็นหลัก PSU ราคาถูก
 ก็สามารถรับมือได้ราบรื่น เพราะ กำลังไฟที่ใช้ได้ ไม่ได้
 ถูกเอามาใช้จนสุดตลอดเวลา
 
 แต่ถ้าคนที่ใช้เสปคเท่ากัน แต่ใช้งานโหลด 7-80% ตลอด 6-7
 ชั่วโมงต่อวัน ก็ควรพิจารณาเพาเวอร์ ที่ให้กำลังไฟ และความ
 เสถียรสูง ๆ เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของคุณ
 
 ดังนั้นคงจะเข้าใจแล้วนะครับว่า ที่คนในบอร์ดเขาแนะนำให้ใช้
 วัตต์แท้ ราคาแพง ก็เพราะเขาไม่รู้ว่าพฤติกรรมการใช้งานของ
 คุณอยู่ที่ระดับไหน ถ้าแนะนำของถูก กำลังแอมป์พอใช้ให้ไป
 แต่คุณเอาไปตัดต่อหนัง ทำงานทั้งวันแล้วเครื่องพัง เขาก็ไม่
 สามารถไปแก้ไขอะไรให้คุณได้  ก็เลยต้องเผื่่อทุกอย่างไว้
 ก่อนเสมอ
 
 หวังว่า คห. นี้ คงเป็นประโยชน์ นะครับ "


Thank:pantip.com/tech/hardware/...HS2651896.html

123
Games / มือใหม่หัดใช้ steam
« เมื่อ: 11 มกราคม 2016, 16:04:57 »
ก่อนอื่นเลย เราต้องไปดาวน์โหลดตัวโปรแกรม Steam จากหน้าเว็บของ Steam ก่อนนะครับ >>> http://store.steampowered.com/
 หลังจากดาวน์โหลดโปรแกรม Steam และทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว พอเราเปิดโปรแกรม Steam ขึ้นมาเราจะพบกับหน้า login

 ปล. ติดตั้ง Steam ไว้ที่ไหน เวลาเราดาวน์โหลดเกมส์ เกมส์จะถูกติดตั้งไว้ในโฟลเดอร์ของ Steam นะครับเช่น ไดรฟ์ที่ติดตั้งsteam/program files/steam/steamapps/common ตามนี้ครับ

 ถ้าใครยังไม่มีบัญชี (ID) Steam ให้ทำการสมัครตามรูปนะครับ แต่ถ้ามีบัญชีอยู่แล้วก็สามารถ login ได้เลยครับ
 ____________________
 
 * การตั้งค่า Steam

 - ส่วนของการตั้งค่าแอคเคาท์
 ส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับความปลอดภัยของบัญชี, สถานะของบัญชี, และการทดสอบเกมส์ในช่วงเบต้านะ

 * แนะนำการทำ verify email กับ Steam เพื่อความปลอดภัยของบัญชี Steam ของท่านเอง
 1. ให้ดูที่แท๊บแอคเคาท์แล้วเลือกคลิกที่ ยืนยันอีเมล์ (veriry email address)
 2. คลิก next ไปเรื่อยๆนะครับ จนถึง finish
 3. จากนั้นให้เราเข้าไปที่ email ของเราที่ใช้ทำการสมัครบัญชีกับ Steam
 เราจะพบกับ email จากทาง steam support ส่งมาเพื่อให้เราคลิกยืนยัน (verify) ให้เราทำการคลิกลิงค์ที่ steam support ส่งมาเพื่อยืนยันบัญชีของเรากับ email ของเราครับ หลังจากคลิกลิงค์แล้วให้เราตรวจสอบสถานะการ verified ของเราได้ที่ ตั้งค่า >>> แอคเคาท์ >>> ดูที่ "อีเมล์ที่ใช้ติดต่อ" ถ้าการ verify ของท่านสมบูรณ์สถานะจะเปลี่ยนเป็น " ตรวจสอบแล้ว " นะครับ
 
 - ส่วนของการตั้งค่าเพื่อน
 ส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับระบบชุมชน (community) ต่างๆของ steam นะครับ เช่น.......
 1. รูปแทนตัว (avatar) รองรับไฟล์ .jpg ขนาดสูงสุด 184x184 นะครับ และไฟล์ .png แต่ไฟล์ .png เคไม่เคยใช้เลยอ่ะครับ ใช้แต่ .jpg
 2. ชื่อโปรไฟล์ของเราเอง
 3. การแจ้งเตือนต่างๆเกี่ยวกับระบบชุมชน (community) เช่น การสนทนากับเพื่อน การแจ้งเตือนต่างๆ เป็นต้นครับ

 
 - ส่วนของรูปลักษณ์ (interface) ของ Steam
 ส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าต่างๆเกี่ยวกับการแสดงผลของ Steam เช่น
 1. ภาษาที่ใช้ในการแสดงผลต่างๆ
 2. ตั้งค่าให้ Steam แสดงผลหน้าใดหน้าหนึ่งเมื่อเริ่ม Steam
 3. ปรับแต่ง Skin (ปัจจุบันยังไม่มีให้ใช้นะครับ)
 4. ตั้งค่าตัวเลือกของ Steam บน Taskbar นะครับ

 
 - การตั้งค่าในส่วนของ Steam Community (การสนทนาขณะอยู่ในเกมส์)
 ในส่วนนี้ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ เพียงแค่เป็นการตั้งค่าว่าเราจะเลือกใช้ Steam community ในขณะที่เราเล่นเกมส์หรือไม่ ถ้าไม่ต้องการให้เอาเครื่องหมายถูกออกครับ

 
 - การตั้งค่าการดาวน์โหลดต่างๆนะครับ
 ในส่วนนี้จะให้เราเลือกความเร็วในการดาวน์โหลด, ภูมิภาคในการดวน์โหลด, การเลือกใช้งาน Steam cloud
 ในส่วนของการตั้งค่าความเร็วในการดาวน์โหลดในที่นี้ เคเลือกเป็น DSL/Cable > 2MB นะ เพราะเคใช้เน็ต true 6MB อยู่ครับ ความเร็วในการออกนอกคงไม่เร็วไปกว่านี้แน่ๆครับ

 
 - การตั้งค่าของระบบเสียงสนทนา

 ในส่วนนี้เคยังไม่เคยทดลองใช้นะครับ เพราะเคไม่มีไมค์ กำลังเก็บเงินซื้อหูฟังพร้อมไมค์ดีๆซักตัว ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะเลือกตัวไหนเลย

 ____________________
 
 * หน้าร้านค้าของ Steam
 ในส่วนของหน้าร้านค้าของ Steam ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเสียเงินเวลามีเกมส์ลดราคาที่ถูกใจครับ

 
 - การค้นหาเกมส์ที่ต้องการ
 1. ไปที่หน้าร้านค้า >>> แล้วพิมพ์ชื่อเกมส์ที่เราต้องการค้นหาในกรอบสีส้มๆที่เคระบุเอาไว้ให้นะครับ

 2. steam จะแสดง pop-up เกมส์ที่ใกล้เคียงกับที่เราพิมพ์ชื่อไปในเมื่อสักครู่นี้ แต่ถ้ายังไม่มี pop-up เกมส์ที่ต้องการหาจริงๆให้จิ้มที่รูปแว่นขยายมุมขวานะครับ

 3. steam จะแสดงผลการค้นหาทั้งหมดให้เราครับ

 - การค้นหาเกมส์ที่ต้องการ จากบริษัทผู้ผลิตเกมส์โดยตรง
 1. ไปที่หน้าร้านค้าแล้วเลื่อนลงมาด้านล่างสุดเลยครับ เราจะพบกับรายชื่อบริษัทผู้ผลิตเกมส์จำนวนมาก (ในกรอบสีส้มที่เควงเล็บให้นะ) ให้เราคลิกที่ชื่อบริษัทเกมส์ที่ต้องการครับ

 2. หลังจากที่เราเลือกบริษัทเกมส์ที่ต้องการเสร็จแล้ว steam จะพาเราไปยังหน้าเพจของบริษัทผู้ผลิตเกมส์ครับ (เพจของ steam)
 ถ้าต้องการค้นหาเกมส์ทั้งหมดของบริษัทนั้นๆให้คลิกที่ " เกม " ในกรอบสีส้มที่เคทำไว้ให้นะครับ

 3. steam จะทำการแสดงเกมส์ทั้งหมดของบริษัทเกมส์ที่เราต้องการค้นหาให้ครับ

 * หมายเหตุ : ข้อดีของระบบค้นหาเกมส์ในหน้าร้านค้าของ Steam คือ...
 ทำให้เรารู้จักและค้นพบเกมส์อีกมากมายเพราะยังมีเกมส์อีกมากมายหลายเกมส์ที่ไม่เข้ามาจำหน่ายในไทยและ อีกหลายเกมส์ที่คนไทยไม่รู้จัก
 แต่จะมีจำหน่ายอยู่ในส่วนของร้านค้า Steam (โดยเฉพาะเกมส์บางเกมส์จะมีขายเพียงใน Steam เท่านั้น เช่นเกมส์ Lara Croft and the guardian of light เป็นต้น)
 
 * วิธีการซื้อเกมส์ใน Steam
 
 1. ให้ไปที่หน้าร้านค้าของเกมส์ที่เราต้องการจะซื้อนะครับ จากนั้นคลิกที่ " เพิ่มลงในรถเข็น "
 
 2. หลังจากนั้นระบบจะทำการสอบถามเคว่าเกมส์ที่ต้องการจะซื้อ เคจะซื้อให้ใคร
 ระหว่าง ซื้อให้ตัวเคเอง หรือ ซื้อเป็นของขวัญส่งให้เพื่อนของเค (ในที่นี้เคเลือกซื้อให้ตัวเองนะ)
 
 3. ในหน้านี้ทาง Steam จะให้เคกรอกรายจะเอียดการจ่ายเงิน และเลือกประเภทการจ่ายเงิน เช่น
 - click and buy
 - webmoney
 - visa
 - mastercard
 - american express
 - discover
 - jcb
 -paypal
 ถ้าเรามีบัตรเครดิตประเภทไหนก็ให้เลือกชนิดบัตรนั้นๆนะครับ
 * ข้อมูลที่กรอกต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ

 หลังจากกรอกรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ก็คลิกที่ปุ่มสีเขียวครับ " ดำเนินการต่อ "
 หลังจากนั้นระบบจะแสดงยอดเงินทั้งหมด และให้เคใส่เครื่องหมายถูกเพื่อยืนยันการซื้อเกมส์
 คลิกยืนยัน เพียงเท่านี้เกมส์ที่เคซื้อก็จะไปแสดงอยู่ในไลบรารี่เกมส์ของเคแล้วล่ะ
 
 4. หน้าตาของใบเสร็จ
 หลังจากขั้นตอนที่ 3 แล้ว steam จะแสดงใบเสร็จให้เรา ถ้าเรามี Printer แนะนำให้ปรินท์ใบเสร็จเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานนะครับ เพราะในกรณีที่ Steam ID ของเราถูก Hack จะได้เป็นหลักฐานยืนยันกับทาง Steam Support ได้ว่าเราคือเจ้าของ ID ตัวจริง
 ในกรณีที่ไม่มี Printer แนะนำให้ทำการ Print Screen หน้านี้เก็บไว้ด้วยก็ดีนะครับ เพื่อความปลอดภัยในอนาคต
 แต่หลังจากซื้อเกมส์เสร็จทุกครั้ง Steam จะทำการส่ง email ใบเสร็จมาให้เราทุกครั้งนะครับ (โปรดเก็บเอาไว้เพื่อความปลอดภัย)

 
 * ข้อดีของการซื้อเกมส์ใน steam
 - steam เป็น digital download แน่นอนเราไม่ได้กล่องและแผ่น ช่วยลดโลกร้อนได้เล็กน้อย
 - ช่วงเกมส์ลดราคาเราจะได้เกมส์ที่ราคาถูกมากๆ ถูกกว่าเกมส์ที่ขายในบ้านเรา เช่น DiRT2 ลดราคาเหลือ 154บาทเป็นต้น
 * ข้อเสียของการซื้อเกมส์ใน steam
 - เงินทองรั่วไหลออกจากประเทศ แทนที่จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้กับตัวแทนจำหน่ายในไทย (แต่เราก็ได้เกมส์ในราคาที่ถูกกว่านะ ถ้ามันลดราคา)
 
 ____________________
 
 * ไลบรารี่เกมส์
 ในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เราสามารถจัดการเกมส์ต่างๆของเราที่มีทั้งหมด เช่น
 - update patch
 - ผูก keys เกมส์ที่มีเข้ากับบัญชี Steam ของเรา
 - ตรวจสอบ DLC (download content) ของเรา

 
 - วิธีการนำ keys เกมส์ที่มีมาผูกกับบัญชี (ID) Steam นะครับ
 1. ดูที่มุมซ้ายล่างครับแล้วเลือก >>> เปิดใช้ผลิตภัณฑ์บน Steam
 
 2. คลิก next ไปเรื่อยๆจนถึงหน้าที่ให้เรากรอก keys เกมส์ครับ

 หลังจากกรอก keys เกมส์เรียบร้อยแล้วให้คลิก next ไปเรื่อยๆจนเสร็จสิ้นนะครับ
 และหลังจากทำขึ้นตอนนี้เสร็จแล้ว เกมส์ที่ท่านนำ keys มาผูกจะถูกแสดงในไลบรารี่เกมส์เสมอครับ
 เราสามารถโหลดเกมส์มาติดตั้งได้ตลอดเวลานะ (ไม่จำเป็นต้องพึ่งแผ่นอีกต่อไป ในกรณีที่ dvd ของท่านพังแต่ยังไม่มีตังค์เปลี่ยนใหม่)
 ปล. dvdของเคตอนนี้พังครับ ยังไม่มีตังค์เปลี่ยนเลย ตอนนี้เคเลยต้องโหลดเกมส์ผ่าน Steam ไปก่อน


* เกมไหนที่รองรับ steam Achievement, steam cloud ก็สามารถนำคีย์มาผูกกับ steam ได้ครับ
 
 ตรวจสอบรายชื่อเกมที่สามารถนำ cd-keys มาผูกกับ steam ได้ที่ >>> https://support.steampowered.com/kb_...7480-WUSF-3601
 
 ปล. ตกหล่นไปบ้างขออภัยนะครับ
 
 1. วิธีการผูกเกมส์ที่ไม่รองรับ Steam (Add non-steam)
 ให้เราไปที่ไลบรารี่ >>> ดูที่มุมซ้ายล่างแล้วเลือก >>> เพิ่มเกมส์ที่ไม่ใช่สตีม
 
 2. จะปรากฏหน้าต่างแสดง shortcut ต่างๆ รวมถึงไฟล์ .exe ของโปรแกรมและเกมส์ต่างๆที่อยู่ในเครื่องของเรา
 ให้เราเลือกติ๊กที่ shortcut หรือ .exe ที่ต้องการ แล้วกดที่ปุ่ม " เพิ่มโปรแกรมที่เลือก "
 เพียงเท่านี้เกมส์ของเราที่ไม่รองรับ steam work ก็จะมาอยู่ในไลบรารี่ของเราแล้ว
 (แต่เกมส์ที่ Add non-steam จะไม่อยู่ถาวรเหมือนการแอด keys นะครับเพียงแค่หลังจากการ Add non-steam แล้วเราจะสามารถใช้คุณสมบัติของ Steam work ได้ในเกมส์เท่านั้น)
 * หมายเหตุ : ไม่แนะนำให้ทำการ Add non-steam กับเกมส์และโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ

 - วิธีตรวจสอบ DLC (Download content)

 1. ให้เราคลิกขวาที่รายชื่อเกมส์ที่เราต้องการตรวจสอบ DLC ในหมวดของไลบรารี่แล้วเลือก ดูเนื้อหาที่ดาวน์โหลดได้ หรือ คุณสมบัติ
 * หมายเหตุ : ในที่นี้เคขอทดสอบกับเกมส์ mafia2 นะครับ (เกมส์โปรดของเคเลยล่ะ)
 
 2. เลือกที่แท๊บ DLC จะแสดงให้เราเห็นว่าเรามี dlc ตัวไหนบ้างสำหรับเกมส์นั้นๆครับ (ในตัวอย่างจะเป็น dlc ที่ชื่อ jimmy's vendetta)
 
 ____________________
 
 * ข่าวสาร
 ในหมวดนี้จะเป็นการประกาศข่าวสารต่างๆจากทาง steam นะครับ
 ข่าวสารจำพวก
 - เกมส์ออกใหม่
 - เกมส์ที่จะลดราคา
 - การ update patch ของ steam
 - การ update patch ของเกมส์ต่างๆ
 
 ____________________
 
 * ชุมชน
 ในส่วนนี้จะคล้ายๆกับ hi5, facebook นะครับ คือเราจะมีหน้าโปรไฟล์ของเราเพื่อให้เพื่อนของเราได้มาเยี่ยมชม, แสดงความคิดเห็นต่างๆได้ในหน้านี้นะครับ
 ปล. เคขอเซ็นเซอร์รูปแทนตัวและบทความพาดหัวข่าวนะครับ ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อนที่แอด Steam กับเคแล้วเท่านั้น
 
 - การใส่ link ในหน้าโปรไฟล์
 วิธีนี้เป็นการตกแต่งหน้าโปรไฟล์ของเราโดยการใส่ link ต่างๆ ให้เพื่อนของเราที่เข้ามาเยี่ยมชมโปรไฟล์ได้จิ้มกันเล่นๆนะครับ
 
 1. ให้เราไปที่ชุมชน >>> แล้วจิ้มตรง " แก้ไขโปรไฟล์ส่วนตัว "
 
 2. หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างสำหรับแก้ไข, ตกแต่ง, ใส่รายละเอียด ของโปรไฟล์ของเรานะครับ
 ให้เราเลื่อนลงมาด้านล่าง จะพบกับช่องที่มีไว้สำหรับเพิ่ม link ต่างๆของเราในหน้าโปรไฟล์
 - ในกรอบสีเขียวสำหรับกำหนดชื่อ link ที่เราต้องการให้แสดงในหน้าโปรไฟล์
 - ในกรอบสีแดงสำหรับใส่ url , link ที่เราต้องการครับ
 ปล. เสร็จแล้วอย่าลืมกด save เพื่อบันทึกค่าต่างๆที่เราได้ทำการเปลี่ยนแปลงด้วยนะครับ
 
 - ตัวอย่างการ copy link จากเว็บ overclockzone ของเราครับ
 ให้เลือก copy เฉพาะในแท๊บสีฟ้าที่เค crop เอาไว้นะครับ
 
 3. หลังจากกด save แล้ว steam จะไม่เด้งกลับมาที่หน้าโปรไฟล์ของเราแบบ auto นะครับ
 ให้เรากดที่ " โปรไฟล์ " เพื่อย้อนกลับมาดูหน้าโปรไฟล์ของเราหลังจากทำการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หลังจากนั้นจะพบกับ link ที่เราได้ใส่เอาไว้เมื่อสักครู่นี้ครับ
 
 - ระบบเพื่อน
 ในส่วนนี้ให้เราคลิกที่ " ดูเพื่อน " ที่มุมขวาล่างของ Steam จึงจะแสดงกรอบบัญชีรายชื่อเพื่อน,กลุ่ม ของเรา
 ในส่วนนี้จะทำหน้าที่คล้ายๆกับ msn, skype นิดหน่อยนะครับ คือสามารถแชทด้วยตัวอักษร หรือแชทผ่านเสียงได้ครับ
 
 
 - การเพิ่มเพื่อน

 การแอดเพื่อนทำได้หลายวิธีนะครับเช่น
 1. ไปที่หน้าโปรไฟล์ผู้ที่เราต้องการจะเป็นเพื่อนกับเค้าแล้วคลิกที่ " เพิ่มรายชื่อเพื่อนของคุณ "
 
 2. ทำการขอชื่อ id จากเพื่อนเพื่อมากรอกชื่อ id ในการเพิ่มเพื่อน มีวิธีดังนี้ครับ
 - ดูที่แท๊บเพื่อนหัวมุมซ้ายบน แล้วเลือก เพิ่มเพื่อน
 
 - หลังจากนั้นจะมีกรอบให้เรากรอกชื่อ id ของเพื่อนเราที่เราต้องการจะเพิ่ม ให้เรากรอกชื่อ id และคลิก next ไปเรื่อยๆ
 หลังจากนั้นก็รอเพื่อนของท่านกดตอบรับ เพียงเท่านี้เราก็จะมีเพื่อนเพิ่มมาแล้วล่ะครับ
 * หมายเหตุ
 ถ้าเราไม่มีเกมส์ในบัญชี (ID) Steam เราไม่สามารถเพิ่มเพื่อนได้นะครับ ยกเว้นให้ผู้ที่มีเกมส์ในบัญชีเป็นฝ่ายแอดเราแทน
 
 - การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโปรไฟล์
 1. ให้เราไปที่ชุมชน >> แล้วเลือกแก้ไขโปรไฟล์ส่วนตัว
 
 2. เลือกที่หัวข้อ " การตั้งค่า "
 
 ในส่วนนี้เราสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวต่างๆได้ครับ เช่น สถานะโปรไฟล์, สิทธิ์แสดงความคิดเห็น

 - การเพิ่มรายชื่อเกมส์ที่เราต้องการ (Wishlist)

 ในหน้าโปรไฟล์ของเรา เราสามารถบอกให้เพื่อนของเรารู้ได้นะครับ ว่าตอนนี้เรากำลังอยากได้เกมส์ไหน และ กำลังจะซื้อเกมส์ไหนบ้าง โดยทำการเพิ่ม wishlist
 วิธีเพิ่ม wishlist ให้ทำตามนี้ครับ
 
 1. ให้ไปที่หน้าร้านค้าของเกมส์ที่เราต้องการ แล้วดูที่มุมขวาที่เคทำกรอบสีส้มไว้ให้นะครับ แล้ว click ที่ " เพิ่มในรายการที่ต้องการส่วนตัว "
 เพียงเท่านี้เกมส์ที่เราต้องการก็จะแสดงอยู่ที่หน้าโปรไฟล์ของเราในส่วนของ wishlist แล้วล่ะครับ
 
 2. รายชื่อเกมส์ที่เราต้องการ (wishlist) จะแสดงอยู่ที่หน้าโปรไฟล์ของเรา เราสามารถตรวจสอบ wishlist ของเราได้
 โดยให้เราไปที่หน้าโปรไฟล์ >>> view wishlist ในกรอบสีส้มที่เคทำไว้ให้นะครับ
 
 3. พอ Click ที่ view wishlist จะเป็นการแสดงรายชื่อเกมส์ที่เราต้องการ หรือเกมส์ที่เรากำลังจะซื้อทั้งหมดครับ

 ____________________
 
 * สรุปโดยรวมแล้ว steam เป็นได้ทั้ง.......
 - ร้านขายเกมส์ขนาดใหญ่
 - แหล่งรวมตัวมั่วสุมของคนเล่นเกมส์
 - เว็บชุมชน (community) คล้ายๆกับ hi5, facebook
 - โปรแกรมแชทคล้ายๆ msn, skype


Thank คุณเค(Raidmax_K)
http://www.overclockzone.com/forums/showthread.php/1087845-Steam-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-%28%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-steam-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%29

124
ขอแนะนำสำหรับท่านที่ยังไม่รู้นะครับ
 
 ท่านที่รู้แล้วก็อย่าว่ากันนะครับ
 
 ตัวอักษร * หมายถึง ทำได้จริง
 
 **** เน้นมากๆ จำเป็นที่สุด
 
 A. สิ่งที่ต้องเตรียมไป
 • a1. โปรแกรม BenchMark *
 • a2. โปรแกรมเช็ค DeadPixel *
 • a3. Flash Drive *
 • a4. Bluetooth device เช่น มือถือ  *
 • a5. DVD-RW ที่เขียนข้อมูลไปบางส่วนเช่น ไฟล์เพลง คลิ๊ปหนัง เป็นต้น *
 • a6. Mem card และ หูฟัง *
 • a7. เงิน (อันนี้สำคัญมาก) ****
 
 B. การตรวจเช็คโน๊ตบุคตอนซื้อ
 • b1. คุยเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าเช่น สเปก เงื่อนไขการรับประกัน(กี่ปี ประกันส่วนไหนบ้าง ประกัน DeadPixel หรือไม่ยังไง การซื้อประกันเพิ่ม) *
 • การเพิ่มRam เงื่อนไขการชำระเงิน เป็นต้นกับผู้ขายเพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้ง *
 • b2. ห้ามจ่ายตังค์หรือให้หลักฐานใด หรือยังไม่ให้ผู้ขายออกหลักฐานการซื้อเด็ดขาด เพื่อเป็นการปลอดข้อผูกมัด จนกว่าจะผ่านข้อ b9  ****
 • b2. ตรวจอุปกรณ์หลักครับ ที่ชาร์จ CD-Driver สายสะพาย คู่มือ ใบรับประกัน ใบชิงโชค และอื่น ๆ ที่พึงจะมีให้ครบถ้วน *
 • b3. ดูรูปลักษณ์ภายนอกครับ มีรอยบุบ ถลอกหรือไม่ น๊อตสกรู มีรอยเหมือนถูกเปิดsingมาหรือเปล่า Void ครบ(ประกันเครื่อง จอกี่ปีแบบไหน)และ แปะถูกที่หรือไม่ ทั้งตัวเครื่องและที่ Accessories อ้ออย่าลืมพลิกดูสติกเกอร์Serialที่ใต้เครื่องด้วยหล ะว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ขาดหรือเรือนนะ และดูว่าตรงกะที่กล่องหรือไม่ แล้วจดไว้ก็ดี *
 • b4. ถามเลยว่า ถ้าเอากลับบ้านไปแล้ว เครื่องมีปัญหาภายใน 7 วัน  เอามาแล้วเปลี่ยนตัวใหม่ให้ได้หรือไม่ ( ซึ่งควรจะเปลี่ยนให้ได้ ) *
 • b5. ถ้าต้องการเพิ่ม Ram ให้ร้านเค้าเพิ่มให้เลย (จะซื้อกับร้านหรือเอามาเองก็ได้ถ้าเค้ายอม) *
 • b6. ให้เขาลง windows ให้เรียบร้อย พร้อมลงไดร์เวอร์ให้ครบ เพื่อทดสอบ * ถ้ารอได้
 • b7. เสียบสายชาร์จเพื่อเป็นการทดสอบที่ชาร์จไปในตัว แล้วใช้โปรแกรมทดสอบ dead pixel หน้าจอ ติดตั้งโปรแกรมBenckMark เช่น SisOfSandra (เวอร์ชั่นใหม่หน่อยนะเดี่ยวไม่รู้จักตัวอุปกรณ์) แล้วเช็คSpecว่าถูกต้องตามรายการหรือไม่ และต้องเห็นRamที่เพิ่มเข้าไปด้วย ถึงตอนนี้ก็ครึ่งทางแล้วนะ เตรียมเสียตังค์ได้เลย *
 • b8. ถอดสายชาร์จออก แล้วลองเล่นดังนี้
 • b8.1 เปิด Bluetooth กับ WiFi พร้อมกัน เครื่องต้องไม่hank และไม่กวนเข้าจอภาพ *
 • b8.2 ลองเล่นNetผ่านWiFiดู
 • b8.3 ลองเล่นBluetoothกะมือถือดู *
 • b8.4 ลองปรับค่าต่างๆดู เช่น Brightness Contrast เป็นต้น แล้วดูว่าจอผิดปกติหรือไม่
 • b8.5 ลองให้อ่านไฟล์จากDVDที่เตรียมไปดู เช่น เปิดหนังที่เตรียมไปจากแผ่นโดยตรง *แล้วcopyไฟล์นั้นลงเครื่องไว้
 • b8.6 ลองลบDVD-RWและเขียนไฟล์ที่copyไว้กลับเข้าแผ่นและอ่านไฟล์ที่ เขียนอีกครั้ง(เหมือนข้อb8.4)
 • b8.7 ลองอื่นๆ ได้แก่ FlashDrive MemCard Mouseที่แถม ลำโพง หูฟัง *
 • b8.8 ปุ่มkeyboard ต่างโดยทดสอบกับโปรแกรมnotepadก็ได้ *(สามารถทำระหว่างรอเขียนDVDในข้อb8.6ก็ได้) อ้อสังเกตดูว่าเครื่องร้อน หรือมีเสียงหรือสิ่งผิดปกติหรือปล่าว *
 • b8.9 ShutDownเครื่อง แล้วเปิดเครื่องใหม่และปล่อยให้เข้าwindowsอีกครั้ง เป็นอันผ่านบททดสอบ *
 • note ถ้าระหว่างที่ทำข้อb8อยู่เกิดLowBatt ก็ให้เสียบชาร์จกลับไป แต่ถ้าให้ดีขอให้ผ่านข้อb8.6มาก่อนก็ดี
 • b9. มาถึงตรงจุดนี้ได้แสดงว่าเจ้าnotebookที่เราปู้ยี้ปู ้ยำมาพอควรก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนร่วมโลกของเราแล้ว (ทางร้านคงเซ็งเราแล้วด้วย)
 • b10. จ่ายตังค์ และอย่าลืมดูเวลาเค้าเก็บเข้ากล่องด้วยว่าไม่มีอะไรผ ิดปกติ เวลาที่รอเอกสาร ****
 • b11. ตรวจสอบเอกสาร ได้แก่ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี เอกสารแสดงการรับประกัน ****โดยรายละเอียดในเอกสารต้องถูกต้อง เช่น Serielต้องตรงกะตัวเครื่อง ชื่อร้าน ลายเซ็นของทางร้าน เป็นต้น ต้องถูกต้องและเรียบร้อย นะ
 • b12. เตรียมลีมูซีนรับมันกลับบ้าน
 
 C. เมื่อถึงบ้านก็พักจิบกาแฟ ดูทีวีซักพัก เพื่อเป็นการพักหย่อนใจ แล้วเริ่มงานต่อ(สำหรับท่านอื่นอาจไม่ต้องทำแล้วก็ได ้ แต่ผมทำเพราะต้องจับผิดมันให้ได้ภายใน 7 วัน ถ้ามีจริงก็จาได้เปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทัน)
 • c1. เตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ แผ่นWindows Driver(โหลดตัวล่าสุดจากเว็ปผู้ผลิตมาเขียนใส่CDไว้ด ้วยก็ดี) Software ต่างๆ
 • c2. เสียบที่ชาร์จ เปิดเครื่อง แล้วแบ่งพาร์ทิชั่น(ถ้าต้องการ) ฟอร์แมต ลงWindowsใหม่หมด
 • c3. ลงไดร์เวอร์ SoftwareConsole(management)ต่างๆของผู้ผลิต และโปรแกรมที่ต้องการใช้งาน
 • c4. ลงBenckMarkแล้วทดสอบอย่างหนัก(และจะทำตามข้อb8.1-b8.8ซ้ำก็ดีนะ) แล้วลองนำผลที่ได้ไปเทียบกับชาวบ้านดู(หาได้ตามเว็ปไ ซด์) แล้วไม่ต้องซีเรียสมากถ้าค่าไม่ได้เท่าเค้า แต่ก็ไม่ควรแพ้เครื่องที่สเปกต่ำกว่า ถ้าค่าผิดปกติอาจมาจากการลงในข้อ2ไม่ดีพอ หรือไดร์เวอร์ไม่อัพ หรือเครื่องอยู่ไม่ในโหมดทำงานเต็มอัตราศึก(performe nce) ก็ได้ลองตรวจสอบดู
 • c5. เมื่อเสร็จแล้วcaptureค่าไว้ดูเป็นที่ระลึกก็ได้(ผมท ำเพราะมันดูแล้วทำให้ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่เปิดขึ้นม าดู)
 • c6. burn เครื่องไว้จนแบตหมดเป็นการเคลียร์แบต แล้วเสียบชาร์ตทิ้งไว้โดยไม่ต้องเปิดเครื่อง 8-10 ชม. เพื่อเป็นการกระตุ้นแบต ซึ่งควรทำการกระตุ้นแบบนี้2-3ครั้งเพื่อเป็นการOverhaul แล้วค่อยใช้งานปกติ
 • c7. พามันไปสูดอากาศข้างนอกเพื่อเป็นการทดสอบว่ามันพร้อม เดินทางกะเราไหม เช่น ไปนั่งจิบกาแฟแล้วเล่นเน็ตจากwirelessของร้าน(เป็นกา รทำให้ภาพลักษณ์ของตนเองดีขึ้น ระวังหน้าแตกตอนเครื่องเกิดงอแงหละ) ไปpresentงานจะได้เป็นการลองต่อมันกับโปรเจคเตอร์ไปใ นตัว หรือจะเปิดหนังปลุกใจเสือป่าบนรถเมล์ก็ได้ถ้าใจถึง(แ ต่ผมเคย!!!) เป็นต้น
 • c8. ถ้าทำได้ทั้งหมดภายใน 7 วันนี้ โดยที่มันไม่งอแงเลย ก็แต่งตั้งมันให้เป็น "ซางกุงสูงสุด" ได้เลย แต่ถ้างอแงก็ส่งกลับเชจู(ร้าน/ศูนย์)ซะ


ขอบคุณ:ผู้ที่เขียนบทความเอาไว้

125
ประวัติ Sound Card

ก่อนหน้าที่จะมี Sound Card นั้น PC ในสมัยแรก ส่งเสียงได้เพียงจาก Speaker ที่ต่อจาก
Mainboard เท่านั้น ที่เราได้ยินเสียงปี๊ปๆ ตอนเปิดเครื่องนั่นแหละ เรียกว่า Beeping Speaker
โดยเสียงที่ส่งออกนั้น ลองจินตนาการถึงเสียงปี้บๆๆๆ ตอนเปิดเครื่องแล้วเอามาเรียงเป็นทำนอง
ดูละกัน และหากมีผู้ที่เคยเล่นเกม SimFarm หรือ SimAnt ละกัน น่าจะจำกันได้ (ถ้าเคยเล่น 2
เกมที่ว่ามา แสดงว่าอายุอานามแต่ละท่านคงจะไม่ใช่น้อยๆ กันแล้ว ^^ )


Sound Card หรือที่เรียกในสมัยแรกๆ กันว่า Sound Board นั้น ได้ถูกพัฒนาขึ้น
และสามารถวางจำหน่ายได้เป็นเจ้าแรกโดย บริษัท Ad Lib.ซึ่งได้ผลิตและส่งให้เป็น OEM
เพื่อนำไปใช้ใน PC ของ IBM ในช่วงปี 1988 โดยในช่วงแรกนั้น AdLib ใช้ Sound Chip ของ
Yamaha YM3812 ทำงานบน slot ISA 8 bit ซึ่งได้กลายเป็นมาตรฐาน และถือเป็นจุดกำเนิด
ของคำว่า Multimedia ใน PC สืบมา


ในช่วงแรกนั้น ผู้ผลิตที่เน้นตลาดด้านนี้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดมีสองรายใหญ่
ซึ่งนับว่าเป็นผู้บุกเบิกและถือเป็นมาตรฐานของ Sound Card ใน PC ยุคปัจจุบันนี้ คือ
Creative และ Yamaha
 
 ADLib Music Synthesis ในยุคแรก
 


 การทำงานของ Sound Card
 เมื่อข้อมูลจากภายนอกถูกนำเข้าโดยผ่านทางช่องรับสัญญาณเช่น Line-in หรือ Microphone
 สัญญาณที่ถูกนำเข้าจะมีรูปแบบเป็นสัญญาณเสียงหรือก็คือสัญญาณ Analog ซึ่งเป็นคลื่นเสียง
 ที่มีความถี่ ( Frequency ) และ ความกว้าง ( Amplitude ) เมื่อสัญญาณถูกส่งมาถึงในส่วนแรก
 คือภาค ADC ( Analog-to-Digital Converter ) ในขั้นตอนนี้ ADC จะทำการแปลงสัญญาณให้
 เปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ Binary ซึ่งเป็นรูปแบบของสัญญาณ Digital ( มีค่าเป็น 0 และ 1 )
 
 จากนั้น ข้อมูล Binary จากภาค ADC จะถูกส่งต่อไปให้กับภาค DSP ( Digital Signal Processor )
 เพื่อทำการประมวลผล ในขั้นตอนนี้ DSP จะทำการบีบอัดข้อมูลที่ได้รับมาให้มีขนาดเล็กลงก่อน
 และทำการส่งต่อไปให้กับ CPU เพื่อทำการประมวลผลตามคำสั่งต่อไปว่าจะนำไปจัดเก็บลงในส่วน
 บันทึกข้อมูลหรือส่งข้อมูลเพื่อใช้งานต่อ
 
 
 
 เมื่อเราต้องการนำข้อมูลเสียงที่ถูกจัดเก็บไว้ในรูปแบบ Digital ไปใช้งานไม่ว่าจะเป็น จาก CD ,
 Harddisk , หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลต่างๆ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งผ่านบัสของระบบไปยัง CPU
 ทำการจัดส่งไปให้ภาค  DSP ทำการคลายการบีบอัดเสียก่อน แล้วจึงทำการส่งข้อมูลต่อไปยัง
 ภาค DAC ( Digital-to-Analog Converter )
 
 ภาค DAC จะทำการแปลงสัญญาณที่ได้รับมาซึ่งอยู่ในรูปแบบ Binary ที่คลายการบีบอัดแล้วให้
 กลับไปอยู่ในรูปแบบของสัญญาณคลื่นเสียง ( Analog ) แล้วส่งต่อไปให้กับส่วนรับสัญญาณปลาย
 ทาง ไม่ว่าจะเป็น ภาคปรี ( PreAmplifier) หรือ ภาคขยาย ( Amplifier ) หรือ ลำโพงและหูฟังต่อไป
 
 ดังนั้น ประสิทธิภาพในส่วนการทำงานใดๆ ก็ตามของ Sound Card ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของ
 อุปกรณ์ในวงจรแต่ละชิ้น กระแสไฟเลี้ยง เส้นทางการเดินของไฟฟ้าและสัญญาณ รูปแบบวงจรและ
 จุดเชื่อมต่อต่างๆ ล้วนมีผลให้เกิดลักษณะเสียงที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะช่วงการทำงานและ
 เดินทางของคลื่นเสียงในรูปแบบ Analog ซึ่งเป็นสัญญาณที่สามารถเปลี่ยนแปลงและผิดเพี้ยนจาก
 ผลกระทบและองประกอบต่างๆ ได้โดยง่าย ทำให้ Sound Card แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ให้ลักษณะ เด่น
 ด้อย แต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานว่าจะเลือกใช้ตัวไหน อย่างไร ให้เหมาะสมกับความ
 ต้องการของแต่ละบุคคล ทั้งเรื่องแนวเสียง ความสามารถ และราคา
 
 ในปัจจุบัน External DAC หรือที่เรียกสั้นๆ เป็นที่เข้าใจ ว่า DAC เริ่มแพร่หลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ใช้
 การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทั้งผ่านสาย USB หรือ Coax หรือบางตัวเชื่อมต่อได้ทั้ง 2 แบบ ยิ่งถ้า
 จุดประสงค์ของผู้ที่ต้องการนำไปใช้งานเน้นด้านการฟังเพลงเป็นหลักแล้วละก็ คงมีหลายๆ ท่านให้
 คำแนะนำว่าเลือก DAC ดีกว่า Soundcard เพราะ DAC คืออุปกรณ์สังเคราะห์และประมวลผลทางเสียง
 ที่ผลิตขึ้นเฉพาะทางเพื่อการแปลงสัญญาณ Digital to Analog เป็นหลัก บางรุ่นบางตัวอาจมีเสริมใน
 ด้านภาค Pre หรือ ADC เข้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีภาคส่วนอื่นมากมายเพื่อหวังให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุม
 และคำนึงถึง Interface การติดตั้งบน Slot ในเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนกับ Soundcard จึงสามารถ
 เน้นเรื่องอุปกรณ์ไปที่ภาค  Digital to Analog Converter ได้เต็มที่ หากถ้าคิดถึงหน้าที่โดยหลักของ
 DAC ระดับเริ่มต้นที่ราคาไม่แพงมาก เทียบกับ USB Soundcard แบบ 2 ชาเนล ที่เน้นการทำงานเพียง
 แค่ภาค DAC-ADC แล้วละก็ จะเรียก USB Soundcard ตัวนั้นว่า DAC หรือ จะเรียก DAC ตัวนั้นว่า
 Soundcard มันก็คงไม่ต่างกัน เพราะ Soundcard สมัยนี้ ถึงมันจะยังมีคำว่า Card พ่วงท้ายอยู่ มันก็ไม่
 จำเป็นต้องติดตั้งบน Mainboard เสมอไปเหมือนสมัยก่อนเท่านั้นเอง   




Sound Card มีความจำเป็นหรือไม่ ?
 ปัจจุบัน Mainboard ของเครื่อง PC แทบทุกตัว ล้วนติดตั้งวงจรแสดงผลการประมวลและส่งออกของเสียง
 มาในตัวเองทั้งสิ้น หรือที่เรียกกันว่า Sound on Board ดังนั้น ความจำเป็นในการซื้อ Sound Card มาใช้งานจึงลดความจำเป็นลง หรือบางคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป ก็ในเมื่อมีภาครับ-ส่งสัญญาณเสียงอยู่แล้ว
 แล้วยังจะต้องซื้อ Sound Card มาใช้งานให้ทับซ้อน สิ้นเปลืองสตางค์อีกทำไม เมื่อมันก็ทำงานเหมือนๆ กัน
 
 มาถึงจุดนี้ คงต้องถามตัวเองแล้วละ ว่า เราใส่ใจกับเสียงที่อยากได้ยินนั้นแค่ไหน ?
 - ถ้าคุณรู้สึกว่า เสียงที่ได้จาก เพลง หนัง ละคร ไม่ว่าจะฟังจาก คอม วิทยุ เครื่องเล่น CD โทรทัศน์ ทุกอย่างมันก็เหมือนๆ กัน ฟังรู้เรื่องว่าเป็นเสียงอะไร ต่างกันแค่เสียงดัง หรือเสียงเบาเท่านั้น - หากเป็นเช่นนั้น สรุปได้ว่า Sound Card นั้น ไม่มีความจำเป็นกับคุณเลย
 - แต่ถ้าคุณรู้สึกถึงว่า เสียงที่ได้ยินจากแต่ละเครื่องเล่น แต่ละอุปกรณ์ คอมแต่ละเครื่อง มีความแตกต่างกัน
 อันนั้นเบสหนักสะใจ อันโน้นเสียงโปร่งๆ ปิ้งๆ ฟังสบาย อันนี้เสียงหวาน นิ่มนวล ฯ - แบบนี้ Sound Card
 อาจมีส่วนช่วยคุณได้ เพื่อให้ได้เสียงที่ออกจากระบบคอมพิวเตอร์เป็นไปในแบบทีชอบหรือต้องการมากขึ้น


แล้วเสียงที่ได้จาก Sound Card แต่ละรุ่น แตกต่างกันรึเปล่า
 มนุษย์เราแต่ละคน มีสัมผัสและความชอบใน รูป รส กลิ่น เสียง ที่แตกต่างกันออกไป ถ้าดูรูปภาพ 1 ภาพ
 แต่ละคนมองแล้วคงมีทั้งบอกว่าสวยและไม่สวย ,บางคนชอบรสเปรี้ยว บางคนชอบรสหวาน , กลิ่นทุเรียน
 บ้างว่าหอม บ้างว่าเหม็น , แน่นอน เสียงก็เช่นเดียวกัน มิเช่นนั้น ทำไมจึงมีดนตรีหลายแนว หลายจังหวะ พร้อมทั้งเครื่องดนตรีอีกไม่รู้กี่ชิ้น
 อุปกรณ์และรูปแบบวงจรบน Sound Card อาจมีความคล้ายหรือแตกต่างกันไป ตามแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ
 ผลที่ได้นอกจากความแตกต่างของรูปแบบและราคาก็คือ คุณภาพ ความทนทาน เอฟเฟค ความสามารถ
 ในการตอบสนองย่านความถี่ต่างๆ ฯลฯ การจะเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการไม่ว่าจะด้วยความชอบ
 หรือการนำไปใช้งาน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล Sound Card รุ่นนั้น อาจจะมีคนบอกว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้
 พอซื้อตามที่เค้าว่ามา เพราะคิดว่าเสียงจะดีขึ้น อาจจะกลายเป็นว่าหลอกตัวเอง หรือ กลายเป็นเสียงไม่ดี
 ไปเลยก็ได้ Sound Card บางตัวให้เสียงเบสทุ้มหนัก บางตัวให้เสียงสดใส บางตัวเน้นรายละเอียดเสียง
 เยอะแยะมากมาย ถ้าอยากได้ Sound Card ที่ถูกใจตัวเอง สมกับคำว่า เสียงดี จึงควรจะรู้ความต้องการ
 ที่แท้จริงของตัวเองก่อน ว่าต้องการอะไรจาก Sound Card ที่จะเลือกใช้ มิใช่เพียงเห่อไปตามกระแสและ
 คำชม ส่วนรุ่นไหน ยี่ห้อไหนที่จะตรงกับความต้องการของตัวเอง ก็หาข้อมูล ความเห็นจากผู้เคยใช้งาน
 และโอกาสลองฟังด้วยตัวเองต่อไป



การพิจารณาเลือกซาวด์การ์ด
 - บางคนเลือกตามกระแสนิยม รุ่นใหม่ ชื่อเสียง อย่างนี้คงไม่มีปัญหาอะไร เมื่อได้ลองด้วยตัวเอง ก็จะรู้ได้เองเช่นกัน
 
 - บางคนเลือกตามแนวเสียงที่คิดว่า Sound Card ตัวนั้นๆ จะตอบสนองแนวเสียงที่ตัวเองต้องการได้ ดังนั้น
 ขึ้นอยู่กับ งบประมาณ และการศึกษาจากความคิดเห็นของผู้เคยใช้งานโดยอิงกับแนวเสียงที่ผู้เคยใช้งานนั้นชอบด้วย
 การวิเคราะห์จากรูปแบบวงจรและอุปกรณ์ที่ใช้ เพื่ออ้างอิงแนวเสียงสำหรับผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับวงจรอิเล็คโทรนิค
 เครื่องเสียง หรือถ้าเป็นไปได้ดีที่สุดคือหาโอกาสลองฟังด้วยตัวเอง ทั้งนี้ก็แล้วแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย
 
 - บางคนเลือกตามจุดประสงค์ที่จะนำไปใช้งาน กรณีนี้ถือว่าอาจจะง่ายที่สุด เพราะโดยหลักแล้ว ความต้องการ
 จะขึ้นอยู่กับสเปคและความสามารถของ Sound Card เป็นหลัก ซึ่งในส่วนนี้ สามารถอ้างอิงจากข้อมูลผลิตภัณฑ์
 คู่มือ ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายได้โดยตรง
 
 - บางคนเลือกโดยมองคุณสมบัติในการรองรับเสียงแบบ Multi-Channel
 อย่าง Dolby และ DTS ประกอบในการตัดสินใจด้วย เช่น ถ้าบนกล่องบรรจุภัณฑ์หรือบนการ์ดมีการระบุ
 สัญลักษณ์เหล่านี้แล้ว จะทำให้เสียงที่ได้ในการใช้ดูหนัง เล่นเกม ดีขึ้น โดยผู้ผลิตการ์ดเสียงเองก็มอง
 ในจุดนี้ไว้สำหรับใช้เป็นจุดขายของตัวการ์ดเช่นกัน ใส่ความสามารถด้านนี้ ด้านนั้น พิมพ์ระบุสัญลักษณ์
 Dolby , DTS , Dolby Digital Live , DTS Connect และอื่นๆ เยอะแยะลงบนสินค้า กรณีผู้ที่มีความรู้
 ศึกษาข้อมูลต่างๆ มาดีแล้ว มองเห็นข้อเท็จจริงในการตัดสินใจเลือกซื้อ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ถูกใจบ้าง
 ไม่ถูกใจบ้าง ปล่อยต่อ/ซื้อใหม่ ค่อยมาว่ากันอีกที แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในจุดนี้ .....




 ..... มาทำความรู้จักกับ Dolby และ DTS กันนิดๆ หน่อยๆ ดีไหม .....
 
 
 
 
 Dolby
 
 ระบบเสียง Dolby เป็นระบบเสียงแบบ Multi Channel ที่ใช้กันทั่วไปในโรงหนัง และชุดโฮมเธียร์เตอร์ใน
 บ้าน โดยแผ่น DVD และไฟล์หนังส่วนใหญ่จะบันทึกเสียงมาในระบบ Dolby Digital (ยังมีปลีกย่อยลงไป
 เป็นส่วนย่อยต่างๆ อย่าง EX ,Surround EX ,Live , Plus ,True HD อีก) โดยมีรูปแบบการบันทึกเสียงลง
 บนฟิล์มต้นฉบับโดยตรง ใช้ bit rate มาตรฐานคือ 320 kbit/s และสูงสุด 620 kbit/s ใช้การบีบอัดข้อมูล
 เป็นไฟล์รูปแบบที่เรียกว่า AC-3 ( .AC3)
 
 Dolby Digital Live หรือ DDL คืออะไร
 คือการเข้ารหัสสัญญาณเสียง (Encoder) แบบ Real-Time จากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นเกมส์ (Console)
 ที่สนับสนุนเทคโนโลยีนี้ ให้กลายเป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อจำลองและแปลงเป็นสัญญาณ Dolby Surround
 ( 16-bit/48 KHz at 640kbps ) ก่อนส่งผ่านช่องสัญญาณ Digital (Coax ,Optical) ไปให้ภาคถอดรหัส
 (Decoder) อย่าง AVR หรือ Software แยกแยะตำแหน่งเสียงต่างๆ และส่งต่อไปให้ภาคขยายเสียงหรือลำโพง
 
 Dolby EX
 เป็นเทคโนโลยีระบบเสียงที่พัฒนาขึ้นในมาตรฐานเดียวกับ Dolby Pro Logic (4.0 หรือ 4.1) เป็นระบบเสียง
 รอบทิศทาง แต่เพิ่มในส่วน กลางหน้า และกลางหลัง (mono) ขึ้นมา โดยอาศัยการบันทึกเสียงให้เหลื่อมล้ำ
 กันจากสัญญาณเสตอริโอของลำโพงคู่หน้าและคู่หลัง
 
 
 
 
 DTS
 
 DTS คือ ชื่อเรียกระบบเสียง Surround อีกแบบหนึ่ง ที่มีข้อแตกต่างกับ Dolby คือ ระบบ DTS จะแยก
 บันทึกตัวไฟล์เสียงออกจากฟิล์มต้นฉบับและจะทำงานร่วมกันโดยอ้างอิงตามรหัสเวลาที่ตรงกันจากทั้ง
 2 ส่วน รูปแบบไฟล์เสียง DTS นั้นมีการบีบอัดข้อมูลไม่คงที่ ตั้งแต่ 1:1 ไปจนถึง 40:1 แต่ส่วนใหญ่มัก
 ใช้การบีบอัดโดยเฉลี่ยะ ที่ 4:1 (ลดการบีบอัดในช่วงที่มีข้อมูลเสียงมาก และเน้นการบีบอัดในช่วงไม่มี
 เสียง) ซึ่งน้อยกว่า Dolby(คงที่ 12:1 บีบอัดข้อมูลเท่ากันตลอด) ซึ่งจะทำให้ได้ bit rate ที่สูงกว่า และ
 (เชื่อว่า)ทำให้ได้เสียงมีคุณภาพมากกว่า bit rate สูงสุดของ Dolby อยู่ที่ 640 kbit/s ส่วน DTS อยู่ที่
 754.5 kbit/s สำหรับแผ่น DVD และ 1,509.75 kbit/s สำหรับโรงหนัง แต่หากเปรียบเทียบในกรณีแผ่น
 DVD ที่วางจำหน่ายทั่วไป บิทเรทมาตรฐานของระบบเสียง DTS ที่บันทึกมาจะอยู่ที่ 768 kbps ตอบสนอง
 ช่วงความถี่ 3h - 19khz ,ส่วน Dolby จะอยู่ที่ 448 kbps ตอบสนองช่วงความถี่ 3h - 20khz
 
 แล้ว DTS Connect คืออะไร
 DTS Connect คือชื่อที่ใช้ระบุว่า อุปกรณ์ชิ้นนั้นสามารถรองรับสัญญาณเสียงใน PC ซึ่งเป็นรูปแบบ PCM
 มาทำการแปลงสัญญาณแล้วเข้ารหัส ( Endoder ) ให้เป็นสัญญาณแบบ DTS เพื่อที่จะสามารถส่งต่อไป
 ให้ภาคถอดรหัส ( Decorder ) หรืออุปกรณ์ต่อพ่วง( เช่น AVR ) ผ่านช่องส่งสัญญาณเชื่อมต่อแบบ Digital
 ( S/pdif หรือ Optical ) รับสัญญาณแล้วทำการจำลองแยก Channel ให้กลายเป็นเสียง Surround แบบ
 DTS อีกที โดยความหมายของคำว่า DTS Connect นั้น จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ DTS 2 ส่วนคือ
 DTS Interactive และ DTS Neo:PC
 
 - DTS Interactive : คือการเข้าสัญญาณระบบเสียงแบบ 5.1 ch. จำกัด PCM สูงสุดที่ 48kHz/24bit, ทำให้
 ไม่สามารถสนับสนุนมาตรฐาน DTS 96/24 ได้
 - DTS Neo:PC : คือเทคโนโลยีที่คล้ายกับ DTS Neo:6  แปลงสัญญาณ Stereo 2 ch ให้กลายเป็น 5.1 หรือ
 6.1 ch จากไฟล์เสียงที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เช่น MP3 ,WMA ,เสียงจากเกมส์ ซึ่งหากแยกสัญญาณเป็น 7.1 ch
 ในส่วนลำโพงคู่หลังจะได้รับสัญญาณเสียงแบบ mono หรือกลายเป็น เซ็นเตอร์/หลัง โดยปริยาย
 
 มาถึงตรงนี้ หาก Sound Card มีการระบุสัญลักษณ์หรือระบุความสามารถ Dolby Digital Live หรือ DTS Connect
 เอาไว้แล้วละก็ นั่นหมายถึง การ์ดตัวนั้นสามารถในการ Encoder คือรับสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเพื่อเข้า
 รหัส
ให้เป็นรูปแบบสัญญาณเสียง Surround หรือ ReEndoder คือแปลงสัญญาณ 2 channel Up Mix ให้กลาย
 เป็น multi-Channel แล้วส่งต่อให้กับอุปกรณ์ต่อพ่วงหรือ Software ทำการถอดรหัสก่อนจะกลายเป็นเสียงรอบทิศทาง
 ไม่ใช่ว่าการ์ดตัวนั้นสามารถ Decoder หรือถอดสัญญาณเพื่อแสดงผลเป็นเสียงรอบทิศทางได้ด้วยตัวเอง
 


credit: leolandss http://www.overclockzone.com/forums/showthread.php/1027580-%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-Sound-Card
 

126
วิธีการแชร์อินเทอร์เน็ต ADSL ภายในบ้าน หรือสำนักงานขนาดเล็ก
บทความสำหรับ: ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายในระดับเบื้องต้น
โดย ศุภสิทธิ์ ศิริพานิชกร

ความ ต้องการในการใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก นับวันยิ่งมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนในสังคมมากยิ่งขึ้นไปทุกที ไม่เฉพาะแต่คนที่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ความต้องการดังกล่าวยังแพร่หลายไปยังเมืองทุกเมืองที่สามารถเข้าถึงอิน เทอร์เน็ต ทั้งใช้งานในการค้นหาข้อมูล หรือทำธุรกรรมต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น

ดังนั้นการแชร์อิน เทอร์เน็ต ADSL เพื่อให้สมาชิกในบ้าน หรือพนักงานในสำนักงานขนาดเล็กสามารถที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก จึงกลายเป็นความจำเป็นอีกประการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ตามมา จากการติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ ADSL

เพื่อตอบสนองรูป แบบแชร์ข้อมูลอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL ภายในบ้าน หรือสำนักงานขนาดเล็กดังกล่าว บทความต่อไปนี้จะอธิบายถึงวิธีการในการแชร์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้สามารถนำไปติดตั้งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการแชร์อินเทอร์เน็ต ADSL ภานในบ้าน หรือสำนักงานขนาดเล็ก
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ต (PC หรือ Notebook - 1,3)
  • บรอดแบนด์โมเด็ม (Broadband Modem - 5)
  • บรอดแบนด์เราท์เตอร์ (Broadband Router - 4)
  • สายเชื่อมต่อสัญญาณ (UTP Cables)
  • การ์ดรับ-ส่งข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless Adapter - 2)
รูปภาพ

รูปที่ 1 ตัวอย่างระบบเครือข่ายเพื่อการแชร์อินเทอร์เน็ต ADSL ภายในบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก


ขั้นตอนที่ 1 ติดตั้งบรอดแบนด์โมเด็ม (Broadband Modem) เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับสายโทรศัพท์ (RJ-11) ที่ได้รับมาจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (True, TOT, TT&T) โดยอุปกรณ์บรอดแบนด์โมเด็มจะได้รับมาจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต แต่ในกรณีที่ไม่ได้รับบรอดแบนด์โมเด็มจากผู้ให้บริการ หรือต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น ท่านสามารถใช้ Linksys AM300 ในการทำงานเป็นบรอดแบนด์โมเด็ม จากนั้นติดตั้งบรอดแบนด์โมเด็มดังรายการต่อไปนี้


เซ็ทบรอดแบนด์โมเด็มให้ทำงานอยู่ในโหมด 'Bridge Mode'
ระบุค่า VPI, VCI ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ตามตาราง VPI, VCI)

ค่า VPI / VCI ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ADSL ในประเทศไทย
รูปภาพ

ตารางที่ 1 ค่าพารามิเตอร์ VPI และ VCI ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย


ขั้นตอนที่ 2 ติดตั้งบอร์ดแบนเราท์เตอร์ (Broadband Router) ในบทความทดสอบเป็นการติดตั้งเข้ากับอุปกรณ์ Linksys WRT54GL Wireless-G Broadband Router โดยเชื่อมต่อสายนำสัญญาณ หรือสายแลน (UTP RJ-45) จากพอร์ทแลนของบอร์ดแบนโมเด็มไปยังพอร์ทอินเทอร์เน็ต (Internet Port) ของ Linksys WRT54GL ดังรูปที่ 1 และ 2

รูปภาพ

รูปที่ 2 อุปกรณ์ Linksys WRT54GL Wireless-G Broadband Router'


ขั้นตอนที่ 3 เซ็ทค่าพารามิเตอร์ Linksys WRT54GL Wireless-G Broadband Router โดยท่านสามารถกำหนดค่าพาพรามิเตอร์ที่ได้รับมาจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เช่น ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Username & Password) และการติดตั้งค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เพื่อให้อุปกรณ์ Linksys WRT54GL สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ADSL และสามารถแชร์การใช้งานอินเทอร์เน็ตในระบบเครือข่ายได้

โดยท่านสามารถดาวน์โหลดคู่มือการติดตั้งภาษาไทยได้ที่ คู่มือการติดตั้งภาษาไทย


ขั้นตอนที่ 4 ภายหลังจากการเซ็ทค่าพารามิเตอร์ที่อุปกรณ์ Linksys WRT54GL เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเพื่อเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ 2 วิธี คือ

  • เชื่อมต่อด้วยสายนำสัญญาณ (สายแลน) เข้าที่พอร์ทแลน ของ Linksys WRT54GL
  • เชื่อม ต่อด้วยการ์ดรับ-ส่งข้อมูลไร้สาย (Wireless Adapter) ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านไม่มีการ์ดรับ-ส่งข้อมูลไร้สายติดตั้งมา ท่านสามารถใช้อุปกรณ์ Linksys WUSB54G Wireless Adapter เพื่อเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สามารถ ใช้งานผ่านระบบเครือข่ายไร้สาย
ขั้นตอนที่ 5 ในกรณีที่ท่านเปิดการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สายภายในบ้านหรือสำนักงาน เพื่อความปลอดภัยในการรับ-ส่งข้อมูล และเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นสามารถเข้ามาใช้งาน ในระบบเครือข่ายของท่านโดยไม่ได้รับอนุญาติ จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดระบบรักษาความปลอดภัย โดยการเข้ารหัสข้อมูลในการรับ-ส่งข้อมูล ดังต่อไปนี้

(ตัวอย่างจะเป็นการใช้งานกลไกการเข้ารหัสข้อมูล WEP แบบ 128 bits ซึ่งมีความยาวรหัส 20 ตัว)

1. คลิกที่แท็บ Wireless แล้ว Configure ค่าต่างๆตามต้องการ แล้วคลิก Save Setting
  • - Wireless Network Mode : Mixed
    - Wireless Network Name (SSID) : linksys
    - Wireless Channel : 6
    - Wireless SSID Broadcast : Enable
รูปภาพ

2. คลิกแท็บย่อย Wireless Security จากนั้น Enable WEP ขนาด 128 bit สร้าง WEP Key โดยพิมพ์ตัวอักษรที่ช่อง Passphrase แล้วคลิก Generate จากนั้น WEP Key จะถูกสร้างขึ้นมาอัตโนมัติ จากนั้นคลิกที่ Save Setting

รูปภาพ


3. การเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ไร้สายเข้าสู่ Linksys WRT54GL ที่เซ็ตไว้แล้ว โปรแกรม Windows Zero หรือ Wireless Monitoring Utility บนเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถค้นพบไวร์เลสแลนชื่อ Linksys เปิดบริการดังรูป ให้ท่านใส่ Network Key จากนั้นให้ท่านใส่ WEP Key ให้ตรงกับที่สร้างไว้ในข้อที่ 2 แล้วคลิกปุ่ม Connect เครื่องคอมพิวเตอร์ไร้สายก็สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่าน Linksys WRT54GL ได้

รูปภาพรูปภาพ


ด้วย การติดตั้งอุปกรณ์และเซ็ทค่าพารามิเตอร์ดังกล่าวนี้ ระบบเครือข่ายภายในบ้านและสำนักงานของท่าน จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียวครับ


รายการอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ
1. Linksys WRT54GLWireless-G Broadband Router
2. Linksys AM300 ADSL2+ Modem with ADSL Splitter
3. Linksys WUSB54GC Wireless-G Compact USB 2.0 Network Adapter



credit: http://www.sys2u.com/xpert/viewtopic.php?f=2&t=2&sid=35dd8dc318fd5fc744800641697c84b9

127
Internet / repeater mode ต่างกับ universal repeater mode อย่างไร
« เมื่อ: 10 มกราคม 2016, 00:06:55 »

repeater mode ไม่ใช่โหมดมาตรฐานของ wireless ทำให้บางครั้งเราจะทำ repeat ระหว่างอุปกรณ์ต่างยี่ห้อกับไม่ได้ แม้แต่ยี่ห้อเดียวกัน แต่ต่างรุ่นบางครั้งก็ทำไม่ได้


โหมด universal repeater Universal Repeater นั้นอุปกรณ์จะทำหน้าที่ทวนสัญญาณจาก AP ตัวใดๆก็ได้ ที่อยู่ในรัศมี ที่อุปกรณ์รับสัญญาณได้ เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการ รวมไปถึงมันยังสามารถเปลี่ยนชื่อ SSID เดิมให้เป็น SSID ใหม่ ที่เรากำหนดขึ้นได้


credit: http://pantip.com/topic/31401438

128
Internet / ทำความรู้จักกับ Mode ต่างๆของ Access Point
« เมื่อ: 9 มกราคม 2016, 20:42:19 »
ทำความรู้จักกับ Mode ต่างๆของ Access Point กันดีกว่า      การใช้งานเครือข่ายไร้สายนั้น นอกจากเราจะใช้มันเป็นตัวเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายหลักแบบมีสาย หรือที่เราเรียกว่า Infrastructure Mode หรือการทำงานที่ Access Point ธรรมดาๆทั่วไปทำงานได้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
      แต่ด้วยแต่ละพื้นที่ ที่จำเป็นต้องการใช้เครือข่าย wireless อาจจะประสบปัญหาเช่น ความแรงไม่พอ ต้องการต่อ Outdoor Wi-Fi Hotspot ที่อยู่ในระยะไกล, ต้องการแชร์อินเตอร์เน็ตที่มาจากผู้ให้บริการ, ต้องการขยายพื้นที่ใช้งาน, ต้องการแชร์อินเตอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ หรือแม้แต่การเชื่อมต่อแบบ Point to Point

ทำความรู้จักกับแต่ละ Mode กันว่า ท่านจะเลือกใช้ Mode ต่างๆ เมื่อใด ในสถานการณ์แบบใด
 1.Access Point
      โหมด Access Point คือโหมดพื้นฐานที่สุดของการใช้งาน Wireless อยู่แล้วนั่นคือ Access Point จะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อเครื่องลูกข่ายเข้าสู่ ระบบเครือข่ายแบบมีสาย เพื่อเข้าไปใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือเข้าไปยังเครือข่าย LAN ของสำนักงานเป็นต้น โดยการเข้าถึงเครือข่ายอาจจะมีการเข้ารหัส (Encryption) โดยผู้ใช้งานจะต้องใส่ Key ก่อนเชื่อมต่อ บนมาตรฐาน WEP หรือ WPA เป็นต้น
 และสำหรับ AP บางรุ่นก็สามารถทำ Multi-SSID และ VLAN เพื่อแบ่ง Traffic ของผู้ใช้งานออกจากกันได้ด้วย

 2.Client Bridge
     โหมด Client Bridge ก็คือ ตัวอุปกรณ์จะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวลูกข่ายเพื่อเข้าเชื่อมต่อกับ Access Point โดยในโหมดนี้ เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อไปยัง AP ระยะไกล หรือเพื่อเชื่อมต่อเครือข่าย wireless สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายที่ไม่มี wireless card เช่นกล้องวงจรปิดแบบ IP เป็นต้น

รูปแสดงการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ DVR เพื่อบันทึกภาพจากกล้อง IP-Camera
 3.Client Router
     Client Router จะมีการทำงานคล้ายกับ Mode Client Bridge แต่ว่า Mode นี้อุปกรณ์จะทำหน้าที่ NAT (Network Address Translation) ด้วย และมีฟังก์ชั่น DHCP ที่สามารถแจก IP Addresss ให้กับเครื่องลูกด้วย ในโหมดนี้ จะใช้ Wireless เป็น interface WAN และ ใช้พอร์ต RJ-45 เป็น interface LAN
      พูดง่ายๆก็คือเอาไว้แชร์ Wireless Hotspot นั่นเอง เช่นเมื่อต่อ TRUE Wi-Fi หรือ Spider Hotspot แล้วต่อไปยัง switch เพื่อแชร์ให้ computer ในบ้านเรานั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้ account login สำหรับทุกเครื่อง เพียงเครื่องใดเครื่องหนึ่ง login สำเร็จ เครื่องที่เหลือก็สามารถใช้งานได้ทันที


     รูปแสดงการเชื่อมต่อไปยัง Outdoor Wireless ISP (WISP) โดยอาศัย EOC-1650 ที่ทำงานในโหมด Client Bridge โดยทำงานเสมือนเป็น Modem สำหรับเชื่อมต่อ Internet นั่นเอง
 4.Wireless Router
โหมดนี้ก็จะทำงานเหมือน Wireless Router ทั่วไปครับ คือจะใช้ พอร์ต RJ-45 เป็น WAN และแชร์อินเตอร์เน็ตผ่าน Interface Wireless ครับ
 5.WDS Bridge
     WDS Bridge คือการทำงานแบบ Point to Point โดยจะมีข้อแตกต่างจาก Client Bridge คือมันจะทำการส่งค่า MAC Address ของเครื่องลูกข่ายทั้งหมดผ่านไปยัง Interface Wireless ด้วย ซึ่งจะจำเป็นสำหรับการนำไปทำ Wi-Fi Hotspot เพราะผู้ให้บริการ จำเป็นต้องทราบ MAC Address ของเครื่องลูกค้าทุกคน
 6.WDS AP
     WDS AP ก็คือการทำ Repeater หรือการขยายสัญญาณ จาก AP ตัวหนึ่ง ไปยัง AP อีกตัวหนึ่ง (หรือหลายตัว) โดยสามารถทำการขยายต่อไปได้เรื่อยๆ (ยิ่งทำ WDS หลาย AP ความเร็วโดยรวมยิ่งตกลง) โดย WDS จะมีข้อดีกว่า Repeater คือ มันสามารถ ส่งผ่าน MAC Address ของ Client ผ่านไปยัง Interface Wireless ซึ่งเหมาะสำหรับ WISP ที่จะทำการ Repeat สัญญาณ
      ข้อจำกัดของ WDS AP คือ ก่อนที่จะการ Repeat นั้น AP ทั้งคู่ที่จะเชื่อมต่อกัน จะต้องมีการกำหนดสิทธิ์ของกันและกันเสียก่อน ด้วยค่า MAC Address และ AP ในกลุ่มจะต้องมี Encryption เดียวกัน ใช้ Channel เดียวกัน รวมไปถึง SSID เดียวกันด้วย

 7.Universal Repeater
     Universal Repeater นั้นอุปกรณ์จะทำหน้าที่ทวนสัญญาณจาก AP ตัวใดๆก็ได้ ที่อยู่ในรัศมี ที่อุปกรณ์รับสัญญาณได้ เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการ รวมไปถึงมันยังสามารถเปลี่ยนชื่อ SSID เดิมให้เป็น SSID ใหม่ ที่เรากำหนดขึ้นได้ โหมดนี้ ถือเป็นโหมดเจ้าเล่ห์ ที่หาตัวจับยากจริงๆ
 

     หวังว่าทุกท่านคงจะได้รับ ความรู้ รวมไปถึง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของท่านนะครับ
ที่มา: http://www.rightsoftcorp.com/?name=news&file=readnews&id=21

129
วิธีการขยายสัญญาณไร้สาย True Wi-Fi แบบ Repeater, Repeater Bridge บนอุปกรณ์ Linksys WRH54G DD-WRT V.24
บทความสำหรับ: ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายในระดับเบื้องต้นถึงปานกลาง (v1.1)
โดย วิทวัส โฉมประเสริฐ, ศุภสิทธิ์ ศิริพานิชกร


คำถาม

1.ถ้าต้องการขยายสัญญาณในโหมด Repeater, Repeater Bridge เพื่อลดจุดอับสัญญาณให้ได้มากที่สุดต้องทำอย่างไรบ้าง?

คำตอบ
Linksys WRH54G Wireless-G 54 Mbps Broadband Router (Upgradable with DD-WRT) ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานในหลากหลายฟังก์ชั้นเหมือนกับ Linksys WRT54GL เพียงแต่ว่า FLASH 2MB/SDRAM 8MB น้อยกว่าเท่านั้น และ เสาอากาศไม่สามารถเปลี่ยนได้


ในบทความนี้จะใช้ Linksys WRH54G ทำงานใน โหมด Repeater , Repeater Bridge โดยต้อง upgrade Firmware DD-WRT v24 SP1
Repeater : จะเซ็ตให้ Linksys WRH54G ไปเกาะกับ สัญญาณ TrueWiFi ที่ปล่อยอยู่ทั่วไปตามพื้นที่สาธารณะ
Repeater : จะเซ้็ตให้ Linksys WRH54G ไปเกาะกับ Linksys WAG54G2


  • รูปภาพ
ขั้นตอนการติดตั้งโหมด Repeater บน Linksys WRH54G 1

  • เข้าหน้าบริหารการใช้งานของ Linksys WRH54G ไปเมนู
    Setup -> Basic Setup

    รูปภาพ


    WAN Connection Type
    Connection Type : Automatic Configuration - DHCP -> ให้ขา WAN รับ IP Address จาก TrueWiFi อัตโนมัติ

    รูปภาพ


    Router IP (เป็นส่วนของวงภายในของ Linksys WRT54GL)
    Local IP Address : 192.168.1.1 -> ตั้งค่า IP ของวงภายใน และ ค่า Gateway ของ Router
    Subnet Mask : 255.255.255.0 -> ตั้งค่า Subnet ของวงภายใน

    รูปภาพ


    DHCP (เป็นส่วนที่ต้องการให้วงภายใน Linksys WRH54G เมื่อเวลามีคนเข้ามาใช้งาน ให้ Router ตัวนี้แจก IP อัตโนมัติหรือไม่)
    DHCP Type : DHCP Server
    DHCP Server : Enable -> ให้ระบบแจก IP Address อัตโนมัติ
    Start IP Address : 192.168.1.100 -> เริ่มการแจก IP Address ที่ 100
    Maximum DHCP User : 50 -> สิ้นสุดการแจกเมื่อครบ 50 IP แล้ว

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าโหมด Repeater ที่ต้องการ ไปที่เมนู
    Wireless -> Basic Settings

    รูปภาพ


    Wireless Physical Interface (เป็นเครือข่ายไร้สายตัวหลัก)
    Wireless Mode : Repeater -> สำคัญมากในเลือกรูปแบบของ Linksys WRH54G ที่ต้องการให้ตัวนี้เป็น
    Wireless Network Mode : Mixed -> มาตรฐานไร้สายที่ต้องการ B+G
    Wireless Network Name (SSID) : truewifi -> สำคัญมากที่จะให้เครือข่ายหลักไปเกาะกับสัญญาณที่การจายอยู่ชื่อว่าอะไร

    Virtual Interfaces (เป็นการสร้างเครือข่ายไร้สายเสมือนอีกชื่อขึ้นมา)
    Wireless Network Name (SSID) : SYS2U Repeater -> เป็นชื่อไร้สายที่จะปล่อยสัญญาณออกจาก Linksys WRH54G อีกที

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าความปลอดภัยของเครือข่ายไร้สาย ไปทีเมนู
    Wireless -> Wireless Security

    รูปภาพ


    Physical Interface (ตั้งค่าความปลอดภัยให้ตรงกับ ตัวสัญญาณที่ไปเกาะ)
    Security Mode : Disable -> รูปแบบความปลอดภัยให้เหมือนกับตัวหลัก ซึ่ง truewifi ไม่มีการใส่รหัส


    Virtual Interface -> ต้องการให้ สัญญาณที่สร้างขึ้นมา SYS2U Repeater มีรหัสหรือไม่

    รูปภาพ
  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อของ Linksys WRH54G กับสัญญาณ truehisp ไปที่เมนู
    Status -> WAN

    รูปภาพ


    จะเห็นสถานะของ WAN IP ที่ truewifi ส่งมาเข้าที่ขา WAN
    WAN IP : ของ true
    Subnet : ของ true
    Gateway : ของ true
    DNS1 : ของ true
    DNS2 : ของ true

    รูปภาพ


    และเมนู Status -> Wireless
    Wireless Node
    จะ แสดงแถป ไวเลส ของ truewifi ที่โชว์ค่าของ สัญญาณ ( signal Quality ) 33% ซึ่ง ณ ขณะเดียวกัน เครื่อง Notebook สามารถจับความแรงของ สัญญาณ Truwifi ~ 2-3 ขีด

    รูปภาพ


    ทดสอบโดยการใช้คำสั่งใน Command ไปยัง Gateway ของฝั่ง truewifi
    ping 10.42.128.1 -> จะพบว่าค่าระดับสัญญาณ ~ 33% จะได้ค่า Time จากการใช้คำสั่ง Command ที่มีค่าอยู่ประมาณ 15-20 ms โดยประมาณ

    รูปภาพ
เสร็จสิ้นขั้นตอนการเชื่อมต่อโดยใช้ Linksys WRH54G ทำโหมด Repeater กับ trueWiFi


ขั้นตอนการติดตั้งโหมด Repeater Bridge บน Linksys WRH54G 2

  • เข้าหน้าบริหารการใช้งานของ Linksys WRH54G ไปเมนู
    Setup -> Basic Setup

    รูปภาพ


    WAN Connection Type
    Connection Type : Disable -> ไม่ได้ใช้งาน

    รูปภาพ


    Router IP (เป็นส่วนของวงภายในของ Linksys WRH54G)
    Local IP Address : 192.168.200.10 -> ตั้งค่า IP ของวงภายใน ให้เป็นวงเดียวกับตัวหลัก
    Subnet Mask : 255.255.255.0 -> ตั้งค่า Subnet ของวงภายใน ให้เป็นวงเดียวกับตัวหลัก
    Gateway : 192.168.200.1 -> ตั้งค่า Gateway ของวงภายใน ให้ชี้ไปที่ Gateway ตัวหลัก
    Local DNS : 192.168.200.1 -> ตั้งค่า DNS ของวงภายใน ให้ชี้ไปที่ DNS หรือ Gateway ตัวหลัก

    รูปภาพ


    DHCP (เป็นส่วนที่ต้องการให้วงภายใน Linksys WRH54G เมื่อเวลามีคนเข้ามาใช้งาน ให้ Router ตัวนี้แจก IP อัตโนมัติหรือไม่)
    DHCP Type : DHCP Server
    DHCP Server : Disable -> ให้ระบบแจก IP Address มาจากตัวหลัก

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าโหมด Repeater Bridge ที่ต้องการ ไปที่เมนู
    Wireless -> Basic Settings

    รูปภาพ


    Wireless Physical Interface (เป็นเครือข่ายไร้สายตัวหลัก)
    Wireless Mode : Repeater Bridge -> สำคัญมากในเลือกรูปแบบของ Linksys WRH54G ที่ต้องการให้ตัวนี้เป็น
    Wireless Network Mode : Mixed -> มาตรฐานไร้สายที่ต้องการ B+G
    Wireless Network Name (SSID) : SYS2U -> สำคัญมากที่จะให้เครือข่ายหลักไปเกาะกับสัญญาณที่การจายอยู่ชื่อว่าอะไร

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าความปลอดภัยของเครือข่ายไร้สาย ไปทีเมนู
    Wireless -> Wireless Security

    รูปภาพ


    Physical Interface (ตั้งค่าความปลอดภัยให้ตรงกับ ตัวสัญญาณที่ไปเกาะ)
    Security Mode : WEP -> รูปแบบความปลอดภัยให้เหมือนกับตัวหลัก
    Default Transmit Key : 1 -> ใช้งานที่ KEY 1
    Encryption : 64bit 10 hex digit -> รูปแบบการเข้ารหัส
    KEY : 1234567890

    Virtual Interface -> ต้องการให้ สัญญาณที่สร้างขึ้นมา SYS2U Repeater Bridge มีรหัสหรือไม่

    รูปภาพ
  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อของ Linksys WRH54G กับสัญญาณต้นทาง ไปที่เมนู
    Status -> Wireless

    Wireless Node
    จะเห็นค่า MAC Address ของ Linksys WAG54G2 ตัวหลักที่โชว์ขึ้นมา และระดับสัญญาณ ( Signal Quality ) ขึ้นแถบระดับการเกาะของสัญญาณ

    รูปภาพ


    ทดสอบโดยการใช้คำสั่งใน Command ไปยัง Gateway ของฝั่งตัวหลัก
    ping 192.168.200.1 -> จะพบว่าค่าระดับสัญญาณ ~ 52% จะได้ค่า Time จากการใช้คำสั่ง Command ที่มีค่าอยู่ประมาณ 2-5 ms โดยประมาณ ซึ่ง Notebook จับสัญญาณตัว Linksys WAG54G2 4 ขีด เกือบเต็ม 5

    รูปภาพ
เสร็จสิ้นขั้นตอนการเชื่อมต่อโดยใช้ Linksys WRH54G ทำโหมด Repeater Bridge


credit: http://www.sys2u.com/xpert/viewtopic.php?f=3&t=378&sid=9254e8b2078712e42f194fa0b43f8acd

130
คำถาม

1.ถ้าต้องการขยายสัญญาณในโหมด Client , Client Bridge เพื่อลดจุดอับสัญญาณให้ได้มากที่สุดต้องทำอย่างไรบ้าง?

คำตอบ

Mode - Client บนตัว Linksys WRT54GL ที่ถูกอัพเฟิร์มแวร์ DD-WRT v23 , v24ซึ่ง จะมี Mode Client นี้ขึ้นมาใน เมนู Wireless โดยหลักการของโหมดที่ว่านี้เมื่อใช้แล้ว สัญญาณไวเลสบน Linksys WRT54GL จะไม่ทำงานทันที แต่เสาสัญญาณของอุปกรณ์ตัวนี้ ทั้งหมด จะไปเกาะชื่อสัญญาณไวเลสที่ถูกเซตเอาไว้ทันที ทำให้เวลาใช้งานต้องออกมาที่ port lan บน wrt54gl แทน ส่วนในเรื่องของระบบเครือข่ายโหมด Client นั้นจะเป็นอยู่คนละวง IP กับ Network หลักที่ WRT54GL ไปเกาะ
ข้อดีของ Mode Client มีความเสถียรในการเกาะสัญญาณดีกว่า Mode Repeater เพราะสัญญาณบน WRT54GL จะไปเกาะกับสัญญาณตัวหลักทั้งหมดเลยและออกมาเป็น port lan
ข้อเสีย ของ Mode Client สัญญาณไวเลสบน WRT54GL จะไม่สามารถใช้งาน

Mode - Client Bridge บนตัว Linksys WRT54GL ที่ถูกอัพเฟิร์มแวร์ DD-WRT v23 , v24ซึ่ง จะมี Mode Client Bridge นี้ขึ้นมาใน เมนู Wireless โดยหลักการของโหมดที่ว่านี้เมื่อใช้แล้ว สัญญาณไวเลสบน Linksys WRT54GL จะไม่ทำงานทันที แต่เสาสัญญาณของอุปกรณ์ตัวนี้ ทั้งหมด จะไปเกาะชื่อสัญญาณไวเลสที่ถูกเซตเอาไว้ทันที ทำให้เวลาใช้งานต้องออกมาที่ port lan บน wrt54gl แทน ส่วนในเรื่องของระบบเครือข่ายโหมด Client  Bridge นั้นจะเป็นวง IP เดียวกับ Network หลักที่ WRT54GL ไปเกาะ
ข้อดีของ Mode Client Bridge มีความเสถียรในการเกาะสัญญาณดีกว่า Mode Repeater เพราะสัญญาณบน WRT54GL จะไปเกาะกับสัญญาณตัวหลักทั้งหมดเลยและออกมาเป็น port lan
ข้อเสีย ของ Mode Client Bridge สัญญาณไวเลสบน WRT54GL จะไม่สามารถใช้งาน

  • รูปภาพ


ข้อมูลเบื้องต้นก่อนการติดตั้ง
  • อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการทดลอง Linksys WRT54GL - Wireless-G Broadband Router UpFirmware DD-WRT V23,V24
  • อุปกณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ Internet  และ เป็นไวเลสในตัว Linksys by Cisco WAG54G2
ขั้นตอนที่ 1 - Mode Client 

วิธีเซ็ตแบบที่ 1
  • เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับตัว Linksys WRT54GL และตรวจสอบ IP Address ว่า ได้รับมาหรือไม่

    รูปภาพ
  • เข้าเมนูบริหารบนตัว Linksys WRT54GL ไปที่เมนู
    SETUP -> Basic Setup

    รูปภาพ


    Internet Connection Type : Static IP -> หรือจะตั้ง Auto ก็ได้แต่ ต้องเปิด DHCP ที่ Gateway หลักจะไปเกาะด้วย
    Internet IP Address : 192.168.200.20
    Subnet Mask : 255.255.255.0
    Gateway : 192.168.200.1
    Static DNS1  : 192.168.200.1

    รูปภาพ


    ตั้งชื่อ Router Name

    รูปภาพ


    Router IP
    Local IP Address : 192.168.1.1
    Subnet Mask : 192.168.1.1

    รูปภาพ


    DHCP Type : DHCP Server
    DHCP Server : Enable
    SAVE

    รูปภาพ
  • ปิดฟังก์ชั่น Firewall ไปที่เมนู
    Security -> Firewall

    รูปภาพ


    SPI Firewall : Disable

    รูปภาพ
  • เซ้ตการใช้งานโหมด Client ไปที่เมนู
    Wireless -> Basic Settings

    รูปภาพ


    Wireless Mode : Cliet
    Wireless Network Mode : Mixed
    Wireless Network Name (SSID) : sys2u -> ตั้งชื่อสัญญาณของ Linksys WAG54G2 ที่จะเข้าไปเกาะ
    SAVE

    รูปภาพ


    ตั้งค่าความปลอดภัยของไวเลสให้ตรงกับ Linksys WAG54G2 ที่มีเหมือนกัน
    ไปที่เมนู Wireless -> Wireless Secutity

    รูปภาพ


    Security Mode : WEP
    Key 1 : 1234567890 -> ตั้งรหัส ให้เหมือนกับ Linksys WAG54G2 (ควรใช้การเข้ารหัสแบบ WEP)

    รูปภาพ
  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อระหว่าง Linksys WAG54G2 กับ Linksys WRT54GL ว่าเชื่อมต่อได้หรือไม่ไปที่เมนู
    Status -> Wireless

    รูปภาพ


    Wireless NODE : จะ มี MAC Address ขึ้นมาซึ่งก็เป็น MAC Address ของ Linksys WAG54G2 ที่สัญญาณของ Linksys WRT54GL เชื่อมสัญญาณกันอยู่ ซึ่งสามารถดูความเข้มของสัญญาณที่เกาะได้ตรง Signal Quality ว่าสัญญาณที่เกาะน้อยหรือมากเท่าไรซึ่งไม่ควรน้อยกว่า 10%

    รูปภาพ
  • ทดสอบระบบเครือข่าย โดยเข้า Command และพิมพ์คำสั่งตรวจสอบ ดังรูป

    รูปภาพ
วิธีเซ็ตแบบที่ 2
  • วิธีเซ็ตอีกวิธีนึงของโหมด Clinet ผู้ใช้ต้องตั้งค่าตาม วิธีเซ็ตแบบที่ 1 ในหัวข้อ 1,2,3 เรียบร้อยก่อน
  • ไปที่เมนู
    Status -> Wireless

    รูปภาพ


    Site Survey

    รูปภาพ


    ระบบ จะเปิดหน้าเพจสำหรับค้นหาสัญญาณขึ้นมา ซึ่งเมนู Site Survey นี้เหมาะสำหรับใช้ Linksys WRT54GL View หาสัญญาณโดยรอบก่อนที่จะงานในโหมดที่ผู้ใช้ต้องการได้
    กด Joint ชื่อสัญญาณ sys2u * Joint เมื่อกดไปแล้วระบบจะเป็น Mode Client ทันทีผู้ใช้ต้องแน่ใจก่อนจะกดใช้ โหมดนี้ก่อน*

    รูปภาพ


    ลองไปดุที่เมนู Wireless -> Basic Settings
    จะเห็นว่าโหมดได้เปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติเรียบร้อยเลย
    แล้วค่อยไปตั้งค่า wireless Security ให้ตรงกับ WAG54G2 ที่เมนู Wireless -> Wireless Security


    *Note : โหมด Client บน Linksys WRT54GL เสาสัญญาณจะใช้งานไม่ได้ทัน ส่วนระบบเน็ตเวิร์คได้จะออกมาที่ port lan เท่านั้น WAG54G2 IP Local -> wan Local  WRT54GL lan Local

    รูปภาพ
ขั้นตอนที่ 2 - Mode Client Bridge
  • เข้าเมนูบริหารบน Linksys WRT54GL เข้าไปที่เมนู
    Setup -> Basic Setup
    Internet Connection ไม่ต้องใช้งาน
    Local IP Address : 192.168.200.10
    Subnet Mask :  255.255.255.0
    Gateway :  192.168.200.1 -> ชี้ไปที่ Gateway ของ WAG54G2
    DNS :  192.168.200.1 ->  ชี้ไปที่ Gateway ของ WAG54G2

    รูปภาพ


    DHCP SERVER :  Disable
    SAVE

    รูปภาพ
  • ไปที่เมนู
    Wireless -> Basic Settings
    Wireless Mode : Client Bridge
    Wireless Network Mode :Mixed
    Wireless Network Name : sys2u
    SAVE

    รูปภาพ
  • ตั้งค่า รหัสไวเลสให้ตรงกับตัว WAG54G2 ไปที่เมนู
    Wireless -> Wiresless Security
    Security Mode :WEP
    KEY1 : 1234567890 -> ตรงกับ WAG54G2
    SAVE

    รูปภาพ
  • ตรวจสอบการเชื่อต่อที่ เมนู Status -> Wireless ว่าสัญญาณเชื่อมต่อหรือยัง
  • ทดสอดใช้คำสั่ง Command ดังรูป

    รูปภาพ
    *Note : โหมด Client Bridge  บน Linksys WRT54GL เสาสัญญาณจะใช้งานไม่ได้ทัน ส่วนระบบเน็ตเวิร์คได้จะออกมาที่ port lan เท่านั้น WAG54G2 IP Local -> LAN Local  WRT54GL lan Local
credit: http://www.sys2u.com/xpert/viewtopic.php?f=3&t=376&sid=a065b081183725ce12e7daa5ebd9b9d1

131
วิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Router กับ Modem
บทความสำหรับ: ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายในระดับเบื้องต้นถึงปานกลาง (v1.1)
โดย วิทวัส โฉมประเสริฐ, ศุภสิทธิ์ ศิริพานิชกร

คำถาม

1. ถ้าต้องการเชื่อมต่อ Braodbrand Modem กับ Broadbrand Router มีวิธีการเชื่อมต่ออย่างไรบ้าง?

คำตอบ

บางท่านอาจจะสงสัยเกี่ยวกับอุปกรณ์ประเภท Braodbrand Modemที่ทางผู้ให้บริการ Hi-Speed แถมมาว่าจะทำอย่างไรให้สามารถต่อกับ อุปกรณ์ประเภท Wireless Router ให้สามารถใช้งานนด้วยกันได้

Braodbrand Modem เป็นอุปกรณ์ที่มี ADSL(สายโทรศัพท์) และ port LAN (1 ถึง 4 port) มาให้ในอุปกรณ์ มีฟังก์ชั่น Router ที่สามารถเชื่อมต่อ Internet ในตัวเองซึ่งเป็น Gateway ในตัว

Wireless Router เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แพร่กระจาย สัญญาณ Wireless รวมถึงมีฟั่งชั่น Router ในตัว แต่อุปกรณ์ประเภทนี้จะไม่มี ADSL(สายโทรศัพท์) บนอุปกรณ์ ซึ่ง port ที่เป็นตัวเชื่อมต่อ Internet จะเป็น Port LAN ที่มีฟังก์ชั่นในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต




กรณีที่ 1  - เป็นการเชื่อมต่อ Router+Wireless ให้อยู่ Class IP เดียวกันกับระบบ Broadband Router
  • เป็น การต่อใช้งานแบบธรรมดา โดย Broadband Router ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อ Internet หรือเป็น Gateway นั้นเอง ( PPPOE , User: , Pass อยู่ใน Broadband Router) อะนะ และ Broadband Router ก็เปิดการแจก IP (DHCP Server) อยู่
  • เราก็นำ port LAN จาก Broadband Router มาต่อที่ port LAN ของ Roter+Wireless
    Roter+Wireless ต้อง SET IP local ให้อยู่ใน class เดียวกับ Broadband Router  / subnet / gateway  / dns ของ Broadband Router และ ปิดฟังก์ชั่น DHCP ของ Roter+Wireless ด้วย

    รูปภาพ

    ข้อดี
  • ต้องการสร้างวงในระบบเครือข่ายให้อยู่วง Network เดียวกันเพื่อสามารถแชร์ข้อมูลในระบบได้ง่ายขึ้น
  • ตัว อุปกรณ์ Router+wireless สามารถใช้งานในส่วน Wireless ได้ดียิ่งขึ้นเสถียรขึ้นเพราะไม่ต้องทำหน้าที่อะไรในระบบเลยแค่เป็น AP เท่านั้น

    ข้อเสีย
  • หากต้องการทำ Port Forword ที่ตัว Router+Wireless จะไม่สามารถทำได้เพราะตัวมันไม่ใช้เป็นตัวออก internet , DNS , Firewall ฯ
กรณีที่ 1-2  - เป็นการเชื่อมต่อ Router+Wireless ให้อยู่คนละ Class IP เดียวกับระบบ Broadband Router นะครับ

  • โดยการนำ port lan จาก Broadband Router เข้ามาที่ port Internet ของอุปกรณ์ Router+wireless
  • โดย Router+wireless จะแยกการทำงานในส่วนของ WAN (Internet) กับ Local IP "WAN ที่ได้ จะรับมาจาก Broadband Router" ทำให้ "Local ของ Router+Wireless สร้างวงภายในอีกวงหนึ่งขึ้นมา

    รูปภาพ
  • ข้อดี
  • ต้องการสร้างวงในระบบเครือข่ายให้อยู่คนละวงกัน เพื่อแยกส่วนการทำงาน
  • สามารถควบคุมการออก internet ได้บนอุปกรณ์ Router+wireless
  • ข้อเสีย
  • หาก ระบบ Router+Wireless ถูกเปิดการใช้งาน Firewall อยู่บนตัวอุปกรณ์เครื่อง Client ที่เชื่อมต่อกับตัวนี้จะไม่สามารถข้ามไปเจอเครื่อง Client ที่ถูกต่ออยู่กับฝั่ง Broadband Router
  • หากต้องการทำ Port Forword ที่ตัว Router+Wireless จะไม่สามารถทำได้เพราะตัวมันไม่ใช้เป็นตัวออก internet , DNS , Firewall ฯ
กรณีที่ 2  - เป็นการเชื่อมต่อ Router+Wireless ให้เป็นตัวเชื่อมต่อ Internet (gateway)

  • กรณีนี้ส่วนมากจะใช้งานกันเยอะ เพราะกรณีที่ผู้ใช้ มี Broadband Router ที่ผู้ให้บริการแถมๆ มาที่เป็น 1 port ADSL(RJ-11)
  • ตัว Broadband Router จะทำงานในโหมด Bridge ซึ่งการทำงานก็เป็นเหมือนสะพานเพื่อให้ Router+Wireless เป็นตัวเชื่อมต่อ กับ ผู้ให้บริการ Internet

    รูปภาพ
  • ข้อดี
  • บนตัว Router+Wireless สามารถใช้งานฟังก์ชั้นต่างบนตัวนี้ได้มากขึ้น เช่น DNS , Port Forwarding , PPTP SERVER , QOS , สร้างกฏการใช้งานเครื่องของ Client ออกใช้งานอินเตอร์เน็ตเป็นช่วงเวลา Access Retraction ,  Firewall ฯลฯ
  • ข้อเสีย
  • บน ตัว Broadband Router ที่นำมาใช้เป็น Bridge Mode จะไม่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อีกเป็นเพียงเสมือนตัวส่งผ่านข้อมูลที่ มาจาก DSL ไปให้กับ Router + Wireless เท่านั้น
credit: http://www.sys2u.com/xpert/viewtopic.php?f=3&t=90&sid=a065b081183725ce12e7daa5ebd9b9d1

132
วิธีการขยายสัญญาณไร้สายแบบ Repeater, Repeater Bridge บนอุปกรณ์ Linksys WRT54GL DD-WRT V.24
บทความสำหรับ: ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายในระดับเบื้องต้นถึงปานกลาง (v1.1)
โดย วิทวัส โฉมประเสริฐ, ศุภสิทธิ์ ศิริพานิชกร

คำถาม

1.ถ้าต้องการขยายสัญญาณในโหมด Repeater, Repeater Bridge เพื่อลดจุดอับสัญญาณให้ได้มากที่สุดต้องทำอย่างไรบ้าง?

คำตอบ
จากบทความ วิธีการขยายสัญญาณ True Wi-Fi โดยใช้อุปกรณ์ Linksys WRT54GL ที่ออกมานั้นเป็นการใช้งานเพียง โหมด Repeater  บน Linksys WRT54GL เพียงโหมดเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอีกโหมด ที่สามารถนำมาใช้งานเท่ากับโหมด Repeater นั่นก็คือ โหมด Repeater Bridge ซึ่งหลักของโหมดนี้จะทำให้ วงของ Linksys WRT54GL กับ วงที่ไปเกาะเป็นวงเน็ตเวริคเดียวกัน ทำให้ทั้ง 2 วงเครือข่าlยไร้สายสามารถมองเห็นเครือข่ายข้ามไปหากันได้ และ Router ก็สามารถควบคุมการใช้งานของ IP Address ของแต่ละเครื่องได้ง่ายขึ้น
ต่าง จาก Reapeater ที่จะเป็นคนละวงกันทำให้ไม่สามารถความคุมการใช้งานอีกฝั่งนึงได้ซึ่งส่วนมาก โหมดนี้จะนำไปใช้กับเกาะกับสัญญาณที่ปล่อยมาจาก ไร้สายที่เป็นสาธารณะ เช่น Truewif
Mode Repeater เป็นโหมดที่สามารถใช้งานได้ทั้งเครือข่ายสาย และ เครือข่ายไร้สายได้พร้อมกัน โดยการเชื่อมต่อ Linksys WRT54GL จะไปเกาะสัญญาณไร้สายที่ต้องการจะไปเชื่อมต่อและทำให้ วงของเครือข่ายที่ไปเกาะกับ ตัว Linksys WRT54GL อยู่คนละวงกัน
Mode Repeater Bridge เป็นโหมดที่สามารถใช้งานได้ทั้งเครือข่ายสาย และ เครือข่ายไร้สายได้พร้อมกัน โดยการเชื่อมต่อ Linksys WRT54GL จะไปเกาะสัญญาณไร้สายที่ต้องการจะไปเชื่อมต่อและทำให้ วงของเครือข่ายที่ไปเกาะกับ ตัว Linksys WRT54GL เป็นวงเดียวกัน


  • รูปภาพ
ขั้นตอนการติดตั้งโหมด Repeater บน Linksys WRT54GL 1

  • เข้าหน้าบริหารการใช้งานของ Linksys WRT54GL ไปเมนู
    Setup -> Basic Setup


    รูปภาพ


    WAN Connection Type
    Connection Type : Static IP
    WAN IP Address : 192.168.200.10 -> ตั้งค่าให้ WAN IP อยู่ในวงเดียวกับ วงที่ไร้สายตัวหลักปล่อยออกมา
    Subnet Mask : 255.255.255.0 -> ตั้งค่าให้ Subnet Mask อยู่ในวงเดียวกับ วงที่ไร้สายตัวหลักปล่อยออกมา
    Gateway : 192.168.200.1 -> ตั้งค่า Gateway ไปยังตัวที่ออก Internet หรือ ตัวแจก DHCP ของตัว Router หลัก
    Static DNS 1 : 192.168.200.1 -> ตั้งค่า DNS ไปยังตัวที่ออก Internet หรือ ตัวแจก DHCP ของตัว Router หลัก

    รูปภาพ


    Router IP (เป็นส่วนของวงภายในของ Linksys WRT54GL)
    Local IP Address : 192.168.1.1 -> ตั้งค่า IP ของวงภายใน และ ค่า Gateway ของ Router
    Subnet Mask : 255.255.255.0 -> ตั้งค่า Subnet ของวงภายใน

    รูปภาพ


    DHCP (เป็นส่วนที่ต้องการให้วงภายใน Linksys WRT54GL เมื่อเวลามีคนเข้ามาใช้งาน ให้ Router ตัวนี้แจก IP อัตโนมัติหรือไม่)
    DHCP Type : DHCP Server
    DHCP Server : Enable -> ให้ระบบแจก IP Address อัตโนมัติ
    Start IP Address : 192.168.1.100 -> เริ่มการแจก IP Address ที่ 100
    Maximum DHCP User : 50 -> สิ้นสุดการแจกเมื่อครบ 50 IP แล้ว

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าโหมด Repeater ที่ต้องการ ไปที่เมนู
    Wireless -> Basic Settings

    รูปภาพ


    Wireless Physical Interface (เป็นเครือข่ายไร้สายตัวหลัก)
    Wireless Mode : Repeater -> สำคัญมากในเลือกรูปแบบของ Linksys WRT54GL ที่ต้องการให้ตัวนี้เป็น
    Wireless Network Mode : Mixed -> มาตรฐานไร้สายที่ต้องการ B+G
    Wireless Network Name (SSID) : SYS2U -> สำคัญมากที่จะให้เครือข่ายหลักไปเกาะกับสัญญาณที่การจายอยู่ชื่อว่าอะไร

    Virtual Interfaces (เป็นการสร้างเครือข่ายไร้สายเสมือนอีกชื่อขึ้นมา)
    Wireless Network Name (SSID) : SYS2U Repeater -> เป็นชื่อไร้สายที่จะปล่อยสัญญาณออกจาก Linksys WRT54GL อีกที

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าความปลอดภัยของเครือข่ายไร้สาย ไปทีเมนู
    Wireless -> Wireless Security

    รูปภาพ


    Physical Interface (ตั้งค่าความปลอดภัยให้ตรงกับ ตัวสัญญาณที่ไปเกาะ)
    Security Mode : WEP -> รูปแบบความปลอดภัยให้เหมือนกับตัวหลัก
    Default Transmit Key : 1 -> ใช้งานที่ KEY 1
    Encryption : 64bit 10 hex digit -> รูปแบบการเข้ารหัส
    KEY : 1234567890

    Virtual Interface -> ต้องการให้ สัญญาณที่สร้างขึ้นมา SYS2U Repeater มีรหัสหรือไม่

    รูปภาพ
  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อของ Linksys WRT54GL กับสัญญาณต้นทาง ไปที่เมนู
    Status -> Wireless

    รูปภาพ


    Wireless Node
    จะเห็นค่า MAC Address ของ AP ตัวหลักที่โชว์ขึ้นมา และระดับสัญญาณ ( Signal Quality ) ขึ้นแถบระดับการเกาะของสัญญาณ

    รูปภาพ


    ทดสอบโดยการใช้คำสั่งใน Command ไปยัง Gateway ของฝั่งตัวหลัก
    ping 192.168.200.1 -> จะพบว่าค่าระดับสัญญาณ ~ 71% จะได้ค่า Time จากการใช้คำสั่ง Command ที่มีค่าอยู่ประมาณ 2-5 ms โดยประมาณ

    รูปภาพ
เสร็จสิ้นขั้นตอนการเชื่อมต่อโดยใช้ Linksys WRT54GL ทำโหมด Repeater



ขั้นตอนการติดตั้งโหมด Repeater Bridge บน Linksys WRT54GL
  • เข้าหน้าบริหารการใช้งานของ Linksys WRT54GL ไปเมนู
    Setup -> Basic Setup

    รูปภาพ


    WAN Connection Type
    Connection Type : Disable -> ไม่ได้ใช้งาน

    รูปภาพ


    Router IP (เป็นส่วนของวงภายในของ Linksys WRT54GL)
    Local IP Address : 192.168.200.20 -> ตั้งค่า IP ของวงภายใน ให้เป็นวงเดียวกับตัวหลัก
    Subnet Mask : 255.255.255.0 -> ตั้งค่า Subnet ของวงภายใน ให้เป็นวงเดียวกับตัวหลัก
    Gateway : 192.168.200.1 -> ตั้งค่า Gateway ของวงภายใน ให้ชี้ไปที่ Gateway ตัวหลัก
    Local DNS : 192.168.200.1 -> ตั้งค่า DNS ของวงภายใน ให้ชี้ไปที่ DNS หรือ Gateway ตัวหลัก

    รูปภาพ


    DHCP (เป็นส่วนที่ต้องการให้วงภายใน Linksys WRT54GL เมื่อเวลามีคนเข้ามาใช้งาน ให้ Router ตัวนี้แจก IP อัตโนมัติหรือไม่)
    DHCP Type : DHCP Server
    DHCP Server : Disable -> ให้ระบบแจก IP Address มาจากตัวหลัก

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าโหมด Repeater Bridge ที่ต้องการ ไปที่เมนู
    Wireless -> Basic Settings

    รูปภาพ


    Wireless Physical Interface (เป็นเครือข่ายไร้สายตัวหลัก)
    Wireless Mode : Repeater Bridge -> สำคัญมากในเลือกรูปแบบของ Linksys WRT54GL ที่ต้องการให้ตัวนี้เป็น
    Wireless Network Mode : Mixed -> มาตรฐานไร้สายที่ต้องการ B+G
    Wireless Network Name (SSID) : SYS2U -> สำคัญมากที่จะให้เครือข่ายหลักไปเกาะกับสัญญาณที่การจายอยู่ชื่อว่าอะไร

    Virtual Interfaces (เป็นการสร้างเครือข่ายไร้สายเสมือนอีกชื่อขึ้นมา)
    Wireless Network Name (SSID) : SYS2U Repeater Bridge -> เป็นชื่อไร้สายที่จะปล่อยสัญญาณออกจาก Linksys WRT54GL อีกที

    รูปภาพ
  • ตั้งค่าความปลอดภัยของเครือข่ายไร้สาย ไปทีเมนู
    Wireless -> Wireless Security

    รูปภาพ


    Physical Interface (ตั้งค่าความปลอดภัยให้ตรงกับ ตัวสัญญาณที่ไปเกาะ)
    Security Mode : WEP -> รูปแบบความปลอดภัยให้เหมือนกับตัวหลัก
    Default Transmit Key : 1 -> ใช้งานที่ KEY 1
    Encryption : 64bit 10 hex digit -> รูปแบบการเข้ารหัส
    KEY : 1234567890

    Virtual Interface -> ต้องการให้ สัญญาณที่สร้างขึ้นมา SYS2U Repeater Bridge มีรหัสหรือไม่

    รูปภาพ
  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อของ Linksys WRT54GL กับสัญญาณต้นทาง ไปที่เมนู
    Status -> Wireless

    รูปภาพ


    Wireless Node
    จะเห็นค่า MAC Address ของ AP ตัวหลักที่โชว์ขึ้นมา และระดับสัญญาณ ( Signal Quality ) ขึ้นแถบระดับการเกาะของสัญญาณ

    รูปภาพ


    ทดสอบโดยการใช้คำสั่งใน Command ไปยัง Gateway ของฝั่งตัวหลัก
    ping 192.168.200.1 -> จะพบว่าค่าระดับสัญญาณ ~ 60% จะได้ค่า Time จากการใช้คำสั่ง Command ที่มีค่าอยู่ประมาณ 2-5 ms โดยประมาณ

    รูปภาพ
เสร็จสิ้นขั้นตอนการเชื่อมต่อโดยใช้ Linksys WRT54GL ทำโหมด Repeater Bridge

credit: http://www.sys2u.com/xpert/viewtopic.php?f=3&t=376&sid=a065b081183725ce12e7daa5ebd9b9d1

133
วิธีแก้ปัญหาเวลาเวลาเข้า Share เครื่องคอมปลายทางแล้วระบบแจ้งปัญหา สิทธิ์การเข้าไม่ผ่าน





select Start ->Control Panel -> Administrative tool









ก็จะผ่านเข้าไปโดยไม่ติด Permit หรือ รหัสอีกต่อไปโดยที่ไม่ต้องตั้งรหัสเครื่องเลย


credit:http://www.sys2u.com/xpert/viewtopic.php?f=2&t=13113&sid=c85a026f651518b8391ae46122963e36

134
สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Google Apps จนเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือบริการ Email ที่มีประสิทธิภาพเยี่ยม มีระบบป้องกัน สแปมชั้นยอดและให้พื้นที่เก็บข้อมูลแต่ละบัญชีขนาด 7GB

การสมัครใช้งานเบื้องต้นคุณต้องมีชื่อโดเมนเพื่อเอาไว้ใช้บริการของ Google Apps ในที่นี้จะใช้ pordoo.com เพื่อเป็นตัวอย่าง ขั้นตอนต่างๆทำตามรูปได้เลยครับ

(ปกติแล้วบริการของ Google เองจะสร้าง Email ผู้ดูแลระบบให้ในขั้นตอนที่เราสมัครเข้าใช้งาน เช่น admin@thainetlink.com แต่เราไม่แนะนำให้ใช้ Email ตัวนี้เป็น Email หลักในการบริการระบบเราขอแนะนำให้คุณสมัครบัญชี Google ใหม่ ชื่ออะไรก็ได้ เพื่อทำการสมัครใช้งานแต่ไม่ควรใช้ Email ที่อยู่ในโดเมนที่คุณกำลังจะขอใช้บริการเช่น admin@thainetlink.com เนื่องจากว่า หากระบบการเชื่อมต่อของโดเมนของคุณกับ Google Apps มีปัญหาคุณจะไม่สามารถติดต่อกับ Google ได้เลยเนื่องจาก Email หลักที่คุณใช้ก็ผูกอยู่กับบริการที่มีปัญหา)


ขั้นตอนที่ 1 ลงทะเบียน Google Apps !

เปิดเว็บบราวเซอร์ พิมพ์ที่ช่องAddress "http://www.google.com/a"



ระบุ รายละเอียด (อีเมลต้องไม่ใช่ Email บนโดเมนที่จะนำมาใช้บริการ Google Apps ในตัวอย่างนี้ คือจะใช้อีเมลอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ email@pordoo.com)



ตั้งค่า Account ผู้ดูแลระบบสำหรับโดเมนนี้ ดังรูป จากนั้นยอมรับข้อตกลงของ Google และคลิก ดำเนินการตั้งค่าต่อไป












ขั้นตอนที่ 2 ยืนยันความเป็นเจ้าของโดเมน
















ขั้นตอนที่ 3 กำหนด MX Record ของ DNS Server ให้ชี้ไปที่ Google Apps Server










สำหรับไดเร็คแอดมิน ไปที่DirectAdmin Control Panel เลือกโดเมนที่ต้องการใช้บริการ Google Apps แล้วคลิกที่ MX Records



ระบุค่า Domain ที่ช่อง Name จากนั้นเพิ่มค่า MX Records เลือก Value แล้วกด Add (อย่าลืมเติมจุดข้างหลังค่า Name ที่ได้มา สังเกตุตัวอย่างดังรูป ว่าต้องเติมจุดซ้ำทุกครั้ง หลัง COM. )



เมื่อระบุค่า MX Records เรียบร้อยแล้ว ให้ติกเครื่องหมายออกจาก Local Mail Server เพื่อยกเลิกให้เซิร์ฟเวอร์หลักจัดการระบบอีเมล์จากนั้นคลิก Save



กลับมาที่หน้า หลักของ DirectAdmin Control Panel จากนั้นคลิกที่ DNS Management



ทำการลบระเบียน A Records ของ mail pop smtp และ ลบระเบียน TXT Records ออกดังรูป ออกเนื่องจากคุณได้มอบหมายการจัดการอีเมลให้กับบริการ Google Apps แล้ว ระเบียนดังกล่าวจึงไม่จำเป็นอีก



จากนั้นเพิ่มระเบียน TXT Records ใหม่เข้าไปด้วยค่า
v=spf1 include:aspmx.googlemail.com ~all
จากนั้นคลิกที่ Add การตั้งค่านี้ระบุเพื่อไม่ให้อีเมลที่เราส่งออกไปติด Spam เนื่องจากสับสนว่าจดหมายมาจาก Server ใด เราจึงต้องตั้งค่าระบุว่าจดหมายถูกส่งจาก Server ของ Google


 
คลิกถัดไป เพื่อรอให้การตั้งค่าของ MX Records สมบูรณ์

 
 
 เมื่อ Mx Records อัพเดทเสร็จสมบูรณ์ เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยครับ บริการต่างๆ ของ Google Apps ทั้งหมดก็จะพร้อมรอคุณใช้งานทันที


ขอบคุณ: https://support.hostatom.com/knowledgebase.php?action=displayarticle&id=16

135
Internet / check Internet signal
« เมื่อ: 8 มกราคม 2016, 19:47:30 »
1.ตรวจสอบพารามิเตอร์ที่จำเป็นในการเชื่อมต่อ Intermet สำหรับพารามิเตอร์ที่จำเป็นในการเชื่อมต่อ Internet ประกอบไปด้วย IP Address, Subnet Mask, Gateway และ DNS Server
เปิด 'Start -> Run -> cmd' จากนั้นพิมพ์คำสั่ง 'ipconfig/all' จากนั้นทำการตรวจสอบว่า IP Address / Subnet Mask / Gateway / DNS ของคุณถูกต้องหรือไม่


2.จากนั้นทดลองใช้คำสั่ง 'ping' ไปยัง Gateway ที่เราได้รับ


3.จากนั้นทดลองใช้คำสั่ง 'ping' ไปยัง DNS Server ที่เราได้รับ เช่น True = 203.144.207.29, 203.144.207.49


4.จากนั้นทดลองใช้คำสั่ง 'nslooukp' เพื่อทดสอบว่า DNS Server ที่เรากำหนดอยู่นั้น สามารถตอบสนองการทำงานหรือไม่


5.จากนั้นพิมพ์ชื่่อเว็บไซต์ เช่น yahoo.com เพื่อทดสอบว่า DNS Server ที่เรากำหนดอยู่นั้น สามารถ Resolved ชื่อโดเมนเนมให้กลายเป็น IP Address ได้หรือไม่


6.ใช้คำสั่ง 'exit' เพื่อออกมาจาก DNS Query Mode จากนั้นใช้คำสั่ง 'ping' ไปยังเว็บไซต์เช่น yahoo.com เพื่อทดสอบว่า Router ของเราสามารถ forward packet  ของเราไปยังปลายทางที่ต้องการได้หรือไม่


7.ในกรณีที่คุณไม่สามารถเชื่อมต่อ Internet ได้ โดยไม่สามารถ 'ping' ไปยังเว็บไซต์ปลายทางที่ต้องการได้ (ในกรณีที่เว็บไซต์อนุญาติให้ใช้คำสั่ง ping ได้เท่านั้น) ให้ทดลองใช้คำสั่ง tracert เช่น tracert http://www.yahoo.com เพื่อทดสอบว่าเส้นทาง หรือ hop จรงจุดไหนที่มีปัญหา โดยที่ไม่สามารถ forward packet ของเราออกไปได้
ในกรณีที่เส้นทางตรงจุดไหนมีปัญหา คำสั่ง 'tracert' จะแสดง TIME OUT ณ hop ที่มีปัญหานั้นทันที


ที่มา: http://www.sys2u.com/xpert/viewtopic.php?f=56&t=380&sid=db637b50cddea17f6ba8220018b75e1b

หน้า: 1 ... 7 8 [9]
anything