แสดงกระทู้ - คนเหนือหุ้น
- +



ของในห้องแจกของแจกฟรีทุกชิ้น

^ประกาศ pordoo.com คือเว็บสำหรับแจกสิ่งของ สมาชิกสะสมพอยท์ภายในเว็บเพื่อนำไปแลกของรางวัลที่ต้องการ
พอยท์ได้มาจากไหนบ้าง?
1.สมัครสมาชิกรับ 100 พอยท์
2.กดรับจากAdmin สัปดาห์ละ 100 พอยท์
3.สมาชิกคนอื่นกดให้พอยท์ (กดที่กล่องของขวัญ)
แจก 2,000 พอยท์ทุกสัปดาห์ รอบ15 คลิ้กเลย

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - คนเหนือหุ้น

หน้า: [1]
1
ช่วงนี้มักจะได้ยินสื่อต่างๆ พูดคำว่า ค่าเงินบาทแข็งอยู่ตลอด จึงอยากจะขออธิบายให้ฟังเพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจว่า ค่าเงินบาทแข็งคืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง ค่าเงินบาทแข็งแล้วอ่อนได้หรือไม่  ถ้าแข็งหรืออ่อนแล้วจะมีผลดีและผลเสียต่อใคร อย่างไร แล้วค่าเงินบาทที่อ่อนดีกว่าค่าเงินบาทที่แข็งจริงหรือไม่ ซึ่งก่อนอื่นขอสร้างความเข้าใจก่อนว่า ค่าเงินบาทคืออะไร

ค่าเงินบาท หมายถึง จำนวนเงินบาทที่ใช้นำไปแลกเปลี่ยนกับเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกว่าเงินสกุลอื่นๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ดอลลาร์สิงคโปร์ เยนญี่ปุ่น ปอนด์สเตอร์ลิง เป็นต้น ซึ่งที่ค่อนข้างคุ้นเคยก็คือ การนำเงิน 33 บาทไปแลกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือการนำเงิน 30 บาทไปแลกได้ 100 เยนญี่ปุ่น หรือ นำเงิน 63 บาท ไปแลกได้ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เป็นต้น

โดยเวลาที่พูดกันว่า ค่าเงินบาทแข็ง ก็หมายถึง เงินบาทของเรามีค่ามากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลที่กำลังเปรียบเทียบอยู่ เช่น ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็คือ สมมติ เราเคยใช้เงินบาทจำนวน 36 บาทไปแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ตอนนี้ เราใช้เงินบาทในจำนวนที่น้อยลง เช่น 33 บาทไปแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น ส่วนคำว่า ค่าเงินบาทอ่อนตัว ก็ตรงกันข้ามกับค่าเงินบาทแข็ง กล่าวคือ เราต้องใช้เงินบาทมากขึ้น เช่น 40 บาทไปแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น
ค่าเงินบาทแข็ง หรืออ่อน จะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น หากสมมติให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ การที่อยู่ ๆ ก็มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยมาก ๆ เช่น เข้ามาในตลาดหุ้น ซึ่งเวลาเข้ามานั้น นักลงทุนต่างประเทศจะไม่สามารถเอาเงินตราต่างประเทศที่เค้าถืออยู่มาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง โดยเค้าต้องขอแลกเป็นเงินบาทก่อน ดังนั้น กรณีนี้ ความต้องการในเงินบาทก็จะสูงขึ้น ซึ่งเวลาที่ความต้องการในเงินบาทสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณเงินบาทที่มีในระบบเศรษฐกิจอยู่คงที่ กลไกตลาดก็จะทำงาน โดยทำให้เงินบาทมีค่าสูงขึ้น หรือที่เราเรียกว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นนั่นเอง
อีกตัวอย่างที่อาจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็คือ หากธุรกิจของไทยสามารถส่งออกได้มาก ผู้ส่งออกของไทยเมื่อได้รับรายได้ในรูปของเงินสกุลต่างประเทศ ผู้ส่งออกก็จะเอาเงินสกุลต่างประเทศนั้น ๆ มาแลกเป็นเงินบาท เพื่อจะได้นำมาใช้ต่อไป ในกรณีนี้ก็จะคล้ายๆ กับกรณีแรกคือ ความต้องการเงินบาทก็จะมากขึ้น และทำให้ค่าของเงินบาทแข็งขึ้นได้เช่นกัน

สำหรับกรณีของค่าเงินบาทอ่อนลง ก็อาจจะเกิดได้ในกรณีที่ไทยต้องการนำเข้ามาก ๆ เช่น ต้องการนำเข้าน้ำมัน หรือกรณีการนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักรจากต่างประเทศ ดังนั้น ในกรณีนี้ ก็จะต้องมีการนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อที่จะได้เอาเงินไปจ่ายต่างประเทศ ความต้องการในเงินตราสกุลต่างประเทศก็จะสูงขึ้น กลไกตลาดก็จะทำให้ค่าของเงินบาทอ่อนลง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทสามารถที่จะแข็งขึ้นและอ่อนลงได้ด้วยหลายๆ ปัจจัย แม้กระทั่งหากนักเก็งกำไรมีความรู้สึกว่าค่าเงินบาทน่าจะอ่อนกว่าที่เป็นอยู่ จึงต้องการที่จะถือเงินบาทน้อยลง และหากนักเก็งกำไรทุก ๆ คน คิดและทำเหมือนกันหมด ก็จะมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงได้เช่นกัน
ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนมีผลดีและผลเสียต่อใคร อย่างไร แล้วค่าเงินบาทอ่อนดีกว่าค่าเงินบาทแข็งจริงหรือไม่ ตรงนี้จะขออธิบายว่า เวลาค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อน จะต้องมีทั้งผู้ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์เสมอ จึงไม่ควรมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้
เวลาค่าเงินบาทแข็ง ก็คือใช้จำนวนเงินบาทที่น้อยลงไปแลกกับเงินสกุลต่างประเทศ คนที่ได้ประโยชน์ จะมีหลายกลุ่ม อาทิ
 
  • คนที่ต้องนำเข้าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ เช่น ธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ หรือ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศ ก็จะซื้อวัตถุดิบ หรือเครื่องจักรได้ถูกลง ต้นทุนการผลิตก็จะต่ำลง หรือกรณีที่เราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อใช้โดยตรง หรือใช้ในการผลิตไฟฟ้า กรณีนี้ ราคาน้ำมันที่เราเติม กับค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายก็จะถูกไปด้วย เพราะนำเข้ามาในราคาที่ถูกลง หากราคาวัตถุดิบ เครื่องจักร และน้ำมันที่อยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศไม่ได้แพงขึ้น หรือแม้ว่า ราคาวัตถุดิบ เครื่องจักร และน้ำมันที่อยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศจะแพงขึ้น แต่การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ก็ช่วยให้ราคาของวัตถุดิบ เครื่องจักรและน้ำมันดังกล่าวในรูปของเงินบาทไม่แพงขึ้นได้ ดังจะเห็นตัวอย่างจากช่วงที่ผ่านมาที่ในบางช่วงที่แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ จะแพงขึ้น แต่ราคาน้ำมันในประเทศในรูปของเงินบาทไม่ได้ปรับขึ้นตาม ส่วนหนึ่งก็เพราะค่าเงินบาทที่แข็งช่วยให้ราคาในการนำเข้าไม่แพงขึ้นนั่นเอง
  • คนที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ก็จะมียอดหนี้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทน้อยลง ก็อาจจะเป็นจังหวะให้เราอาจจะตัดสินใจใช้หนี้ เพราะใช้เงินน้อยลงในการแลกเงินสกุลต่างประเทศไปคืนเค้า เป็นต้น
  • คนที่ส่งลูกเรียนเมืองนอก หรือคนที่อยากไปเที่ยวเมืองนอก ก็ใช้เงินน้อยลงในการส่งเงินให้ลูกได้เท่าที่เคยส่ง หรือใช้เงินน้อยลงเวลาไปเที่ยวหรือไปซื้อของที่เมืองนอก เป็นต้น
แต่ค่าเงินบาทแข็ง ผลกระทบก็มีเช่นกัน
 
  • ผลต่อคนที่ส่งออกในด้านความสามารถในการแข่งขัน เช่น แต่ก่อนชาวต่างชาติเคยซื้อข้าวจากเรา สมมติ ตันละ 8,000 บาท เวลาเค้ามาซื้อเค้าเคยใช้เงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาซื้อ หากค่าเงินบาทแข็งขึ้น และเค้าเอาเงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่าเดิมมาซื้อ คราวนี้เค้าจะไม่ได้ข้าว 2 ตัน แต่จะได้น้อยกว่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่ค่าเงินบาทแข็ง สินค้าของเราก็จะดูว่าแพงขึ้น ชาวต่างชาติเค้าก็อาจจะหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นแทน แต่ประเด็นนี้ จะมีข้อยกเว้นตรงที่ หากคู่แข่งของเรา เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย หรือประเทศอื่นๆ ค่าเงินของเค้าแข็งขึ้นด้วย กรณีนี้ ค่าเงินบาทที่แข็ง ก็ไม่ได้มีส่วนทำให้เราส่งออกไม่ได้ หรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งไป (ในเรื่องความสามารถในการแข่งขันนี้ แม้ค่าเงินจะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีผล แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมาก อาทิ ความสามารถในการผลิต ต้นทุนการผลิต เป็นต้น)
  • ผลต่อคนที่ส่งออกด้านรายได้ที่จะได้รับ เช่น สมมติเคยขายได้ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเคยแลกได้ 4,000 บาท (หากอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้น (อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ก็เลยเอา 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาแลกได้เงินน้อยลง โดย แลกได้เพียง 3,600 บาท เป็นต้น ก็ได้เงินน้อยลง แต่ถ้าผู้ส่งออกคนนี้ มีการนำเข้าด้วย ก็จะสามารถลดผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งไปได้ โดยถ้าผู้ส่งออกคนนี้ มีการนำเข้าที่มากกว่าการส่งออก ก็จะถือได้ว่า แม้จะเป็นผู้ส่งออก แต่ก็ยังได้รับผลดีเวลาที่ค่าเงินบาทแข็งได้ เป็นต้น
    โดยหากเป็นกรณีค่าเงินบาทอ่อนลง ผลก็จะเป็นตรงกันข้าม คือ ผู้ที่ต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบ หรือเครื่องจักรมาก ๆ หรือผู้ที่ยังส่งลูกเรียนเมืองนอกอยู่ ก็จะต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนลง ก็จะช่วยให้ผู้ส่งออกแข่งขันได้ดีขึ้น (หากค่าเงินของประเทศคู่แข่งไม่ได้อ่อนลงตามไปด้วย) และมีรายได้หลังจากแลกเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น

    ดังนั้น เวลาจะดูผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง หรืออ่อน รวมทั้งการสรุปว่าค่าเงินบาทอ่อนเป็นเรื่องดี ค่าเงินบาทแข็งเป็นเรื่องไม่ดี จึงอาจจะไม่จริงเสมอไป แต่จะต้องดูผลดีและผลเสียในหลายๆ ด้านประกอบกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าจะเลือกมองจากด้านใด ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว อาจไม่มีใครตอบได้ว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยควรจะอยู่ที่ระดับใด เพราะขึ้นอยู่กับสภาพของเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่สิ่งที่เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่คือ ค่าเงินบาท ควรจะมีเสถียรภาพ กล่าวคือ ไม่ควรจะผันผวนเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็วมากเกินไป เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว คาดเดาได้ยาก จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ  และส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจต่อไป


ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/35344
http://www.bot.or.th/BOTHOMEPAGE/databank
/FinMarkets/ExchangeRate/exchange_t.asp

2
คำนำ 1. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในรูปของบริการที่เสนอต่อผู้ซื้อและกลยุทธ์ทางการตลาดที่บริษัทผู้พัฒนาโครงการเลือกใช้ ทำให้มีวิธีปฏิบัติทางการบัญชีตลอดจนการรับรู้รายได้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรฐานทางบัญชีอย่างเดียวกัน สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับใบอนุญาตแห่งประเทศไทยจึงจัดทำมาตรฐานทางบัญชีฉบับนี้ขึ้น โดยได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม สถาบันการเงินและผู้สอบบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการกำหนดมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้
2. มาตรฐานทางบัญชีฉบับนี้เป็นแถลงการณ์ที่เกี่ยวกับวิธีการบัญชีเพื่อรับรู้รายได้สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
2.1 การขายที่ดิน
2.2 การขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง
2.3 การขายอาคารชุด
3. การขายที่ดินในที่นี้ หมายถึง การขายที่ดินเป็นแปลง ๆ ซึ่งมีจำนวนมากโดยแบ่งย่อยจากที่ดินแปลงใหญ่เพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อทั่วไป โดยผู้ขายต้องทำงานพัฒนาต่าง ๆ ตามสัญญา เช่น สร้างถนน งานสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
4. การขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หมายถึง การขายบ้านพร้อมที่ดิน โดยราคาขายเป็นราคาซึ่งรวมทั้งบ้านและที่ดิน เช่น หมู่บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ และโฮมออฟฟิส เป็นต้น ซึ่งผู้ขายอาจเป็นผู้สร้างบ้านในที่ดินนั้นเอง หรือให้ผู้อื่นรับช่วงสร้างบ้านต่อ ในกรณีหลัง ผู้ขายต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญา โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาการก่อสร้างรวมทั้งการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลา 1 ปี
5. การขายอาคารชุด หมายถึง การขายห้องชุด อาคารชุดหรือกลุ่มอาคารชุดเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อประกอบธุรกิจ และอาคารสำนักงานเพื่อขาย โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาการก่อสร้างจนกระทั่งมีการโอนกรรมสิทธิ์ของอาคารชุดจะมากกว่า 1 ปี
 
 คำนิยาม คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ในมาตรฐานฉบับนี้มีความหมายดังนี้ อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดินกับทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมทั้งสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินด้วย
อาคารชุด หมายถึง อาคารที่บุคคลสามารถแยกการถือครองกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วน ๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคล และกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง
ห้องชุด หมายถึง ส่วนของอาคารชุดที่แยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วนเฉพาะแต่ละบุคคล
ทรัพย์ส่วนบุคคล หมายถึง ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย
ทรัพย์ส่วนกลาง หมายถึง ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ได้แก่ ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม
เงินจอง หมายถึง เงินขั้นต้นจำนวนเล็กน้อยที่ชำระแก่ผู้ขาย เพื่อเป็นหลักประกันในชั้นต้นที่จะเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายในอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งบางครั้งอาจเรียกว่าเงินมัดจำ เงินจองนี้มักถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินวางเริ่มแรก
เงินวางเริ่มแรก หมายถึง จำนวนเงินเบื้องต้นตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ผู้ซื้อจะต้องชำระแก่ผู้ขาย ในบางครั้งเงินวางเริ่มแรกอาจจะแบ่งชำระเป็นหลายงวดก็ได้
เงินค่างวด หมายถึง จำนวนเงินส่วนที่เหลือของมูลค่าตามสัญญาหลังจากการจ่ายเงินวางเริ่มแรกแล้วซึ่งเงินค่างวดนี้จะชำระเป็นครั้งเดียวหรือผ่อนชำระหลายครั้งก็ได้
ความเป็นอิสระต่อกัน หมายถึง การติดต่อทางการค้าในสภาพที่มีความเป็นอิสระ ไม่มีความเกี่ยวพันระหว่างกัน
การก่อสร้างตามสัญญา หมายถึง การก่อสร้างเฉพาะพื้นที่ที่เปิดขายหรือพื้นที่ที่เปิดจองของแต่ละครั้ง
 การรับรู้รายได้สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 7. รายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีขั้นตอนดำเนินงานที่ค่อนข้างยุ่งยาก รูปแบบของกฎหมายและงานก่อสร้างทำให้รายการซื้อขายสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นและใช้เวลายาวนานจึงจะเสร็จสมบูรณ์
8. การรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์มีหลายวิธี คือ
8.1 รับรู้เป็นรายได้ทั้งจำนวน
8.2 รับรู้เป็นรายได้ตามสัดส่วนของงานที่ทำเสร็จ
8.3 รับรู้เป็นรายได้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ
กรณีที่ไม่อาจรับรู้รายได้ตามข้อ 8.1-8.3 ให้บันทึกเงินที่ได้รับเป็นเงินมัดจำ หรือเงินรับล่วงหน้า
 เงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อและผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ 9. โดยทั่วไปแล้ว การรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ มีเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้องดังนี้
การขาย
9.1 การขายเกิดขึ้นแล้ว
ผู้ซื้อ
9.2 ผู้ซื้อไม่มีสิทธิเรียกคืน
9.3 ผู้ซื้อได้ชำระเงินวางเริ่มแรกและเงินค่างวดมีจำนวนมากพอที่แสดงว่า ผู้ซื้อจะผูกพันการชำระค่าอสังหาริมทรัพย์ต่อจนครบตามสัญญา
ผู้ขาย
9.4 ผู้ขายสามารถเก็บเงินได้ตามสัญญา
9.5 งานพัฒนาและงานก่อสร้างได้ผ่านขั้นตอนเบื้องต้นแล้ว
9.6 ผู้ขายมีความสามารถทางการเงินและสามารถปฏิบัติตามสัญญาและคำชี้ชวนต่าง ๆ ที่ได้ให้ไว้
9.7 งานก่อสร้างได้ก้าวหน้าไปด้วยดี
9.8 ผู้ขายได้โอนความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่มีนัยสำคัญในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อแล้ว
เงื่อนไขตามที่กล่าวข้างต้น มีความหมายตามที่กล่าวในย่อหน้าที่ 10 ถึงย่อหน้าที่ 22
การขายเกิดขึ้นแล้ว
10. การขายถือว่าเกิดขึ้นแล้วเมื่อ
10.1 ผู้ซื้อและผู้ขายได้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย และ
10.2 มีการชำระราคาตามสัญญา
11. สำหรับการขายห้องชุดของอาคารชุด ต้องมีการขายได้ในจำนวนที่มากพอที่จะให้แน่ใจว่า อาคารชุดดังกล่าวจะไม่เปลี่ยนเป็นอาคารเพื่อให้เช่า โดยต้องพิจารณาถึงข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุด และเงื่อนไขข้อตกลงทางการเงินประกอบด้วย
การขายห้องชุดในอาคารชุดในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ที่เปิดขายหรือพื้นที่ที่เปิดจอง ถือได้ว่าเป็นจำนวนที่มากพอ
ผู้ซื้อไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน
12. ผู้ซื้อได้ชำระเงินวางเริ่มแรก จนกระทั่งสิ้นสุดระยะเวลาที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ ซึ่งได้แก่ระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
เงินวางเริ่มแรกและเงินค่างวดของผู้ซื้อต้องมีจำนวนมากพอ
13. เงินวางเริ่มแรกและเงินค่างวดของผู้ซื้อต้องมีจำนวนมากพอที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ซื้อจะผูกพันการชำระค่าอสังหาริมทรัพย์ต่อจนครบตามสัญญา เงินวางเริ่มแรกและเงินค่างวดที่ผู้ซื้อแต่ละสัญญาชำระแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาขายตามสัญญา ถือว่า มีจำนวนมากพอ
ผู้ขายสามารถเก็บเงินได้ตามสัญญา
14. ในการพิจารณาความสามารถของผู้ขายที่จะสามารถเก็บเงินได้จากผู้ซื้อตามสัญญานั้น ให้ประเมินจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ฐานะเครดิตของผู้ซื้อหรือการที่ผู้จะขายอสังหาริมทรัพย์นั้นออกไปได้ใหม่ในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาเดิม
15. ประสบการณ์การเก็บเงินจากโครงการก่อน ๆ ของผู้ขาย อาจนำมาใช้กับโครงการใหม่ได้ หากโครงการก่อน ๆ นั้น
15.1 มีลักษณะส่วนใหญ่เหมือนกับโครงการใหม่ ๆ เช่น ชนิดของบ้าน อาคารชุดและที่ดิน สภาพแวดล้อม ประเภทลูกค้า เงื่อนไขตามสัญญาและวิธีการขาย เป็นต้น
15.2 ได้รับชำระเงินค่างวดเป็นจำนวนที่มากพอที่จะเป็นเครื่องชี้ว่าการขายในปัจจุบันของโครงการใหม่จะเก็บเงินได้ตามสัญญา
16. ความสามารถในการเก็บเงินได้จากผู้ซื้อแต่ละสัญญาไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาขายตามสัญญา อาจถือเป็นเกณฑ์หนึ่งที่ใช้วัดความสามารถในการเก็บเงินของผู้ขาย
 งานพัฒนาและงานก่อสร้างได้ผ่านขั้นตอนเบื้องต้นแล้ว
17. งานพัฒนาและงานก่อสร้างโครงการที่ถือว่าเป็นงานขั้นตอนเบื้องต้น ได้แก่
17.1 งานวิศวกรรมและงานออกแบบ
17.2 การเซ็นสัญญาจ้างเหมางานปรับปรุงและเตรียมพื้นที่ หรือจ้างเหมาก่อสร้าง
17.3 การปรับปรุงสภาพพื้นที่และการจัดเตรียมพื้นที่
17.4 การสร้างสาธารณูปโภค เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ ประปา และไฟฟ้า ฯลฯ
17.5 การวางผัง
17.6 การสร้างฐานรากของบ้านหรืออาคาร
งานพัฒนาและงานก่อสร้างที่ถือว่าได้ผ่านขั้นตอนเบื้องต้นแล้ว ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของงานก่อสร้างตามโครงการที่เสนอขาย ซึ่งได้รับการรับรองโดยวิศวกรหรือสถาปนิกโครงการ
ผู้ขายมีความสามารถทางการเงินดี
18. ผู้ขายมีความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุน หรือหลักประกัน เพื่อใช้ในการดำเนินงาน ปรับปรุงที่ดินงานก่อสร้างอาคาร และสิ่งอำนวยคามสะดวกให้เสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญาและผู้ขายสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ได้ให้ไว้
ความสามารถดังกล่าวอาจพิจารณาได้จากเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น ความสามารถในการกู้ยืมเงิน หรือกระแสเงินสดในเชิงบวกจากการดำเนินงานของผู้ขาย
งานก่อสร้างได้ก้าวหน้าไปด้วยดี
19. ผู้ขายได้ทำงานพัฒนาก้าวหน้าผ่านขั้นตอนงานเบื้องต้นแล้ว และมีเครื่องชี้ว่างานจะทำสำเร็จได้ตามแผน สิ่งที่บ่งชี้ความก้าวหน้าบางอย่างได้แก่
19.1 เงินทุนที่ได้จ่ายไปในงานพัฒนาตามแผน
19.2 งานพัฒนาที่ดินได้เริ่มแล้ว
19.3 แผนงานวิศวกรรมที่มีและความผูกพันของงานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ขาย
19.4 งานที่ได้ทำสำเร็จแล้วเกี่ยวกับถนน ทางเข้า ท่อระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า บ่อน้ำบำบัดน้ำเสีย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามสัญญา
20. นอกจากนี้ ต้องไม่มีสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่จะทำให้งานหยุดชะงัก เช่น ไม่สามารถขอใบอนุญาตไม่สามารถจัดจ้างผู้รับเหมา จัดหาคนหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ และต้องสามารถประมาณเงินรับจากการขายรวมและต้นทุนรวม และขั้นความก้าวหน้าของงานจนกระทั่งงานเสร็จได้อย่างมีเหตุมีผล โดยพิจารณาถึงปริมาณขาย แนวโน้มราคาขาย ความต้องการซื้อรวมทั้งปัจจัยฤดูกาล ประสบการณ์ของผู้ขาย ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ประกอบด้วย
ผู้ขายได้โอนความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่มีนัยสำคัญในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อแล้ว
21. หากผู้ขายต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหลังจากที่ได้ขายไปแล้วในลักษณะที่ยังคงเก็บความเสี่ยงส่วนใหญ่หรือผลประโยชน์ที่มีนัยสำคัญในทรัพย์สินนั้นอยู่ ถือว่าผิดเกณฑ์ข้อนี้ เช่นการขายโดยมีการทำสัญญาซื้อคืนเพื่อเป็นการดึงดูดผู้ซื้อในแง่การขาย การขายนี้ถือว่าผู้ขายยังมีความเสี่ยงในทรัพย์สินนั้นอยู่
22. สำหรับการขายที่ดิน ผู้ขายได้ทำงานพัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วและไม่มีพันธะที่จะต้องทำงานปรับปรุงต่าง ๆ ให้สำเร็จเกี่ยวกับที่ดินเป็นแปลง ๆ ที่ขาย หรืองานสร้างเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับที่ดินเป็นแปลง ๆ ที่ขาย
 มาตรฐานการบัญชีและการรายงาน มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 26 ประกอบด้วยรายการในย่อหน้าที่ 23-27 มาตรฐานฉบับนี้ให้อ่านประกอบกับรายการที่กล่าวมาแล้วในย่อหน้าที่ 1-22
 วิธีการรับรู้รายได้สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 23. การรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 3 ประเภท คือ การขายที่ดิน ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และการขายอาคารชุด สามารถเลือกการรับรู้ได้หลายวิธีตามเงื่อนไขของการเกิดขึ้นของรายได้จากการขายนั้น คือ
23.1 รับรู้เป็นรายได้ทั้งจำนวน
23.2 รับรู้เป็นรายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ
23.3 รับรู้เป็นรายได้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ
การรับรู้เป็นรายได้ทั้งจำนวน
24. ให้รับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นรายได้ทั้งจำนวนเมื่อผู้ขายได้โอนความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่มีนัยสำคัญในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อแล้ว
 เงื่อนไขการรับรู้เป็นรายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จหรือตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ 25. กิจการที่ค้าอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 3 ประเภทดังกล่าว อาจเลือกรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ หรือตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระได้ ถ้ารายการนั้น ๆ เข้าเงื่อนไขตามข้อ 25.1 - 25.9 ดังนี้
25.1 การขายเกิดขึ้นแล้ว (ในกรณีการขายห้องชุดของอาคารชุด การทำสัญญาจะซื้อจะขายต้องมีจำนวนที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ที่เปิดขายหรือที่เปิดจอง
25.2 ผู้ซื้อไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน
25.3 ผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีความเป็นอิสระต่อกัน หรือเป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติ
25.4 เงินวางเริ่มแรกและเงินค่างวดของผู้ซื้อที่ชำระแล้วต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาขายตามสัญญา
25.5 ผู้ขายมีความสามารถเก็บเงินได้ตามสัญญา
25.6 งานพัฒนาและงานก่อสร้างของผู้ขายได้ผ่านขั้นตอนเบื้องต้นแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของงานก่อสร้างตามโครงการที่เสนอขาย
25.7 ผู้ขายมีความสามารถทางการเงินดี
25.8 การก่อสร้างได้ก้าวหน้าไปด้วยดี
25.9 ผู้ขายสามารถประเมินเงินรับจากการขายรวมและต้นทุนทั้งหมดที่ต้องใช้ในการก่อสร้างได้อย่างมีหลักเกณฑ์ ทั้งนี้ต้นทุนที่ประมาณการไว้จำเป็นต้องปรับปรุงอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อผู้ขายประมาณได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในจำนวนต้นทุนอย่างมีสาระสำคัญ
 การรับรู้เป็นรายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ 26. วิธีการกำหนดอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จมีหลายวิธี ได้แก่
26.1 คำนวณตามอัตราส่วนต้นทุนของงานที่เกิดขึ้นแล้ว กับต้นทุนทั้งหมดที่ประมาณว่าจะใช้ในการก่อสร้างตามสัญญา ทั้งนี้ ไม่รวมต้นทุนที่ดิน
26.2 สำรวจและประเมินผลงานที่ทำเสร็จโดยวิศวกรหรือสถาปนิก ว่าเป็นอัตราส่วนร้อยละเท่าใดของงานทั้งหมดตามสัญญา
26.3 ใช้ทั้งสองวิธีประกอบกัน
27. ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดนัดชำระเงินเกินกว่า 3 งวดติดต่อกันและอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จสูงกว่าเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ให้หยุดการรับรู้รายได้ทันที
28. ควรมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามความเหมาะสม
 การรับรู้เป็นรายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ 29. การรับรู้เป็นรายได้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ให้ใช้วิธีการรับรู้ตามอัตรากำไรขั้นต้น
30. ในกรณีที่อัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จต่ำกว่าสัดส่วนของเงินที่ได้รับผ่อนชำระตามกำหนดต่อราคาขายผ่อนชำระ ให้รับรู้รายได้ไม่เกินอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จส่วนเงินค่างวดที่ได้รับผ่อนชำระเกินกว่าอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จให้ถือเป็นงานรับล่วงหน้าจากผู้ซื้อ
31. ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดนัดชำระเกินกว่า 3 งวดติดต่อกัน ให้หยุดรับรู้รายได้ทันที
32. ควรมีการตั้งเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามความเหมาะสม
33. ถ้าในระหว่างการผ่อนชำระ ผู้ซื้อสามารถชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดได้ก่อนกำหนด หรือสามารถหาแหล่งเงินกู้อื่นใด รวมทั้งการก่อสร้างได้เสร็จสมบูรณ์และผู้ขายได้โอนความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่มีนัยสำคัญในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ให้รับรู้จำนวนเงินดังกล่าวเป็นรายได้ทั้งจำนวนในงวดนั้น
 การบันทึกจำนวนเงินที่ได้รับเป็นเงินมัดจำ 34. ในกรณีที่การขายอสังหาริมทรัพย์ไม่เข้าเงื่อนไขการรับรู้เป็นรายได้ตามย่อหน้าที่ 24 หรือ 25 ให้บันทึกจำนวนเงินที่ได้รับเป็นเงินมัดจำ หรือเงินรับล่วงหน้าจากผู้ซื้อจนกว่าการขายดังกล่าวจะเข้าเงื่อนไขตามย่อหน้าใดย่อหน้าหนึ่งข้างต้น
 การเปิดเผยข้อมูล 35. กรณีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือบริษัทมหาชนจำกัด ให้เปิดเผยข้อมูล
35.1 นโยบายการบัญชีที่สำคัญ
35.1.1 วิธีการรับรู้รายได้
35.1.2 ในกรณีที่ใช้วิธีรับรู้เป็นรายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ ให้เปิดเผยวิธีการกำหนดอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จด้วย
35.2 ข้อมูลเพิ่มเติม
35.2.1 มูลค่าการซื้อขายที่ได้มีการทำสัญญาแล้วและอัตราส่วนต่อยอดขายรวมของโครงการ
35.2.2 มูลค่าผูกพันตามสัญญาที่จะต้องใช้ในการพัฒนาโครงการต่อไปจนแล้วเสร็จ
35.2.3 ภาระผูกพันที่สำคัญในอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อขาย เช่น การจดจำนองและภาระจำยอม
35.2.4 ลูกหนี้ที่หยุดการรับรู้รายได้ ให้เปิดเผยจำนวนรายและจำนวนเงิน
35.2.5 ในกรณีที่การก่อสร้างได้แล้วเสร็จและผู้ซื้อผ่อนชำระโดยตรงกับผู้ขาย โดยมีระยะเวลาการผ่อนชำระตามสัญญาระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป และผู้ขายรับรู้รายได้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ให้เปิดเผยจำนวนเงินที่ไม่ได้รับชำระทั้งสิ้นตามสัญญา และมูลค่าปัจจุบันของจำนวนเงินดังกล่าวพร้อมทั้งระบุอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณ
36. กรณีที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือบริษัทมหาชนจำกัด ให้เปิดเผยนโยบายการบัญชีตามข้อ 35.1
 ภาคผนวก ภาคผนวกนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น และไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้
 
บริษัท โครงการพัฒนาเมืองใหม่ จำกัด
งบดุล
วันที่ 31 ธันวาคม 25X1 และ 25X0

 
 
 
บาท
สินทรัพย์
 
25X1
25X2
สินทรัพย์หมุนเวียน
 
ลูกหนี้การค้า (หมายเหตุ 2)
 
xxx
xxx
มูลค่างานที่เสร็จยังไม่ได้เรียกเก็บ (หมายเหตุ 3)
 
xxx
xxx
ต้นทุนการพัฒนาที่ดิน (หมายเหตุ 4)
 
xxx
xxx
เงินล่วงหน้าแก่ผู้รับเหมาก่อสร้าง
 
xxx
xxx
ลูกหนี้บริษัทในเครือและบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน
 
xxx
xxx
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน
 
xxx
xxx
 
 
ที่ดินรอการพัฒนา (หมายเหตุ 2 และ 7)
 
xxx
xxx
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ - สุทธิจากค่าเสื่อมราคาสะสม
 
xxx
xxx
รวมสินทรัพย์
 
xxx
xxx
 
บริษัท โครงการพัฒนาเมืองใหม่ จำกัด
งบดุล
วันที่ 31 ธันวาคม 25X1 และ 25X0
 
 
บาท
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
 
25X1
25X2
หนี้สินหมุนเวียน
 
ภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนค้างจ่าย
 
xxx
xxx
ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี (หมายเหตุ 2)
 
xxx
xxx
ค่างวดที่ยังไม่รับรู้เป็นรายได้ (หมายเหตุ 3)
 
xxx
xxx
เงินมัดจำและเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า
 
xxx
xxx
เจ้าหนี้บริษัทในเครือและบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน
 
xxx
xxx
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน
 
xxx
xxx
 
 
เงินกู้ยืมระยะยาว-สุทธิจากส่วนที่แสดงในหนี้สินหมุนเวียน (หมายเหตุ 2)
 
xxx
xxx
รวมหนี้สิน
 
xxx
xxx
 
 
ส่วนของผู้ถือหุ้น
 
ทุนเรือนหุ้น
 
xxx
xxx
ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
 
xxx
xxx
ทุนสำรองตามกฎหมาย
 
xxx
xxx
กำไรสะสมที่ยังมิได้จัดสรร
 
xxx
xxx
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น
 
xxx
xxx
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
 
xxx
xxx
 
บริษัท โครงการพัฒนาเมืองใหม่ จำกัด
งบกำไรขาดทุนและกำไรสะสมที่ยังมิได้จัดสรร
สำหรับปีของแต่ละปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 25X1 และ 25X0
 
 
บาท
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
 
25X1
25X2
รายได้
 
ขาย
 
xxx
xxx
........................
 
xxx
xxx
รวมรายได้
 
xxx
xxx
 
 
ต้นทุนขายและค่าใช้จ่าย
 
ต้นทุนขาย
 
xxx
xxx
ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร
 
xxx
xxx
ดอกเบี้ยจ่าย
 
xxx
xxx
รวมค่าใช้จ่าย
 
xxx
xxx
 
 
กำไรก่อนภาษีเงินได้
 
xxx
xxx
 
 
ภาษีเงินได้
 
xxx
xxx
กำไรสุทธิ
 
xxx
xxx
 
 
กำไรสะสมที่ยังมิได้จัดสรรต้นปี
 
xxx
xxx
จัดสรรเพื่อทุนสำรองตามกฎหมาย
 
(xxx)
(xxx)
เงินปันผล
 
(xxx)
(xxx)
กำไรสะสมที่ยังมิได้จัดสรรสิ้นปี
 
xxx
xxx
กำไรต่อหุ้น
 
xxx
xxx

บริษัท โครงการพัฒนาเมืองใหม่ จำกัด
หมายเหตุประกอบงบการเงิน
วันที่ 31 ธันวาคม 25X1 และ 25X0

1. สรุปนโยบายการบัญชีที่สำคัญ
ก. การรับรู้รายได้ (เปิดเผยตามวิธีการรับรู้รายได้ที่เลือกใช้
- รายได้จากการขายที่ดิน รับรู้เป็นรายได้เมื่องานพัฒนาที่ดินเสร็จตามสัญญาและมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว
- รายได้จากการขายอาคารชุด รับรู้เป็นรายได้ตามวิธีอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ ซึ่งคำนวณตามอัตราส่วนต้นทุนของงานที่เกิดขึ้นแล้วกับต้นทุนทั้งหมดที่ประมาณว่าจะใช้ในการก่อสร้างตามสัญญา ทั้งนี้ ไม่รวมต้นทุนที่ดิน
- รายได้จากการขายอาคารชุด รับรู้เป็นรายได้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระตามวิธีอัตรากำไรขั้นต้น ในกรณีที่เงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระเก็บได้สู กว่าอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ บริษัทจะรับรู้เป็นรายได้เท่าอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ ทั้งนี้ บริษัทจะหยุดรับรู้เป็นรายได้ทันทีเมื่อผู้ซื้อขาดการชำระเกินกว่า 3 งวดติดต่อกัน
- เงินค่างวดส่วนที่เก็บได้มากกว่าอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จจะบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ซื้อและแสดงเป็นหนี้สินอื่นในงบดุล
ข. ต้นทุนการพัฒนาที่ดิน
ต้นทุนการพัฒนาที่ดิน แสดงในราคาทุน ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนในการได้มาซึ่งที่ดิน ค่าพัฒนาที่ดินและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการรวมทั้งดอกเบี้ย
ค. ...............................................
..............................................
 ..............................................
ง. ................................................
..............................................
 ..............................................
 
2. ลูกหนี้การค้า
 
 
 
บาท
 
 
25X1
25X2
จำนวนเงินตามที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว (ร้อยละ...........ของยอดขายรวมของโครงการ)
 
xxx
xxx
ค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ
 
xxx
xxx
หัก เงินชำระแล้ว
 
xxx
xxx
ลูกหนี้ค่างวดที่ค้างชำระ
 
xxx
xxx
 
ลูกหนี้ค่างวดที่ค้างชำระข้างต้นและที่ดินรอการพัฒนา (หมายเหตุ 7) รวมเป็นเงิน....................ล้านบาท ได้จำนำ/จำนองไว้เป็นหลักประกันแก่วงเงินกู้ยืม........................ล้านบาท เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ.............ต่อปี จ่ายทุกงวดสามเดือน เงินกู้นี้ผ่อนชำระคืนทุกงวดครึ่งปีด้วยจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ กันในเวลา 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่เดือน............. 25x1
ลูกหนี้ค้างชำระค่างวดข้างต้นได้รวมลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระเงินเกินกว่า 3 งวดติดต่อกัน และได้หยุดรับรู้รายได้แล้วมีจำนวน.......................ราย รวมเป็นเงิน.........................บาท
 
3. มูลค่างานที่เสร็จยังไม่ได้เรียกเก็บ/ค่างวดที่ยังไม่รับรู้เป็นรายได้
 
 
 
บาท
 
 
25X1
25X2
ค่างวดที่ถึงกำหนดชำระแล้ว
 
xxx
xxx
หัก  การรับรู้รายได้
 
xxx
xxx
รายการดังกล่าวประกอบด้วย
 
xxx
xxx
มูลค่างานที่เสร็จแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บ
 
xxx
xxx
ค่างวดที่ยังไม่รับรู้เป็นรายได้
 
xxx
xxx
 
4. ต้นทุนการพัฒนาที่ดิน
 
 
 
บาท
 
 
25X1
25X2
ค่าที่ดิน
 
xxx
xxx
ค่าพัฒนาที่ดิน
 
xxx
xxx
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน
 
xxx
xxx
ค่าบริหารโครงการ
 
xxx
xxx
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับโครงการ
 
xxx
xxx
งานระหว่างก่อสร้าง
 
- บ้านอยู่อาศัย
 
xxx
xxx
- อาคารพาณิชย์
 
xxx
xxx
- อาคารชุดอยู่อาศัย
 
xxx
xxx
- อาคารชุดอุตสาหกรรม
 
xxx
xxx
 
5. .....................................
 
6. .....................................
 
7. ที่ดินรอการพัฒนา
ที่ดินรอการพัฒนาเป็นที่ดินที่จะใช้พัฒนาต่อไปในอนาคต ซึ่งแสดงในราคาทุนอันประกอบด้วยค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
 
8. ภาระผูกพัน
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 25x1 บริษัทมีภาระผูกพันตามสัญญาที่จะต้องใช้เงินทุนพัฒนาโครงการต่อไปจนแล้วเสร็จอีก........................................ล้านบาท
 
9.............................................................................
  ที่มา:  กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

3
เห็นช่วงนี้มีแต่คนบ่นขาดทุนๆ เลยเอา ปสก ของตัวเองมาแชร์ให้ฟังแล้วกันครับ เพื่อเป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลัง
 
 จะแยกเป็นข้อๆ เลยแล้วกัน
 
 *** กรณีแรก ซื้อๆ ขายๆ ***
 
 กรณีนี้ ผมเล่นตั้งแต่ set ประมาณ 500 600 จุดครับ
 
 ตอนนั้น จิ้มตัวไหนก็กำไร โอ๋ยเทพจริงๆเรา ซื้อๆขายๆ ทำกำไร วันละ 2000 3000 เกือบทุกวัน อย่างเทพ
 
 ตอนนั้นเพื่อนเตือนให้หางานทำบ้างเหอะ จบมานานแล้ว ตอบเพื่อนว่าหาทำไม เล่นหุ้นแป๊ะๆ ก็ได้แหละ อีกทั้งตอนนั้นต้องช่วยกิจการของญาติกันด้วย เลยเป็นข้ออ้าง สำหรับตัวเอง
 
 ตอนนั้นใช้เงินอย่างกะพิมพ์ได้เอง เทพมาก
 
 นอน รร เวลาไปเทียวหาเพื่อนคืนละ 10,000 ก็เคยมาแล้ว ฟินสุดๆ
 
 ประสบการ ตอนนั้น คือ เราคิดว่าเราเก่ง ซื้อตัวไหนก็กำไร ซื้อๆ ขายๆ บ่อยมาก เรียกรายวัน ราย ชม. เลยดีกว่า ถืออย่างมากไม่เกิน 3 วันต้องขายแล้ว
 
 ทั้งๆที่ช่วงเวลานั้น ควรเป็นช่วงซื้อหุ้นเพื่อถือยาว ลองคิดดูครับ สมัยนั้น
 
 Advanc ตัวละ 70 80 90 ผ่านตามาหมดแล้ว, CPF เล่นตั้งแต่ตัวละ 7 บ. จนเกิน 10 บ. มาก็ไม่ได้เล่นอีกเลย
 
 DTAC ตัวละ 50 60 บ., Mint ตัวละ 8 บ., PTT ตัวละ 190 - 220
 
 ช่วงนั้นราศีจับเลยครับ ปอดก็ไม่ใหญ่ ประมาณ 1.5 - 2 แสน บาท
 
 *** ประสบการณ์ครั้งนี้ มันสอนว่า ถ้าเป็นช่วงที่เซ็ทต่ำๆ ไม่ใช่เวลาซื้อๆขายๆ แต่เป็นเวลาซื้อถือยาว ***
 
 ....................................
 
 กรณีที่ 2 ติดกับดัก ของราคา
 
 กรณี นี้จำได้ดีครับ
 
 ที่ว่าติดกับของราคา คือ ราคาหุ้นครับ อย่างกรณีแรก ผมบอกแล้ว ว่า CPF ผมเล่นมาตั้งแต่ตัวละ 7 บ. พอเลย 10 บ.ไป ผมไม่ดูอีกเลย บอกว่ามันแพง
 
 ซึ่งถ้าพูดแบบนี้ คนก็อาจจะบอกใช้ 10 มันแพงกว่า 7 บ. เป็นธรรมดา
 
 แต่ตอนนั้น ผมลืมคิดไปว่า รายได้มันโต กำไรมันโต ปันผลมันโต (ตอนนั้นซื้อแบบซื้อหวยเลยครับ งบไม่เคยดู) บ. มันโต จะให้ราคามันอยุ่ที่เก่าได้อย่างไร
 
 ข้อผิดพลาดกรณี นี้อีกอย่าง คือ ลืมไปว่า ตอนที่ ราคาหุ้น 7 บ. Set อยู่ที่ 500 (สมมุติ) ราคาหุ้นมา 10 บ. set อยู่ที่ 600
 
 ลืมดูตรงนี้ด้วย คิดว่า ไม่ได้ซิ เคยเห็น 7 บ. มันเลยนี้คือแพง คิดแบบโง่ๆตอนนั้น
 
 ......................
 
 กรณีที่ 3 เล่นเอามันส์ ตังค์ไม่เอา
 
 กลับมานิสัยเดิม คือ ซื้อๆขายๆ ไม่เข็ด แต่เทียวนี้ดีหน่อย เริ่มดูงบบ้าง
 
 ตัวเดิมๆอีกแล้วครับ CPF ผมมาเล่นอีกครั้ง ตอน 19 บ. ตอนนั้นซื้อเยอะด้วย แล้วมันก็ตกไป 16 บ. ไม่ขาย (มีแต่คนเชียร์ให้ขาย บอกมันมาจาก 7 บ. นะแก) ถือทนและทนถือ แต่ใจนี้อย่างสั่นเลย พอมันเด้งกลับมา 22 บ. ขายทิ้งทันที แล้วก็อีกแหละ ตรูเทพมากเห็นไหม
 
 แล้วก็เป็นแบบนี้กับหุ้นหลายๆตัว ทั้ง KTB, Advanc Intuch ซื้อๆขายๆ เรียกได้ว่าเอาหุ้นดี มาเล่นเป็นหุ้นปั่นเลยช่วงนั้น
 
 มาร์เก็ตติ่งก็นั่งยิ้มเลย ค่าคอมบาน วันๆ ผมซื้อๆขายๆ หลายรอบมาก ปอด 2 แสน ต่อยอดซื้อๆขายๆ เป็นล้านต่อวันก็มี และที่น่าตลกคือ
 
 ซื้อๆขายๆ ตัวเดิมด้วย เช่น ตอนเช้าซื้อ น้าอิน 50 สายๆ มันตก 58 ขายทิ้ง เปิดบ่าย มันเด่งไป 59 โดดไปซื้อใหม่ ก่อนปิด มันมีแววว่าจะลง เทขายเพื่อความสบายใจ สรุป ตัวเดียว ซื้อๆขายๆ ไปไม่รู้กี่รอบ ต่อกี่รอบ
 
 .........................
 
 กรณีที่ 4 เสพข่าวมากเกินไป
 
 เดียว QE จะมา เดียวจะลด เดียวมูดดิสปรับลดนั้น เดียวตัวเลขนี้ออกมาไม่ดี
 
 กลายเป็นการเล่นหุ้นแบบไม่มีความสุข เคยเป็นหรือเปล่าครับ ถือหุ้นอยู่เยอะ พอเสพข่าวมากๆ แล้วนอนไม่หลับ ผมเป็นประจำ
 
 ลืมไปว่า หุ้นมันขึ้นได้ ก็ลงได้ ลงได้ ก็ขึ้นได้
 
 ขอแค่อย่าไปเล่นตามข่าว มากเกิน แล้วจะเล่นหุ้นได้อย่างมีความสุขขึ้น
 
 ..............................
 
 กรณีที่ 5 เล่นหุ้นตามกระแส
 
 ใครมาเล่นซักพัก คงจำ หุ้นกลุ่ม 4 จตุรเทพแห่งขุ่นเขาได้ : STA, PTL, AJ, IVL
 
 เรียกได้ว่า พิมพ์นิยมเลย เชียร์กันใหญ่ มันส์กันมาก ใครไม่มีตัวพวกนี้ในปอด โคตรเฉย
 
 ปั่นกันอุตรุต ปัจจุบัน ทั้ง 4 ตัวเรียกว่า ศพ ไม่สวยทุกตัว
 
 และช่วงที่กระแสดังๆ ผมจำได้เลยว่า มีเซียน VI ในนี้ บางคนก็สะสมหุ้นพวกนี้อยู่เหมือนกันแต่เขาสะสมมาตั้งแต่ทุนต่ำๆแล้ว แถมโชว์ปอด และมีคนขอให้โชว์ปอดอยู่เป็นประจำ
 
 ทำให้เปรียบเสมือน การันตี ว่าหุ้นดีจริง เซียนยังมี เม่าโดดเข้าไปคุกวงใน กันฝุ่นตลบ ผมเองก็เคยไปเอากับเขาเหมือนกัน
 
 นั้นก็คือ STA เขาแถวๆ 30 พอมันไป 31 - 32 ขายออกเลย เพื่อนยังด่าว่าโง่ ปอด ขายไหมวะ เจ้าจะปันไป 60 กำไรเป็นเท่าเห็นๆ
 
 เพราะเพื่อนอยู่ในวงการร้าน รับซื้อยางแผ่น มันว่ามันมีวงใน
 
 ลองดูกราฟแล้วกันครับ ถ้ายังถืออยู่ปัจจุบัน จะสยองแค่ไหน
 
 
 
 ข้อผิดพลาดนี้ จะว่ากระแสอย่างเดียวก็ไม่ถูก ช่วงนั้น ยางพารา ราคาแพงมาก หุ้นยาง ก็เลยได้อานิสสงค์ไปด้วย
 
 แต่เท่าที่หลังๆ ก็มีหุ้นที่มีกระแสๆ มาบ้างในพันทิป แต่ไม่คอยดังเหมือนสมัยก่อน ที่ต้องมี คนตั้งกระทู้บ่อยๆ
 
 ................................
 
 กรณี ที่ 6 เล่นหุ้น ต้องดูเซ็ท
 
 บางคนบอกว่า ซื้อๆหุ้นไปเหอะ หุ้นดีมีปันผล ยังไงมันก็กลับมาก
 
 อันนี้ผมมองว่าถูกครึ่งเดียวนะครับ
 
 ข้อผิดพลาดอันนี้ ผมเพิ่งขาดทุนกับข้อผิดพลาดอันนี้ เมือซักปลายปีได้มังครับ
 
 ตอนนั้นคิดว่ามองดูแล้ว หุ้นตัวนั้นก็คือ AOT
 
 หุ้นตัวนี้ ร้อนแรงมากช่วงนั้น (ยอมรับว่าไม่เคยเล่นหุ้นตัวนี้มาก่อนเลย ไม่เคยตามข่าวอะไรเลย)
 
 ซื้อไปเลย ที่ 217 เซ็ทอยู่ประมาณ 1500 จุดนิดๆ ประมาณ 1520 มังครับประมาณนี้
 
 แน่นอน ก่อนซื้อ ดูงบมาแล้ว เออกำไรดี แต่ติดที่ปันผลหน่อยเดียว 1% กว่าๆ ตอนนั้น แต่คิดในใจ ไม่เป็นไร ธุรกิจมันผูกขาด ยังไงมันก็ไม่เจ๊งหรอก
 
 แถมเดียวมี AEC อีกลูกค้าเพียบ สบายมาก
 
 ดูกราฟประกอบแล้วกันครับ
 
 
 
 แน่นอน ซื้อไปแล้ว ไม่คอยสบายใจเท่าไร เพราะหุ้นตัวนี้ไม่เคยเล่นมาก่อน เลยมาถามเพื่อนๆในนี้ว่าไงบ้าง
 
 จับประเด็นได้ว่า
 
 1. หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นปัน มีไว้ดัน ดัชนี เซ็ทลง ตัวนี้ก็ลง ตาม
 
 2. หุ้นดีจริง แต่เพื่อนๆในนี้มาโพสถามกลับ ว่าซื้อที่ 217 จะกะไปขายที่เท่าไร 300 เหรอ คิดว่ามันจะไปถึงเหรอ
 
 3. หุ้นดีจริง กิจการผูกขาดจริง แต่เซ็ทตอน 1500 ++ ไม่ใช่เวลาที่จะมาหาหุ้นเพื่อถือยาว
 
 ความผิดพลาดครั้งนี้ สอนอีกหนึ่งข้อ ว่า ต่อให้หุ้นดี อย่างไง ก็ต้องดูพื้นฐาน งบ ปันผล รายได้ย้อนหลัง และที่สำคัญ ต้องดูดัชนีประกอบด้วย
 
 เช่นตอนที่ผมซื้อ 1520 ประมาณนี้ ราคา 217 ถ้าจะไป ขายที่ 300 ดัชชนี้มันควรจะเป็นเท่าไร แล้วมันมีโอกาสหรือไม่ ถ้าไม่ ก็อย่างเสียงดีกว่า
 
 เหมือน ดร. เคยพูดไว้ ว่า เวลานี้ (1500++) โอกาสหาหุ้นดีๆ ถูกๆ นั้นน้อยมาก เพราะมันแพงหมดแล้ว
 
 สรุปคือ หุ้นจะดีแค่ไหน ก็ต้องดูเซ็ท ประกอบ เพราะถ้าเซ็ทไม่ไป หุ้นเราจะไปก็คงยาก
 
 ......................
 นี้แหละครับ ปสก แย่ๆของการเล่นในอดีต ของผม ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง เข้าตลาดพร้อมๆกัน ถือว่าเข้ามาในช่วงเวลาทองเลยก็ว่าได้ คือเซ็ท ประมาณ เกือบๆ 500 จุด
 
 แต่ว่าอย่างว่า เม่ามือใหม่ เขามาเล่นไม่เป็น กำไรพันสองพัน ขายทิ้งแล้ว งบดูไม่เป็น เล่นแต่ หุ้นเดิมๆ ที่รู้จัก ติดกับดับราคา ว่าเคยเล่นที่ราคาเท่านี้ เกินนี้ถือว่าแพง
 
 ถ้าตอนนั้นผมกับเพื่อนเลือกหุ้นดีๆ แล้วถือลืม อาจจะทุนแค่ 2 แสน แต่ถ้าถือลืม ปานนี้ อย่างน้อยๆ ต้องได้กำไรเป็นเท่า แล้ว
 
 เช่น ไปซื้อ CPF ที่ 10 บ. ตอนนี้ก็ได้เกือบ 3 เท่าแล้ว
 
 หรือไปซื้อ น้าแอ๊ด ที่ 90 บ. ตอนนี้ก็กำไร 2 เท่ากว่าแล้ว
 
 หรือไปซื้อ ptt ที่ 220 ก็กำไรประมาณ 30 % เข้าไปแล้ว
 
 หรือไปซื้อ mint ที่ 7 บ ตอนนี้ราคา 22 บ. ก็กำไร 3 เท่าตัวเข้าไปแล้ว
 
 ......................
 
 น่าเสียดายมากๆ เมื่อมาคิดย้อนกลับไปดู ปานนี้คงเป็น VI นั่งกระดิ๊ก...... อยู่บ้านแล้ว
 
 ......................
 
 ส่วนบางคนที่เล่นแล้วติดดอย ที่ 1500 ++ หรือ 1600 ++
 
 คุณกำลังเดินตามผม ในกรณี ที่ 6 อยู่ คือ เล่นหุ้น แต่ไม่ได้ดูเซ็ท ก็เหมือนตอนที่ผม ซื้อ AOT ตอน 217 นั้นแหละครับ
 
 ส่วนจะทำอย่างไง อันนี้ต้องตัดสินใจเอาเองครับ
 
 แต่สำหรับผม 1300 จุดตอนนี้ ถามว่าดอยไม่ ผมว่าไม่ดอยนะ 1300 จุด สำหรับเซ็ท ผมว่า มันก็ไม่ใช่เป็นยอดดอยเหมือน 1500 1600 จุดแน่ๆ
 
 แต่ก็อย่างว่า ไม่แน่ มันอาจจะลงไป 1000 จุดก็ได้ แต่อย่างไรซะ มันก็ต้องวิ่งเด้งกับมาแน่ๆ 1300 จุดเนี้ย เพียงแต่ว่า มันจะวิ่งมาไกลแค่ไหนแค่นั้น
 
 นี้แหละครับ ปสก ข้อผิดพลาดของผม คนเพิ่งเล่น หรือเพิ่งลงทุน ก็ลองอ่านๆ ดูแล้วกันครับ ไม่อยากให้ผิดพลาด และเสียโอกาส เหมือนผมในอดีต
 
 อย่างตอนที่เซ็ท 500 600 700 จุด กะทุ้ในพันทิป ส่วนใหญ่ แทบจะเป็นแนวเดียวกันคือ กำไรเท่าไร วันนี้ซื้อตัวไหนดี
 
 แต่หาแทบไม่ได้เลย ว่า เซ็ท ประมาณนี้ มันเป็นเวลาสะสมหุ้นนะ ไม่ใช่เวลามาเล่นรอบ
 
 ถือว่ามาแชร์ให้ฟังแล้วกันครับ เพื่อมีประโยชน์..


ที่มา: คุณMiracle Boy
https://pantip.com/topic/31626442

4
การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์ราคาทางเทคนิคเพื่อใช้ในการลงทุนหรือเก็งกำไร ก็เพื่อให้เราทราบสิ่งที่สำคัญ 3 เรื่องหลักๆคือ
 
 1.     แนวโน้มราคาในปัจจุบัน อยู่ในแนวโน้มอะไร เพื่อจะได้วางแผนการกลยุทธ์ในลงทุนที่ถูกต้อง
 2.    โมเมนตัม หรือราคามีความเร็วในการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน และแรงซื้อแรงขาย ( Demand & Supply ) ฝ่ายใดกำลังได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่   และสัญญาณเตือนความขัดแย้งของราคากับโมเมนตัม
 3.     รูปแบบราคา  กำลังอยู่ในรูปแบบการกลับตัว  หรือรูปแบบการพักตัว
 
 
 ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นหัวใจหลักสำหรับการศึกษาเทคนิเคิล ซึ่งแต่ละข้อจะมีวิธี หรือมีเทคนิคอีกมากมายในการนำมาอธิบายหรือหาคำตอบ เช่น 
 
 ข้อที่ 1  เราจะทราบว่าราคาขณะนี้อยู่ในแนวโน้มอะไร   ขาขึ้น / ขาลง  หรือ sideway     เราก็ต้องรู้คำจำกัดความของแต่ละแนวโน้มก่อนว่า มันมีหลักการพิจารณาอย่างไร จึงจะแยกแยะได้ถูก
 
 
 
 
 เมื่อเราทราบคำจำกัดความของคำว่าแนวโน้มแล้ว เราก็นำไปเปรียบเทียบดูว่าราคาหุ้นที่เราสนใจนั้น มันเข้ากับคำจำกัดความข้อไหน ก็แสดงว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มนั้น  ซึ่งพฤติกรรมของราคา ( Price Action)  ในแต่ละแนวโน้มนั้น มันก็ทำตัวไม่เหมือนกัน มีความแข็งแรงหรือความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของราคาในแต่ละขั้นไม่เหมือนกัน มีแรงผลักดันราคาขึ้นตามมาด้วยการขายทำกำไรสลับกันไป ตลอดช่วงราคาเป็นขาขึ้น แต่ทุกครั้งจะมีแรงซื้อดันราคากลับขึ้นไปทำ new high ได้หากแนวโน้มขาขึ้นนั้นยังไม่จบ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการว่าราคาต้องทำ higher high และ higher Low ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนไปหรือแนวโน้มขาขึ้นนั้นจบลงแล้ว
 เราสามารถใช้ Trend Indicators  ในการแนวโน้มได้ ซึ่งมีมากมาย ที่ง่ายที่สุดคือ เส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งใช้บอกแนวโน้มในแต่ละระยะตามช่วงเวลาที่เราสนใจได้โดยดูการชี้ขึ้น หรือชี้ลง หรือการที่เส้นค่าเฉลี่ยอยู่ในแนวระนาบ   ซึ่งก็พอบอกเราได้คร่าวๆว่า แนวโน้มในช่วงนั้นอยู่ในแนวโน้มอะไร  หรืออาจเลือกใช้ Indicators  บางตัวที่สามารถใช้ระบุแนวโน้มราคาได้เป็นอย่างดีว่าอยู่ในแนวโน้มอะไร และแนวโน้มราคานั้นมีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน เช่นระบบ DMS ( Directional Movement System  ที่ประกอบด้วย +DI , -DI และ ADX ) เป็นต้น  จะเห็นว่า แค่เรื่องการที่จะระบุแนวโน้มราคาหุ้นให้ได้ก็ต้องมีหลักการพิจารณา และมีตัวช่วยบอก และมีอีกหลายตัวที่เราสามารถเลือกนำมาใช้ได้ ขึ้นกับว่าเราพอใจและถนัดในการใช้งานแค่ไหน  แต่จุดประสงค์หลักคือต้องระบุแนวโน้มราคาให้เราทราบได้
 
 
 ส่วนในข้อที่ 2 เรื่องโมเมนตัมนั้น เราใช้เพื่อบอก  ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามที่กำหนดในสูตร  เราเรียกกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่ม Momentum Oscillators ซึ่งกลุ่มนี้ทั้งหมดจะแสดงถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหรือความเร็วของการวิ่งขึ้นหรือวิ่งลงของราคา หากราคามีความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคามากขึ้นโมเมนตัมก็จะมีค่าเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคาเริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราความเร็วลดลง ค่าโมเมนตัมก็จะค่อยๆลดลง ( แม้ว่าราคาจะยังคงทรงตัว ) และราคามักจะปรับตัวลงตามโมเมนตัมในที่สุด ทำให้เรามักจะเห็น Price Action เกิดตามหลังพฤติกรรมของ Momentum Oscillators  เราจึงสามารถใช้กลุ่ม Momentum Oscillators เหล่านี้ในการชี้นำทิศทางราคาในระยะสั้นได้ เราเรียกว่าเป็น Leading Indicators  หรือตัวบ่งชี้นำ
 
 กลุ่ม indicators ที่ใช้บอก โมเมนตัมนั้นมีมากมายหลายตัว ซึ่งทุกตัวก็ใช้บอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาทั้งนั้น เพียงแต่บอกในมุมมองและนัยยะที่แตกต่างกันไป เช่น Stochastic Oscillator  นั้นใช้บอกว่าราคาหุ้นในปัจจุบันนี้มันอยู่ที่ระดับสูงต่ำแค่ไหน เทียบกับช่วงระยะ 14 วันที่ผ่านมา เช่นค่า 90-100 หมายถึงราคากำลังทำจุดสูงสุดใหม่อยู่ แต่ทำไมนักลงทุนถึงยอมซื้อที่ระดับราคาสูงนั้นต้องหาคำตอบกันเอง  และค่า 90-100 ในวันนี้กับค่า 90-100 ในช่วงเดือนที่ผ่านมาราคามันอาจแตกต่างกัน 30%-50% เลยก็ได้  ในทางกลับกันค่า Stochastic  < 20  ซึ่งอยู่ในภาวะ Oversold นั้น เรามักจะคิดว่าเป็นช่วงที่ราคาหุ้นถูก ซึ่งก็จริงหากเทียบกับช่วง 14 วันที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ต่อไปอีก 14 วันราคาหุ้นอาจลงต่อจากวันนี้ได้อีกหลายสิบเปอร์เซนต์ก็ได้  คือถูกแล้วยังมีถูกกว่าอีกเรื่อยๆหากแนวโน้มราคามันเป็นขาลงอยู่ ดังนั้นการใช้ Momentum Oscillators  เช่น RSI  CCI  STOCHASTIC  กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ผมเจอว่ามีการนำมาใช้อย่างผิดๆมากที่สุด เพราะขาดความรู้ในการใช้งานที่ถูกต้องและขาดหลักการพิจารณาอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้การนำมาใช้งานผิดTrend    ทำให้เสียโอกาส และขาดทุนกันไป และบางคนก็พลอยโทษว่าเทคนิเคิลมันใช้ไม่ได้
 
 หลักการใช้ Momentum Oscillators จริงๆแล้ว เราใช้เพื่อบอกว่าราคากำลังมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการที่ราคาเปลี่ยนแปลงเร็วหรือช้ามันก็เกิดจาก Demand และ Supply  ของนักลงทุนว่า มีความคาดหวังกับราคาหุ้นตัวนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวที่ผลักดันความต้องการซื้อและความต้องการขาย ก็คือความโลภและความกลัวในขณะนั้นนั่นเอง ที่เป็นตัวสร้าง Demand และ supply ขึ้นมา  หากมี Demand มากกว่า supply  ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้น จะวิ่งขึ้นมากหรือน้อยก็ขึ้นกับความแตกต่างของทั้ง 2 ฝ่าย จนบางครั้งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีมากกว่ามากๆก็จะเกิดราคาที่เป็นช่องว่างเกิดขึ้นเราเรียกว่า GAP   ซึ่ง GAPS ก็คือความไม่สมดุลระหว่าง Demand และ Supply ในขณะนั้น  และยิ่งไม่สมดุลมาก gap ก็ยิ่งกว้าง ซึ่งมันจะบอกนัยยะว่านักลงทุนคาดหวังว่าทิศทางราคาต่อไปจะไปทางไหน  แต่จุดหนึ่งที่จะขอเตือนคือ การเกิด GAPs ต่างๆนั้น มันมีหลายประเภท ขึ้นกับช่วงบริเวณที่เกิดว่าแนวโน้มราคาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ซึ่ง Gaps แต่ละแบบ ต้องถูกปิด ( หมายถึงราคากลับมาปิดช่องว่างนั้น) หรือบางแบบอาจไม่จำเป็นต้องถูกปิดก็ได้ ก็ต้องลองไปศึกษาต่อกัน
 ผมค่อนข้างอึดอัดใจกับคำว่า Overbought และ Oversold  สำหรับ การใช้กลุ่ม Momentum Oscillators ทั้งหลาย ที่ผมพบว่านักลงทุนมีการเข้าใจผิดและนำมาใช้กันผิดๆมากที่สุด   คำว่า Overbought หรือ ภาวะ ซื้อมากเกินไปนั้น  ที่จริงแล้ว ไม่ได้จำเป็นว่าต้องมีการซื้อมากเหมือนกับคำที่ใช้บอก แต่ที่จริงแล้วทั้ง RSI  CCI  STO  นั้น ไม่มีตัวใดเลยที่จะนำเอาปริมาณการซื้อขายเข้ามาคำนวณในสูตร ซึ่งจากสูตรทั้ง 3 ตัวนี้  ใช้เพียงราคา ( อาจเป็นราคาปิด หรือราคาเฉลี่ย ก็แล้วแต่ ) มาคำนวณความเร็วในการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาหรือราคาในขณะนั้นอยู่ห่างจากเส้นค่าเฉลี่ยแค่ไหนเท่านั้น  ซึ่งจะไปบอกว่าซื้อมากเกินไปก็คงไม่ค่อยถูกต้องนัก น่าจะบอกว่าราคาวิ่งเร็วเกินไปมากกว่า หรือผมเรียกว่า “ Over  Up Speed “  และ “ Over Down Speed “ น่าจะถูกต้องกว่าครับ( ความเห็นส่วนตัวนะครับ )
 ซึ่งใช้บอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นและลงที่เกิดจากความโลภ(ไล่ราคาขึ้น) และความกลัว( ขายทิ้ง )  ซึ่งหากผิดปกติมากๆก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างราคาและ Momentum เกิดขึ้น เราเรียกว่า “ Divergence “ ซึ่งสามารถใช้เตือนความผิดปกติได้ และมักจะติดตามด้วยการ Correction ของราคาทุกครั้ง แต่จะรุนแรงจนเปลี่ยนเป็นการกลับตัวของราคา ( Reversal ) หรือไม่ก็ต้องขึ้นกับความโลภและความกลัวของนักลงทุนในขณะนั้นจะมีมากน้อยเพียงใดและระยะเวลานานแค่ไหน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 เรานำกลุ่ม Momentum Oscillators มาใช้ร่วมกับกลุ่มที่ใช้บอกแนวโน้ม หรือ Trend Indicators  ก็จะทำให้เรามีระบบที่มีทั้งตัวใช้บอกแนวโน้มราคาว่า ราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มไหน แล้วจึงใช้ Momentum Oscillators  เป็นตัวบอกแรงซื้อแรงขายว่า ความเร็วของการเคลื่อนที่ของราคามันขึ้นเร็วหรือช้า หรือความเร็วของราคาที่ปรับตัวลงมันยังมากหรือลดน้อยลงแล้ว  ซึ่งทำให้เราหาจังหวะในการเข้าลงทุนได้อย่างมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  โดยมีหลักการว่า  “ ให้ลงทุนตามเทรน ห้ามเล่นสวนเทรน ”  โดยหากแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้น ให้รอซื้อช่วงราคาปรับตัวเสร็จแล้วเริ่มวิ่งขึ้นต่อตามแนวโน้มเป็นจุดเข้าซื้อ  ไม่ใช่ไล่ราคาหุ้น   ซึ่งเทคนิคปลีกย่อยก็จะมีอีกมากมายหลายแบบหลายเทคนิค แต่หลักใหญ่ใจความมันก็เป็นไปในแนวนี้
 
 ส่วนเรื่องสุดท้าย คือรูปแบบราคาที่เราจะต้องทราบคือ รูปแบบการกลับตัวของราคา ( Reversal Patterns ) และรูปแบบต่อเนื่องของราคา ( Continueous Patterns )  นั้นมันมีรูปแบบอะไรบ้างที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ 
 รูปแบบกลับตัว เช่น Double Top  /  Head & Shoulders  อะไรพวกนี้ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่แถวบนๆ ดังนั้น เมื่อราคามันจะกลับตัว ราคาตอนนั้นก็ควรอยู่บริเวณ Overbought Area  ซึ่งหมายถึงราคามันขึ้นมาสูงและเร็ว  ยิ่งมีการเตือนด้วย Bearish Divergence  ด้วยยิ่งยืนยัน  ที่เหลือก็รอสัญญาณราคาทะลุ support trendline  ลงมา ก็ขายออกก่อน 
 
 ส่วนรูปแบบราคาต่อเนื่องนั้น  เป็นเพียงการพักตัวของราคาเพื่อให้นักลงทุนระยะสั้นทำกำไรออกมา หลังจบการพักตัวราคาก็จะวิ่งไปตามแนวโน้มเดิมต่อไป เช่นรูปแบบ Flag /  Rectangle / Triangle /  Wedge / Pennant   เป็นต้น  แต่ละรูปแบบมันมีพฤติกรรมแตกต่างกัน  ลองศึกษาค้นคว้าดูก็จะเป็นประโยชน์เช่นกัน
 
 เรื่องรูปแบบการกลับตัวของราคานั้น หากเราศึกษาเรื่อง Candlestick  มาบ้างและเข้าใจการใช้งานกันจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจำรูปแบบนับร้อย แต่ให้เข้าใจว่า รูปแบบของแต่ละแท่งเทียนนั้นมันบอกการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัมเทียบกับแท่งก่อนหน้าว่าเป็นอย่างไร  นอกจากนี้ผมมักจะใช้ประโยชน์เรื่องแท่งเทียนในช่วงที่เกิดการกลับตัวของแนวโน้มโดยการเกิดรูปแบบกลับแบบและอยู่ในบริเวณที่เป็น Overbought/Oversold  และหากมี Divergence  ด้วยก็จะยิ่งยืนยันสัญญาณการกลับตัวได้แม่นยำยิ่งขึ้น
 
 เราสามารถใช้เทคนิคหลายๆเทคนิคที่เปรียบเสมือนกระจกคนละมุมในการส่องภาพให้เราเห็นและเข้าใจในมุมต่างๆของพฤติกรรมราคาที่เกิดจากความโลภและความกลัวของนักลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
 
 
 
 
 
 
 
 ที่เขียนแนวทางในการศึกษาทั้ง 3 เรื่องนั้น เพื่อให้มือใหม่ หรือนักลงทุนที่กำลังศึกษาด้านเทคนิคอยู่ได้มองเห็นว่า เราควรศึกษาเพื่อให้รู้อะไรบ้าง  และแต่ละเรื่องมันเกี่ยงโยงกันยังไงบ้าง จะได้มีแนวทางในการค้นคว้าหรือหาความรู้ต่อยอดไป จนเราเข้าใจในพฤติกรรมของราคา และสามารถนำมาใช้หาโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และลดความเสี่ยงในการลงทุนได้  จนเมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถอ่านกราฟและเข้าใจว่ามันกำลังบอกอะไรคุณ ที่เหลือก็ขึ้นกับตัวคุณที่จะเลือกจังหวะลงทุนโดยให้มี Reward : Risk  สูงๆ ได้มากน้อยแค่ไหน และผลตอบแทนสูงสม่ำเสมอได้เพียงใด สิ่งที่เราควบคุมได้ คือการใช้ความรู้ในการหาโอกาสในแต่ละช่วงจังหวะของตลาด แต่เราไม่สามารถควบคุมให้ตลาดเป็นไปตามที่เราต้องการได้    ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ .....สวัสดีครับ


ที่มา: คุณkitty63
https://pantip.com/topic/31123520

5
หุ้นทางเทคนิค / เจ้ามือ VS แมงเม่า
« เมื่อ: 5 เมษายน 2017, 13:30:25 »
มนุษย์ทุกคน  มีอารมณ์ ความโลภ   และความกลัว ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนที่สนใจเข้ามาหาผลประโยชน์โดยการลงทุน หรือเก็งกำไรจากตลาดหุ้นก็เช่นกัน  ซึ่งทุกคนที่เข้ามาก็คาดหวังไว้สวยหรูว่าจะเป็นผู้ชนะและกอบโกยกำไรออกไปอย่างมีความสุข  แต่ความจริงมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำได้ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะขาดทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่ขาดความรู้ ความเข้าใจในการลงทุน  จึงกลายเป็นเหยื่อที่นำเงินเก็บหรือเงินออมมาทิ้งในตลาดหุ้นไป เหมือนสูญเงินในบ่อนการพนันที่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยสาเหตุจากความโลภ และความกลัว และขาดความรู้ในการลงทุน
 
    นักลงทุน มี 2 กลุ่ม   ฝ่ายหนึ่งขาย ก็จะมีอีกฝ่ายที่ซื้อหุ้นจำนวนนั้นมา ราคาที่เปลี่ยนแปลงก็ขึ้นกับ Demand ( ความต้องการซื้อหุ้น) และ Supply (ความต้องการขายของผู้ที่ถือหุ้นอยู่)  ซึ่งเป็นไปตามกลไกของตลาดทั่วๆไป  แต่ในตลาดหุ้น มันมีความแตกต่างในการสร้างราคาหุ้นได้ หรือทำให้ราคาเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น ซึ่งผู้กระทำ จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรืออาจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเป็นกลุ่มทุนที่มีเงินทุนมากเพียงพอจะกำหนดทิศทางของราคาหุ้นได้  ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา และจำนวนผู้เล่นทำงานเป็นทีมเพื่อหวังผลตอบแทนสูงๆในแต่ละรอบ
 
            ก่อนอื่น เราควรต้องทราบกฎพื้นฐานของ Demand & Supply  เสียก่อน  คร่าวๆคือ
 
   1.   The Law Of  Supply :    เมื่อราคาหุ้นยิ่งสูงขึ้น จะยิ่งจูงใจให้ผู้ถือหุ้นต้องการขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมาในตลาดมากขึ้น
 
 
 
 
    2.   The Law Of Demand :    เมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น  ความต้องการซื้อหุ้นจะลดลง
 
 
 
 
     3.  เมื่อ Demand  > Supply   จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น           แต่หาก Supply > Demand  จะทำให้ราคาหุ้นลดลง     
 
 
 
 
 
           จากกฎเบื้องต้นของ Demand & Supply   ซึ่งเราพบเห็นได้ทั่วไปในสินค้าทุกชนิด  แต่สำหรับในตลาดหุ้นหรือตลาดของการเก็งกำไรนั้น มีการสร้างราคาหรือหากพูดหยาบๆก็คือปั่นราคาหุ้น ซึ่งมีทั้งการทำให้ราคาลดลงมากกว่าปกติ หรือราคาสูงขึ้นผิดปกติ  ซึ่งความผันผวนของราคาที่ปรับขึ้นและปรับลดลงจะสร้างส่วนต่างหรือผลตอบแทนให้เกิดขึ้นมา ซึ่งสร้างความร่ำรวยให้กับผู้ชนะ และสร้างความเสียหายให้แก่ผู้แพ้เสมอ
 
         เจ้ามือ ( Smart Money =  SM  )  แน่นอนว่าต้องการซื้อหุ้นที่ราคาต่ำๆ  คงไม่มีใครอยากซื้อหุ้นจำนวนมากๆที่ราคาสูงๆเป็นแน่  และแน่นอน อีกว่าเจ้ามือคงต้องมีวิธีที่จะทำให้ได้หุ้นราคาถูกสะสมไว้ เพื่อไปขายทำกำไรในราคาสูงๆเมื่อโอกาสอำนวย  ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ
 
 1.    หากเป็นหุ้นที่ราคาไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว  หรือมีปริมาณการซื้อขายน้อย  นักลงทุนไม่ค่อยให้ความสนใจ  หุ้นลักษณะนี้เจ้ามือจะเก็บสะสมหุ้นในช่วงราคาต่ำๆให้ได้จำนวนหนึ่งที่มากพอจะควบคุมราคาได้ ซึ่งอาจใช้เวลาสะสมหุ้นนานหลายเดือน หรือเป็นปีก็ได้
 
 2.    การเกิดข่าวลือหรือข่าวร้ายต่อบริษัท ทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง  ซึ่งข่าวดังกล่าวอาจเป็นเพียงข่าวลือ  แต่เมื่อนักลงทุนเกิดความตกใจจะเกิดแรงขายหุ้นจำนวนมากออกมาของรายย่อย  หรืออาจเป็นรายใหญ่ทุบหุ้นลงมาเพื่อเก็บคืนที่ราคาต่ำคืน ( ทำ Short against port )  จะถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้ามือในการเก็บสะสมหุ้นได้จำนวนมากครบตามต้องการอย่างรวดเร็ว (ในช่วง Selling Climax ) และยังได้ราคาที่ต่ำกว่าปกติอีกด้วย
 
 
 
 
 
         หลังจากเจ้ามือ เก็บสะสมหุ้นมาจนเพียงพอแล้ว  ก็ถึงขั้นตอนจะขายหุ้นที่เก็บสะสมไว้  ซึ่งแน่นอนว่าเจ้ามือคงไม่ต้องการขายในราคาต่ำแน่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยข่าว หรือการสร้าง  Story ให้กับหุ้นตัวนั้น เพื่อให้นักลงทุนเกิดความสนใจในการซื้อหุ้นโดยหวังว่าราคาหุ้นจะวิ่งสูงขึ้นไปอีกและได้กำไร  เจ้ามืออาจต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม   ซึ่งมีทั้งบัญชีเทรดหลายๆบัญชี  เปิดหลายๆโบรกเกอร์เพื่อส่งคำสั่งซื้อขายให้ซับซ้อนเพื่อไม่ให้ทางการตรวจสอบได้ง่าย   มีฝ่ายเชียร์หุ้น ตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ  ซึ่งราคาหุ้นสามารถถูกสร้างให้ดูดีทางเทคนิคได้เพื่อให้นักเก็งกำไรทางเทคนิคเข้าผสมโรงด้วย  และมีการเชียร์ให้เก็งกำไรระยะสั้นทางเทคนิค  สิ่งต่างๆเหล่านี้ต่างมีส่วนทำให้เกิด Demand  หรือความต้องการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นจากนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรทั้งสิ้น  ซึ่งย่อมเกิดผลดีต่อราคาหุ้นเมื่อมี Demand ของหุ้นตัวนั้น เพิ่มขึ้นมาในตลาด
 
      ขั้นตอนการสร้างราคาให้ขยับขึ้นไป เรียกว่าการ Mark Up  ราคาให้ราคาค่อยๆสูงขึ้นไป ทำ Higher high และ Higher Low ไปเรื่อยๆ  โดยเจ้ามือยังควบคุมราคาให้เป็นไปตามที่ต้องการ ( ซึ่งเจ้ามือจะรู้เห็นกับผู้ถือหุ้นใหญ่หรือไม่ ก็สุดจะเดาได้ ...คิดกันเอาเอง ว่าหากไม่เตี๊ยมกันก่อน อาจเจอ แรงขายสวนลงไปราคา  floor ได้ง่ายๆ ได้เหมือนกัน )   ในช่วงนี้จะมีการโยนหุ้นไปมา ทั้งซื้อทั้งขาย เพื่อดันให้ราคาหุ้นค่อยๆสูงขึ้นไปถึงบริเวณราคาเฉลี่ยที่ต้องการขาย ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาแตกต่างกันขึ้นกับปริมาณหุ้นที่เก็บสะสมไว้ตอนราคาต่ำ  ช่วงนี้แมงเม่าจะเห็นราคาขยับขึ้นและมี Volume เพิ่มเข้ามาก็พร้อมใจกันเข้าตะลุมบอน เพราะกลัวตกรถ   บางคนอาจโชคดีที่เป็นช่วงทำ Campaign ของเจ้ามือในการเรียกลูกค้า จึงยังไม่ทุบราคารุนแรง แต่กลับดันราคาให้ยิ่งสูงขึ้นไปอีกเพื่อสร้างความโลภให้แมงเม่าที่ยังลังเล  ทนไม่ไหว รีบซื้อตั๋วตามขึ้นไปด้วย   เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และมีแมงเม่าเข้าผสมโรงมากขึ้น  และมักจะมี  story  ข่าวดีออกมาจากบริษัทเรื่องความก้าวหน้าทางธุรกิจ เพื่อสร้างความคาดหวังให้ยังคงถือหุ้นต่อไปเรื่อยๆ เพื่อหวังกำไรก้อนโต   จนถึงช่วงการทะยอยขายหุ้นออก ( Distribution phase )  ของเจ้ามือซึ่งจะใช้เวลามากหรือน้อยก็ขึ้นกับว่ามีการสะสมหุ้นไว้มากแค่ไหน หากมีจำนวนหุ้นไม่มากนัก  อาจยึกยักราคาเหวี่ยงขึ้นลงบริเวณ Overbought  สักพักเพื่อทะยอยปล่อยหุ้นในมือออก หรือเกิดรูปแบบ Upthrust  (แท่งเทียนยาวๆ เปิดราคาสูง แล้ววิ่งขึ้นไปสูงๆ แล้วลงมาปิดต่ำพร้อม ปริมาณซื้อขายสูงมากๆ ) เป็นการปิดฉากม้วนเสื่อกลับบ้าน  หรือหากหุ้นในมือของเจ้ามือยังไม่หมดหรือยังเหลืออีกมาก ก็อาจกลับมาลากราคาอีกรอบ เพื่อทะยอยออกของจนหมด แล้วก็เก็บฉากปิดไฟ    ให้คนดูตั้งหน้าตั้งตาคอยจนเบื่อ  จนขายหุ้นทิ้งกันไป หรือนั่งเฝ้าดอยรอเจ้ามือหวนกลับมาเล่นใหม่ในครั้งหน้า
 
 
 
 
 
 
 
 
     สรุปรอบวงจรราคา Market stage  4   stages
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
       อ่านแล้ว ก็ลองคิดกันดูเล่นๆว่า เรากำลังอยู่ช่วงไหนของ Market stage  ของหุ้นตัวนั้นที่เราถืออยู่  และหากเราเก็งกำไรผิด เราจะทำอย่างไรต่อไป  ขอให้โชคดีทุกคนครับ.....


ที่มา: คุณkitty63
https://pantip.com/topic/32508184

6
Day Trade / หุ้นที่ไปในทิศทางเดียวกันคือ?
« เมื่อ: 5 มีนาคม 2016, 23:32:55 »
หุ้นที่ไปในทิศทางเดียวกันคือ
สปอยล์: show
ไฟแนนซ์และอสังหา

7
Day Trade / เล่นหุ้นยามตลาดวิกฤต
« เมื่อ: 5 มีนาคม 2016, 16:44:02 »
เมื่อเกิดเหตุวิกฤตจะมีความผันผวนมาก จากนั้นจะค่อยลดลงจนนิ่งเพื่อรอดูเหตุการ์ณ ถ้าเป็นไปในทางที่ดีขึ้นก็จะสะสมตัว แต่หากแนวโน้มแย่ ราคาจะลงไปอีก

8
Q:ช่วงเกิดวิกฤติ มีการลดค่าเงินบาท หุ้นที่ได้รับประโยชน์อาจทำกำไรได้มหาศาล ทั้งทีตลาดตกต่ำอย่างหนักคือ?

A:
สปอยล์: show
หุ้นส่งออก

9
เกิดสงคราม อุตสาหกรรมที่วิตกคือ?
Ans:
สปอยล์: show
ส่งออก ท่องเที่ยว

10
Day Trade / ปริมาณการซื้อขายกับดัชนีset
« เมื่อ: 5 มีนาคม 2016, 15:22:18 »
-ถ้าSetขึ้น แต่ปริมาณการซื้อขายน้อย ถือว่าไม่ดี อาจร่วงในระยะเวลาสั้น

-ถ้าSetตก แต่ปริมาณการซื้อขายมาก ไม่ควรขาย เพราะมีโอกาสเด้งในระยะเวลาสั้น

11
Day Trade / ปริมาณการซื้อขายบอกอะไรกับเรา
« เมื่อ: 5 มีนาคม 2016, 15:12:36 »
-ถ้าหากหุ้นตกและมีปริมาณการซื้อขายลดลงมา(ดูว่าแรงขายหมดแล้วหรือยัง) ถือว่าดีใกล้ได้เวลาซื้อ

-ถ้าหากหุ้นตกและมีปริมาณการซื้อขายมาก ไม่ค่อยดี

-ถ้าหากหุ้นขึ้นและมีปริมาณการซื้อขายน้อย ไม่ดี เลิกพยุงหุ้นตกทันที

-ถ้าหากหุ้นขึ้นและมีปริมาณการซื้อขายมาก พอได้ถึงติดก็ไม่ติดคนเดียว

12
Day Trade / หุ้นที่จะมีการลากทำราคาคือ?
« เมื่อ: 5 มีนาคม 2016, 15:04:21 »
Ans:หุ้นที่จะมีการลากทำราคาคือ
สปอยล์: show
หุ้นที่มีข่าว

หน้า: [1]