แสดงกระทู้ - Master
- +

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Master

หน้า: [1] 2 3 ... 29
1
ส้วมตันทำอย่างไร? อย่าเพิ่งตกใจไป! วิธีแก้ท่อตันสามารถแก้ได้ด้วยตัวคุณเองเพียงคุณมีอุปกรณ์และวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแต่ต้องทำอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย !

สิ่งอุดตันในท่อระบายน้ำที่ไม่สามารถระบายออกไปได้และยังทำให้เกิดกลิ่นเหม็น วิธีทำความสะอาดท่อระบายน้ำในห้องน้ำนั้นมีหลายวิธี ดังนี้

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างท่อ ทุกครั้งที่ใช้งานควรทำตามขั้นตอนตามที่ฉลากกำหนดและใส่ถุงมือยางขณะใช้งานเพื่อป้องกันน้ำยากัดมือ และเปิดให้ห้องน้ำมีการระบายอากาศถ่ายเทได้ดี

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยอุปกรณ์ คุณอาจจะลองใช้อุปกรณ์เพื่อดึงสิ่งอุดตันภายในท่อด้วยลวดตะขอหรืออุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดท่อโดยเฉพาะ
 
  • ทำปลายลวดให้โค้งงอเป็นรูปตะขอเพื่อสามารถเกี่ยวเศษผมภายในท่อ
  • ใส่ถุงมือยาง และเตรียมถุงพลาสติกไว้ให้พร้อมสำหรับใส่เศษขยะ
  • หมุนน็อตออกมาก่อน (ถ้ามี) และเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
  • ค่อยๆหย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่ออย่างช้าๆ โดยค่อยๆหมุนไปทีละนิดๆ
  • ค่อยๆดึงตะขอขึ้นมาพร้อมกับเศษผมที่จะถูกดึงติดขึ้นมาด้วยอย่างช้าๆ และเก็บขยะใส่   ถุงพลาสติกที่เตรียมไว้
  • ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเศษผมจะหมด
สุดท้ายให้ทำตามขั้นตอนด้านล่างด้วยการใช้เบคกิ้งโซดา และน้ำส้มสายชู โดยคุณต้องเตรียมเบคกิ้งโซดา น้ำส้มสายชู เศษผ้าและน้ำร้อนเพื่อทำความสะอาดและเพื่อให้วิธีนี้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรจะทำในช่วงที่ไม่มีการใช้งานห้องน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
 
  • ใส่เบคกิ้งโซดาครึ่งถ้วยตวงลงไปในท่อระบายน้ำ
  • ใส่น้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยตามลงไปทันที
  • ใช้เศษผ้าอุดรูท่อไว้ เมื่อเบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำส้มสายชู จะเกิดเสียงฟู่ และสามารถทำให้สิ่งอุดตันหลุดออกไปได้
  • ทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที ไปจนถึง 2-3 ชั่วโมง
  • ใส่น้ำร้อนที่เตรียมไว้ลงไปในท่อ เพื่อกำจัดเศษสิ่งอุดตันออกไป
  • สามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆจนกว่าจะสะอาด
ข้อควรระวังคือ อย่าให้น้ำร้อนหรือเบคกิ้งโซดากระเด็นมาโดนตัว แนะนำให้ใส่ถุงมือยาง และแว่นตา เพื่อป้องกัน และใส่เสื้อผ้าที่สามารถเลอะได้

แต่หากยังไม่สามารถแก้อาการท่อตันได้ ติดต่อช่างได้เลย ที่นี่!


ที่มา https://www.cleanipedia.com/in
https://www.helpdee.com/blog/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/

2
ขออธิบายหลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในบ้านพักอาศัย และอาคารสำนักงานขนาดเล็ก ซึ่งก็คือ ระบบอากาศทั้งหมด (All-air system)

หลักการทำงานของแอร์นั้นง่ายๆ หากจะลองจินตนาการเป็นภาพหละก็ ประมาณว่า เรานำแอลกอฮอล์มาทาที่แขน หรือทาที่มือ(คล้ายๆเจลล้างมือ) พอซักพักแอลกอฮอจะระเหยไปในอากาศ ซึ่งขณะที่มันระเหยนั้น มันจะดูดซับความร้อนบริเวณผิวหนังของเราออกไปด้วย ทำให้เรารู้สึกเย็น พร้อมทั้งเปลี่ยนสถานะจากแอลกอฮอเหลว กลายเป็นไอ ซึ่งหลักการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศก็คล้ายๆกัน

แต่ก่อนที่เราจะเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เราควรทราบก่อนว่าส่วนประกอบที่สำคัญของระบบการทำการความเย็น (Refrigeration Cycle) มีอะไรบ้าง ซึ่งกระบวนการทำความเย็นนั้นมีองค์ประกอบหลักๆอยู่ (หัวใจหลัก) 4 ส่วนได้แก่
1.คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสารทำความเย็น หรือน้ำยา (Refrigerant) ในระบบ โดยทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิ และความดันสูงขึ้น
2.คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น
3.คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น
4.อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็น โดยทั่วไปจะใช้เป็น แค็ปพิลลารี่ทิ้วบ์ (Capillary tube) หรือ เอ็กสแปนชั่นวาล์ว (Expansion Valve)


 ระบบการทำความเย็นที่เรากำลังกล่าวถึงคือระบบอัดไอ (Vapor-Compression Cycle) ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆคือ การทำให้สารทำความเย็น (น้ำยา) ไหลวนไปตามระบบ โดยผ่านส่วนประกอบหลักทั้ง 4 อย่างต่อเนื่องเป็น วัฏจักรการทำความเย็น (Refrigeration Cycle) โดยมีกระบวนการดังนี้

1.เริ่มต้นโดยคอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยา แล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน

2.น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่)
จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน

3.น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)

4.จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้องลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป


หลังจากที่เรารู้การทำงานของวัฏจักรการทำความเย็นแล้วก็พอจะสรุปง่ายๆได้ดังนี้

1.สารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูดเอาความร้อนภายในห้อง (Indoor) ออกมานอกห้อง (Outdoor) จากนั้นน้ำยาจะถูกทำให้เย็นอีกครั้งแล้วส่งกลับเข้าห้องเพื่อดูดซับความร้อนอีก โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดการทำงานของคอมเพรสเซอร์

2.คอมเพรสเซอร์ เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวในระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านส่วนประกอบหลัก คือคอยล์ร้อน อุปกรณ์ลดความดัน และคอยล์เย็น โดยจะเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงเกินอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ และจะหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ ดังนั้นคอมเพรสเซอร์จะเริ่ม และหยุดทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิห้องให้สม่ำเสมอตามที่เราต้องการ

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8/

3
ถังความดันที่ใช้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทำความเย็น ได้แก่ ถังบรรจุสารทำความเย็น ถังแก๊สออกซิเจนสำหรับใช้ในงานเชื่อม ถังแก๊สไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับงานตรวจสอบรอยรั่ว หรือทำความสะอาดระบบ หรือใช้ช่วยป้องกันการเกิดออกไซด์ขณะทำการเชื่อม เป็นต้น ถังความดันต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องนำไปใช้งานอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย ซึ่งมีข้อแนะนำต่าง ๆ ดังนี้ ข้อควรระวัง อันตราย ที่เกิดจากถังความดัน ของการบรรจุน้ำยาแอร์

1. ห้ามบรรจุสารทำความเย็นเข้าในถังเกินกว่า 80% ของปริมาตรถัง เนื่องจากเมื่อได้รับความร้อนสารทำความเย็นจะขยายตัว จึงต้องมีที่ว่างเพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว ถ้าบรรจุสารทำความเย็นจนเต็มถังเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สารทำความเย็นจะขยายตัวเกิดความดันภายในสูงขึ้นสามารถทำให้ถังระเบิดเกิดอันตรายได้

2. ถังบรรจุสารทำความเย็นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ผลิตมาสำหรับการใช้งานเพียงครั้งเดียวไม่สามารถนำกลับมาเติมสารทำความเย็นในงานใหม่ ถังประเภทนี้จะเขียนบอกไว้ที่ถังว่า nonrefillable หรือ disposable ไม่ควรนำถังประเภทนี้มาใช้ถ่ายสารทำความเย็นเพื่อใช้งานใหม่เมื่อใช้สารทำความเย็นหมดให้ปิดวาล์วที่ถังทิ้งไว้เพื่อระบายแก๊สที่ค้างอยู่ภายในถังทิ้งให้หมด ก่อนนำไปทำลายทิ้ง และถังประเภทที่สามารถนำกลับไปบรรจุสารทำความเย็นเพื่อใช้งานใหม่ (refillable) ซึ่งเป็นถังที่มีโครงสร้างแข็งแรง ใช้โลหะที่มีความหนามากกว่า เมื่อใช้หมดแล้วสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้งานใหม่ได้

3. อย่าตั้งถังบรรจุสารทำความเย็นไว้กลางแดดหรือในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 125oF (52oC) เพราะอุณหภูมิที่สูงขั้นจะทำให้เกิดความดันภายในถังสูงมากขึ้นจนตัวถังระเบิดได้

4. ขณะบรรจุสารทำความเย็นเข้าในระบบในสถานะที่เป็นแก๊ส อุณหภูมิและความดันภายในถังจะลดต่ำลง ให้แก้ไขโดยการแช่ถังในอ่างน้ำอุ่นอุณหภูมิไม่เกิน 90oF (32oC) ห้ามใช้เปลวไฟจากหัวเชื่อมแก๊สในการเพิ่มความดันภายในถัง

5. ถังบรรจุสารทำความเย็นปกติจะติดตั้งลิ้นระบายความดัน (relief valve) ไว้ที่ด้านบนของถังเพื่อระบายความดันที่เพิ่มขึ้น ปกติจะตั้งไว้ให้ทำงานที่ความดันประมาณ 400 ปอนด์/ตารางนิ้ว นอกจากนี้ยังมีปลั๊กหลอมละลาย (fusible piug) ซึ่งจะละลายเพื่อระบายสารทำความเย็นออกจากถัง กรณีที่ถังมีอุณหภูมิสูงเกิดซึ่งอาจจะทำให้ถังระเบิด

6. ถังบรรจุไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งใช้สำหรับการตรวจรอยรั่ว หรือใช้เป่าทำความสะอาดภายในระบบ ถูกบรรจุด้วยความดันสูงมากประมาณ 2,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว ในการติดตั้งถังเพื่อใช้งานหรือเมื่อต้องการเคลื่อนย้ายถัง จะต้องมีโซ่เหล็กรัดถังให้แน่น และมีฝาครอบวาล์ว (protective cap) เพื่อป้องกันการกระแทกตัววาล์ว เพราะถ้าถังล้มและวาล์วถูกกระแทกเสียหาย แก๊สความดันสูงจะพุ่งออกจากถังเกิดแรงผลักให้ถังพุ่งชนเกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ในการปล่อยแก๊สไปใช้งาน จะต้องต่อผ่านวาล์วควบคุมความดัน (pressure regulator) เสมอ เพื่อควบคุมความดันเข้าในระบบไม่เกิน 150 ปอนด์/ตารางนิ้ว และให้รีบปิดวาล์วควบคุมที่ถังทันทีเมื่อได้ความดันตามต้องการแล้ว เพื่อป้องกันอันตรายจากวาล์วควบคุมรั่ว ทำให้ความดันสูงในถังจะเข้าไปในระบบ ท่อสารทำความเย็นหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบทำความเย็น โดยเฉพาะคอมเพรสเวอร์จะไม่สามารถรับความดันสูงที่เกิดขึ้นจึงอาจเกิดการระเบิดได้

7. กรณีที่ใช้ออกซิเจน สายหรือท่อแก๊สที่ใช่จะต้องสะอาดปราศจากน้ำมันหรือวัสดุที่เป็นไข เพื่อป้องกันการระเบิดเนื่องจากการติดไฟ เพราะออกซิเจนเป็นแก๊สที่ช่วยให้ไฟติด จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และห้ามใช้ออกซิเจนอัดแทนไนโตรเจนสำหรับทดสอบรอยรั่วโดยเด็ดขาด

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/

4
แอร์รถยนต์ หรือระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์ คืออุปกรณ์ที่ใช้สูบความร้อนภายในห้องโดยสารรถ แล้วนำความร้อนมาคายทิ้งภายนอก เป็นกรรมวิธีสูบและคายความร้อนที่จำเป็นต้องอาศัยชิ้นส่วนหลายชิ้น

เริ่มจากเมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานก็จะดูดน้ำยาแอร์ที่มีสภาพเป็นก๊าซเข้ามาอัดความดันและอุณหภูมิให้สูงขึ้น จากนั้นส่งไปตามท่อทางออกของคอมเพรสเซอร์เข้าสู่คอยล์ร้อนซึ่งจะทำหน้าที่ระบายความร้อนของก๊าซเหล่านี้ออกไปตามครีบระบายความร้อน จนกระทั่งก๊าซกลายเป็นของเหลวที่มีความดันสูงไหลออกจากคอยล์ร้อนผ่านท่อทางออกไปเข้าสู่ถังพักน้ำยาแอร์ เพื่อกรองสิ่งแปลกปลอม และดูดความชื้นไปด้วยชั่วขณะที่ว่านี้น้ำยาแอร์มีสภาพเป็นของเหลวและความดันสูง ไหลออกจากถังพักน้ำยาแอร์ไปตามท่อเข้าสู่วาล์วปรับความดันที่จะลดความดันของน้ำยาแอร์ให้อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างมาก เพื่อป้อนเข้าสู่คอยล์เย็น เมื่อของเหลวความดันต่ำ อุณหภูมิต่ำไหลเข้าสู่คอยล์เย็นก็จะดูดซับความร้อนที่บริเวณรอบๆ ตัว พัดลมจะทำหน้าที่ดูดอากาศในห้องโดยสารผ่านแผงคอยล์เย็น ผ่านทางท่อลมจนออกไปจากช่องปรับอากาศด้านหน้าคอนโซล อากาศร้อนในห้องโดยสารจะถูกดูดซับออกไปด้วยวิธีนี้ น้ำยาแอร์จะดูดซับความร้อนวนเวียนอยู่ตามท่อทางเดินที่ขดไปมาบนแผงคอยล์เย็นจนแปรสภาพเป็นก๊าซไหลออกจากคอยล์เย็นไปตามท่อ เข้าสู่คอมเพรสเซอร์อีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นกระบวนการอัดความดันของน้ำยาแอร์รอบใหม่วนเวียนไปจนกว่าคอมเพรสเซอร์หยุดการทำงาน

อุปกรณ์สำคัญๆ ของแอร์รถยนต์
ประกอบด้วย
-คอมเพรสเซอร์
-คอยล์ร้อน
-ถังพักน้ำยา
-ตัวกรองและดูดความชื้น
-วาวล์แอร์
-คอยล์เย็น
-น้ำยาแอร์



วิธีการตรวจซ่อมและบำรุงรักษาแอร์รถยนต์

1.ทำความสะอาดภายนอกทุกส่วน เช่น ที่คอยล์ร้อนและคอยล์เย็น โดยเฉพาะบริเวณครีบระบายความร้อนและความเย็นควรสะอาด เพราะถ้าคอยล์ร้อนสกปรกจะทำไห้การระบายความร้อนไม่ดี และหากคอยล์เย็นสกปรกการระบายความเย็นมาสู่เราจะไม่สมบูรณ์

2.เช็กปริมาณน้ำยาแอร์โดยดูที่ช่องกระจกที่ตัวเก็บและดูดความชื้น (ไดเออร์) ถ้าพบว่าเป็นฟองอากาศแสดงว่าน้ำยาน้อยเกินไป ไห้ไปอัดน้ำยาเพิ่ม

3.ตรวจดูว่ามีรอยรั่วของข้อต่อต่างๆ หรือไม่ โดยใช้น้ำสบู่หรือฟองสบู่เช็ดตามข้อต่อ หากเกิดการรั่วซึมจะพบว่ามีฟองอากาศเกิดขึ้นให้ไปหาช่างแอร์เชื่อมอุดรอยรั่ว

4. ตรวจฝาครอบท่ออัดน้ำยาทั้งสองด้าน ถ้าปิดไม่สนิทจะทำไห้มีฝุ่นเกาะติด อัดน้ำยาครั้งต่อไปจะทำไห้น้ำยาแอร์สกปรกแล้วทำไห้ระบบอุดตันได้ กรณีแอร์ไม่เย็นอาจน้ำยาแอร์รั่ว หรือบริเวณท่ออุดตัน วิธีตรวจดูว่ารั่วจุดใดให้สังเกตว่าจุดต่อตัวไหนที่มีคราบน้ำมันเยิ้มเกาะอยู่แสดงว่าเกิดการรั่วซึม ให้นำน้ำสบู่มาเช็ดดูอีกครั้งว่ารั่วจริงหรือไม่ หากรั่วให้ขันข้อต่อเข้าไปให้แน่นหากยังไม่หายให้เปลี่ยนสายที่ข้อต่อนั้น


11 สาเหตุหลัก ที่แอร์ไม่เย็น คอมมีเสียงดัง และล็อค


1.ความร้อน ระบบระบายความ ร้อน คือศีตรูหมายเลข 1 ของระบบแอร์/เคื่องยนต์ และ ระบบเกียร์ออโต้ พัดลมแผง หรือ หม้อน้ำเสีย แผง เล็กเกินไประบายไม่พอ/สกปรก/ตีบ/งอ ช่องลมฮีทเตอร์รั่วเข้ามาในระบบลมภายนอกรั่วเข้ามาจากขอบประตู หรือ หน้าต่างรถ….หรือแผ่นกันลมระหว่างแผงกับหม้อน้ำ

2.น้ำยาไม่ใด้คุณภาพ มากเกิน ขาด หรือ น้ำยาผสมระหว่าง R12 กับ 134A

3.คอมเพรสเซอร์แรงอัดไม่พอ เพราะเสื้อสูบหรือลูก สูบสึกหรอตามอายุการใช้งาน
(คอมเพรสเซอร์ บางรุ่นสามารถซ่อมกลับมาให้ใช้งานเหมือนใหม่ได้ ยกเว้นคอม Rotary เช่น: Nissan/Suzuki: DKV Mazda: Panasonic/TRF Mitubishi: FX/MSC 090 Honda-Civic/Crv: TRF/ TRV/TRSA 090-105- Ford: Scroll(Jaguar S-Type)

4.ใช้น้ำมันผิดเสปค ใช้น้ำมันผิดทำให้คอมมีเสียงดัง กรีกๆ ไม่ควรใส่น้ำมันคอมเกิน เพราะทำให้ไม่เย็นเท่าที่ควรและทำ ให้คอมทำงานหนักกว่าเดิม แต่ก็ไม่ทำให้คอมแอร์พังในทันที ควรล้างระบบใหม่ และเติมน้ำมันให้พอดี (+/-10%) ขึ้นอยู่กับ ประเภทของคอมแอร์ รุ่นของรถยนต์ ขนาดเครื่องยนต์ (ในกรณีที่รถที่ออกแบบมาใช้แอร์ตู้เดียว ไปติดแอร์ตู้หลังเพิ่ม และใส่น้ำมันไม่พอ ผลคือคอมพังก่อนควรติดตั้งคอมแอร์ที่ใหญ่กว่าเดิม และเพิ่มน้ำมัน)

5.ดรายเออร์สกปรก/ตัน หรือความชื้นภายในระบบแอร์ หลายครั้งที่เปิดคอมแล้วพบคราบสนีมบนแผ่น Plate ภายในตัวคอม หรือความชื้นภายในระบบเนื่องจากร้านแอร์แวคคั่มนานไม่พอ หรือมีการรั่ว ซึมในระบบมานาน

6.รั่ว เพราะเกิดจาก โอริง/ท่อน้ำยาหมดอายุ

7.ตู้แอร์ ชึม/รั่ว ครีบของตู้แอร์ล้ม เพราะผ่านการใช้งาน หรือ สกปรก ฝุ่นเกาะหนา ขนสัตว์ น้ำหอม ความชื้นหรือน้ำไม่สามารถระเ หยออกมาจากตู้ใด้ ทำให้น้ำแข็งเกาะตู้ เพราะลมเป่าผ่านตู้ไม่ได้

8.ชิ้นส่วนอื่นฯ เช่น Pressure Switch, Thermostat, Relay, ดรายเออร์ และ เอ็กแพนซั่นวาวล์ (ดรายเออร์/แอคคิวมูเลเตอร์ และ เอ็กแพนซั่นวาวล์ ควรเปลี่ยน ทุกๆ 3-4 ปี ถ้าเป็นระบบ Orifice tube ควรถอดมาทำความสะอาด ทุกฯ 2-30,000 ก.ม.หรือ เปลี่ยนถ้าตระแกงฉีกขาด วาวล์ตัวนี้ทำหน้าทีกรองด้วย ถ้าสกปรก/อดตัน แอร์จะไม่เย็น) หรือติดตั้ง หางเทอร์โม ผิด/เสีย (กรณีนี้เจอบ่อย ถ้ามีคนจะแกล้ง เพียงดึงหรือดันหางให้ผิดตำแห่นง ความเย็นจะเพี้ยนไปหรือคอมจะตัดช้าหรือตัดก่อน ในกรณีนี้ แอร์จะไม่เย็น สุดท้ายคอมเริ่มรั่ว และตาย ผมเคยเจอมาแล้ว)

9.ควรศึกษาคู่มือ วิธีการใช้ ปุ่มปรับตั้งระบบปรับอากาศรถคุณ เพราะหลายครั้งเจอผู้ใช้รถปรับผิด

10.รอบเครื่องต่ำเกิน เพราะต้องการเซฟน้ำมัน แต่แอร์ไม่เย็น ต้องเลือกเอาครับ
 
11. PWM,Current Limiting pressure Control Valve,คอมจะทำงานเมื่อเครื่องติด เป็นระบบที่ใช้กับรถ Europe และ ญี่ปุ่น High-end บางรุ่น ไม่มีเทอร์โมสแตท์ควบคุม จะใช้อุณหภูมิในห้องโดยสาร และECU ควบคุม pressur e แทน ไม่มีคลัทช์

การรั่วซึมของน้ำยา(ท่อน้ำยา 134 ยังกันซึมใด้ไม่ถึง100 เปอร์เซ็นต์) เติม น้ำยาบ่อยฯ โดยไม่ได้เติมน้ำมัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คอมสึกหรอเร็วกว่าปรกติ และคอมล็อคได้ ควรเติมน้ำมัน เมื่อเติมน้ำยาครั้งที่ 2-3 ถ้า 8-12 เดือน น้ำยาขาด ถือว่าปรกติ เติมน้ำยาบ่อยฯ ควรหาจุดรั่วและซ่ อมเสียจะดีกว่า เพราะน้ำยา และ น้ำมันคอมขาด ทำให้ระบบแอร์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ แอร์ไม่เย็นและจะทำให้คอมเพรสเซอร์สึกหรอเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และที่สำคัญที่สุด ระบบต้องสะอาด

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/

5
การตรวจเช็คเครื่องปรับอากาศ

1. การตรวจกระแสไฟ เสียบปลั๊กสายไฟเข้ากับเต้าปลั๊ก ใช้ปลายข้างหนึ่งของสายตรวจต่อเข้ากับข้อใน และอีกขั้วหนึ่งต่อกับขั้ว ถ้าหากหลอดไฟฟ้าสว่างก็แสดงว่ามีกระแสไฟเดินไปที่อีเธอร์

2. ตรวจมอเตอร์พัดลม การตรวจมอเตอร์พัดลมเครื่องทำความเย็นหรือเครื่องระเหย ปรับสวิตซ์ไปที่ตำแหน่ง VENT ถ้าหากมอเตอร์พัดลมเครื่องระเหยไม่ทำงานให้ถอดฝาครอบสวิตซ์ออกไป ปลดหัวต่อจากสายเส้นที่ต่อกันไว้ออก ต่อสายตรวจเข้ากับขั้วหมายเลข 1 จากสวิตซ์และปลายสายซึ่งปลดหัวต่อออก ถ้าหากหลอดสว่างก็แสดงว่าขัดข้อง จะต้องอยู่ในตัวมอเตอร์ ปล่อยให้มอเตอร์เย็นลงประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วตรวจอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากหลอดไมสว่างก็แสดงว่าสวิตซ์บกพร่อง

3. ตรวจมอเตอร์พัดลมเครื่องกลั่น ให้ปรับสวิตซ์ไปที่ตำแหน่ง EXHAUST ถ้าหากมอเตอร์พัดลมเครื่องกลั่นไม่ทำงาน ให้ถอดฝาครอบที่สวิตซ์ออก ปลดหัวต่อจากสาย 4 เส้น ที่ต่อกันไว้ออก และแต่งสายตรวจเข้ากับขั้ว 3 ของสวิตซ์กับปลายสายที่ต่อกันอยู่ ถ้าหากหลอดไฟสว่างก็แสดงว่าขัดข้องอยู่ในมอเตอร์

4. คาปาซิเตอร์ (Capacitor) เครื่องส่วนมากจะใช้อิเล็กโตรลิติกคาปาซิเตอร์ ในวงจรของขดลวดเริ่มทำงานของมอเตอร์ ทั้งนี้ เพื่อให้มีแรงในการเริ่มทำงานของมอเตอร์สูงขึ้น ถ้าหากคาปาซิเตอร์เกิดวงจรลัดขึ้นภายในมอเตอร์จะไม่ทำงาน ถ้าหากคาปาซิเตอร์ไหม้ให้เปลี่ยนาคาปาซิเตอร์และทดลองใหม่

5. ตรวจรีเลย์ ก่อนจะตรวจรีเลย์ให้ตรวจคาปาซิเตอร์ก่อน เพราะว่าถ้าหากคาปาซิเตอร์เกิดวงจรลัดภายในจะทำให้ตรวจรีเลย์ไม่แน่นอน การตรวจรีเลย์ทำดังนี้ ให้ถอดฝาครอบหีบสวิตซ์ของเครื่องทำความดันออกให้สวิตซ์ไปอยู่ในตำแหน่ง off ต่อสายตรวจระหว่างขั้ว S ของรีเลย์ และขั้ว S ของมอเตอร์ปรับสวิตซ์ไปที่ตำแหน่งทำความเย็น หลอดไฟควรจะมีแสงชั่วขณะเดียวเท่านั้น เมื่อเครื่องทำความเย็นเริ่มทำงาน ถ้าเครื่องทำความเย็นไม่ได้ทำงาน หลอดไฟควรจะมีแสงหรี่ ๆ เท่านั้น จนกว่าจะตัดสวิตซ์ หรือจนกว่าเครื่องป้องกันจะทำงาน

6. ถ้าหากหลอดไม่สว่าง ให้ตรวจสภาพของการทำงานเกินอัตราถ้าไม่มีการทำงานโดยปกติแล้วให้เปลี่ยนรีเลย์

7. การรั่ว ในกรณีที่เครื่องกลั่นเกิดมีรอยรั่วขึ้น เช่น ตามรอยต่อต่าง ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่หมด การรั่วมักจะตรวจพบได้โดยมีน้ำมันเกิดขึ้นรอบ ๆ บริเวณที่มีการรั่วเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งทักเอาว่า การเกิดน้ำมันที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องจะเริ่มมาจากการรั่วเสมอไป จะต้องพิสูจน์โดยวิธีการตรวจการรั่วเสมอ

8. เครื่องกรอง เครื่องกรองควรจะได้ทำการตรวจโดยมีกำหนดการถอดเครื่องกรองทำได้ไม่ยาก เมื่อถอดแล้วก็ทำความสะอาดเสีย

9. การทำความสะอาดตามกำหนดเวลา เป็นที่เชื่อได้ว่า เครื่องปรับอากาศจะทำงานได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการเปลี่ยนเครื่องกรองทุก ๆ ปี และทำความสะอาดตามความจำเป็น

10. การทำคามสะอาดภายใน ภายในตัวเครื่องควรจะได้ทำความสะอาดเป็นครั้งคราว เพื่อกำจัดฝุ่น น้ำมัน สิ่งสกปรกอื่น ๆ สิ่งที่ควรสนใจเป็นพิเศษควรจะเป็นขดท่อกลั่น ขดท่อทำความเย็น และทำความสะอาดเป็นประจำจะทำให้เครื่องทำงานได้ผลดีตลอดเวลา


การแก้ข้อขัดข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจแก้ไขข้อขัดข้อง


1. เครื่องไม่ทำงาน ฟิวส์ขาด ต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ สายต่อทางไฟขาด หรือหลวมต้องเปลี่ยนใหม่ และทำให้แน่น สวิตซ์บกพร่อง ซ่อมหรือเปลี่ยนสวิตซ์ แคปาซิเตอร์ควรตรวจและเปลี่ยนใหม่ รีเลย์บกพร่องตรวจรีเลย์ป้องกันมอเตอร์

2. ความเย็นไม่พอ แรงไฟฟ้าเข้าเครื่องต่ำ ตรวจแรงไฟฟ้าด้วยโวลท์มิเตอร์ เครื่องกลั่นสกปรก ทำความสะอาดให้หมด สวิตซ์บกพร่องซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ มอเตอร์พัดลมไม่ทำงาน ตรวจสายต่อมอเตอร์แคปาซิเตอร์และรีเลย์ เครื่องกรองอากาศสกปรก ทำคามสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%84-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8/

6
การปั๊มดาวน์คืออะไรการปั๊มดาวน์น้ำยาแอร์บ้าน คือการดูดน้ำยาในระบบทั้งหมดมาเก็บไว้ที่ชุดคอยล์ร้อน (Condensing unit) ทำเมื่อต้องการถอดแอร์ ย้ายแอร์หนีน้ำ ย้ายตำแหน่งการติดตั้ง หรือต้องการเปลี่ยนแอร์ โดยที่ไม่ให้น้ำยาแอร์รั่วไหลออกไปในอากาศ วิธีการค่อนข้างใช้เทคนิคและความรู้เรื่องช่างแอร์ ดังนั้นต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญงาน โดยเครื่องมือนั้นการทำปั๊มดาวน์ได้แก่ เกจ์น้ำยา ประแจเลื่อน ประแจหกเหลี่ยม คลิปแอมป์มิเตอร์และการทำปั๊มดาวน์สามารถทำได้กับแอร์ที่มี Stop valve ที่คอยล์ร้อนเท่านั้น แอร์รุ่นเก่าหรือแอร์ผีที่ประกอบขึ้นอาจไม่มี Stop valve หลัการก็คือปิด Stop valve ด้านส่งไว้ และเปิด Stop valve ด้านดูดให้คอมเพรสเซอร์ทำงานและดูดน้ำยาแอร์ทั้งหมดกลับมาที่คอยล์ร้อน เมื่อดูดหมดก็ทำการปิด Stop valve ล็อคน้ำยาเอาไว้



วิธีการปั๊มดาวน์น้ำยาแอร์ทำได้ดังนี้

1.ทำการเปิดฝาเครื่องออก
2.คลายฝาครอบของ Stop valve ออกจะเห็นรูหกเหลี่ยม สำหรับใส่ประแจหกเหลี่ยมเพื่อเปิด-ปิด Stop valve(ปิดวาล์หมุนตามเข็มนาฬิกา เปิดวาล์วหมุนทวนเข็มนาฬิกา)
3.ต่อสายเกจ์วาล์เข้าที่วาล์บริการ(Service valve)ทั้งด้านส่ง(Discharge) และด้านดูด(Suction) และเปิดวาล์วเกจ์น้ำยา สังเกตเข็มจะดีดขึ้นไปตามเข็มนาฬิกา นั้นคือแรงดันขณะคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน
4.ปิด Stop valve ด้านส่งให้สนิท ด้านดูดปิดแค่ครึ่งเดียว
5.ใช้ คลิปแอมป์ คล้องกับสายไฟฟ้าที่ใช้จ่ายให้แอร์โดยคล้องที่สายไฟฟ้าขั้ว L หรือขั้วที่มีไฟ เพื่อวัดกระแสไฟฟ้าขณะทำการปั๊มดาวน์น้ำแอร์ หากมีกระแสสูงเกินไปกว่าที่เครื่องกำหนดไว้ให้ทำการสับสวิทซ์ไฟฟ้าลง ปิดเครื่งแอร์ทันทีเพื่อความปลอดภัย เพราะแรงดันสูงสะสมที่คอมเพรสเซอร์กระแสไฟฟ้าสูงเกินไปคอมเพรสเซอร์อาจเกิดระเบิดได้
6.วิธีการขั้นนี้ต้องทำด้วยความรวดเร็ว และสั้นที่สุดไม่ควรนานเกินกว่า 20 วินาที เพราะถ้านนานกว่านั้นคอมเพรสเซอร์จะมีอุหภูมิสูงขึ้นกว่าปรกติและอาจระเบิดได้ ทำการเปิดเครื่องปรับอากาศและรอให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน เมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานให้สังเกตุแรงดันน้ำยาที่เกจ์วัดแรงดันน้ำยาด้านส่งและด้านดูดจะลดลงพร้อมๆกัน และสังเกตคลิปแอมป์มิเตอร์ว่ากระแสไฟฟ้าไม่เกินกว่าที่เครื่องกำหนด เมื่อแรงดันน้ำยาแอร์ใกล้ถึง 0 psi ให้ปิด Stop valve ด้านดูดและเครื่องปรับอากาศทันที เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยาแอร์ไหลย้อนกลับไปในระบบ
7.เมื่อทำตามขั้นตอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถอดสายเกจ์น้ำยาออก ประกอบฝาครอบ Stop valve
8.ถ้าต้องการย้ายคอยล์ร้อนก็ทำการถอดสายไฟฟ้าออกจากคอยล์ร้อน คลายแฟลนัตที่เชื่อมต่อท่อน้ำยาแอร์กับ Stop valve ออก และทำการรื้อส่วนอื่นๆต่อไป

**อย่าลืมนะครับ ขั้นตอนที่ 6 ควรทำด้วยความระมัดระวังและเร็วที่สุด
**วิธีสังเกตท่อด้านส่ง(Discharge)เล็กกว่าด้านดูด(Suction)

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/

7
โดยปกติรถยนต์ทั่วไป ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบปรับอากาศรถยนต์ ประกอบไปด้วย

1. คอมเพรสเซอร์ ทำหน้าที่ดูดและอัดน้ำยาแอร์ให้มีความดันสูงขึ้นและทำให้น้ำยาแอร์หมุนเวียนในระบบ ติดตั้งอยู่ที่เครื่องยนต์ อาศัยแรงขับจากเครื่องยนต์ ผ่านสายพาน มักเรียกกันว่า คอมพ์แอร์ ส่วนประกอบ ของระบบปรับอากาศรถยนต์ และสาเหตุที่แอร์รถยนต์ไม่เย็น

2. คอนเดนเซอร์ ทำหน้าที่ระบายความร้อนน้ำยาแอร์ที่ออกจากคอมเพรสเซอร์ โดยอาศัยพัดลมระบายความร้อนหรือลมปะทะขณะรถวิ่ง ส่วนประกอบ ของระบบปรับอากาศรถยนต์ และสาเหตุที่แอร์รถยนต์ไม่เย็น

3. รีซีฟเวอร์-ดรายเออร์ ทำหน้าที่ดูดความชื้น กรองสิ่งสกปรกในน้ำยาแอร์และกักเก็บน้ำยาแอร์ให้มีปริมาณเหมาะสมกับการใช้งานในระบบ ติดตั้งระหว่างคอนเดนเซอร์กับตู้แอร์ ที่ด้านบนจะมีตาแมวเพื่อใช้ดูว่าน้ำยาแอร์มีเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ บางรุ่นยังมีสวิตช์ความดันติดตั้งอยู่ด้วย มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คอมเพรสเซอร์เสียหาย ถ้าความดันในระบบสูงหรือต่ำเกินไป ชุดคลัตช์แอร์จะตัดการทำงานทันที ส่วนประกอบ ของระบบปรับอากาศรถยนต์ และสาเหตุที่แอร์รถยนต์ไม่เย็น

4. ตู้แอร์ ติดตั้งอยู่ในห้องโดยสารบริเวณหลังแผงหน้าปัด มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ
4.1) อีวาปอเรเตอร์ ทำหน้าที่เปลี่ยนอากาศร้อนให้อากาศเย็น
4.2) พัดลมตู้แอร์หรือชุดโบลว์เออร์ ทำหน้าที่ดูดอากาศร้อนภายในห้องโดยสารให้ผ่านอีวาปอเรเตอร์เป็นลมเย็นเป่าออกทางช่องลม
4.3) เอ็กซ์แพนชันวาล์ว ทำหน้าที่ปรับความดันของน้ำยาแอร์มีคุณสมบัติในการดูดความร้อนจากอากาศ

5.ชุดทำความร้อน ใช้ความร้อนจากน้ำหล่อเย็นของเครื่องยนต์มาอุ่นให้อากาศร้อนขึ้นแล้วเป่าออกมาโดยพัดลม ตามปกติใช้ในขณะอากาศหนาว


สาเหตุที่แอร์รถยนต์ไม่เย็นเกิดจาก
1. ฟิวส์และรีเลย์ในวงจรเครื่องปรับอากาศชำรุด และขั้วต่อสายไฟตามจุดต่างๆ ต่อไว้ไม่แน่น
2. สวิตช์ความดันสูง-ต่ำในระบบชำรุด หรือขั้วต่อไม่แน่น ทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน ถ้าความดันในระบบสูงหรือต่ำเกินไป คอมเพรสเซอร์ก็จะไม่ทำงานเช่นกัน จะช่วยป้องกันไม่ให้คอมเพรสเซอร์แอร์เสียหาย
3. คลัตช์แม่เหล็กไม่ทำงาน หรือสายไฟเข้าคลัตช์แม่เหล็กขาด
4. สายพานแอร์หย่อนเกินไปหรือขาด ทำให้คอมเพรสเซอร์หมุนช้าหรือไม่หมุน
5. พัดลมไฟฟ้าของแอร์ไม่ทำงานหรือหมุนช้า ทำให้ความร้อนที่คอนเดนเซอร์ (คอยล์ร้อน) สูง สาเหตุอาจเกิดจากแบตเตอรี่มีไฟไม่พอหรือตัวมอเตอร์พัดลมแอร์เริ่มเสื่อมสภาพ
6. มีเศษผงหรือสิ่งสกปกติดอยู่ที่ด้านหน้าคอนเดนเซอร์แอร์ ควรใช้ลมที่มีความดันไม่เกิน 10 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป่าทำความสะอาด อย่าใช้ลมที่มีความดันสูงกว่านี้เพราะอาจทำให้ครีบที่คอนเดนเซอร์แอร์บิดงอ
7. ตัวเอ็กซ์แพนชัววาล์วเสียหรือเสื่อมสภาพ ทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ตัด-ต่อบ่อยเกินไป
8. ตัวรีซีฟเวอร์-ดรายเออร์เสื่อมสภาพ ที่ด้านบนจะมีกระจกใสเพื่อตรวจดูน้ำยาแอร์ว่ามีเพียงพอหรือไม่ ถ้ากระจกใสหรือมีฟองอากาศเล็กน้อยแสดงว่าปกติ 9. น้ำยาแอร์รั่วซึมตามจุดต่างๆ เช่น บริเวณข้อต่อ รั่วที่ซีลโอริง รั่วที่คอนเดนเซอร์ (คอยล์ร้อน) รั่วที่บริเวณใต้ตู้แอร์ เนื่องจากมีน้ำขังอยู่ภายในตู้ทำให้เกิดการผุกร่อน ปัจจุบันตู้แอร์ส่วมมากทำด้วยอะลูมิเนียม ถ้ามีน้ำขังอยู่จะทำให้ตู้แอร์รั่วได้ง่าย
10. คอมเพรสเซอร์แอร์เสื่อมสภาพ (น้ำยาแอร์รั่วตามจุดต่างๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็น จุดที่น้ำยาแอร์รั่วบ่อยได้แก่ตู้แอร์ เนื่องจากมีน้ำขังอยู่ วิธีตรวจว่าระบบปรับอากาศรถยนต์ทำงานปกติหรือไม่ ทำได้โดยติดเครื่องยนต์และเปิดแอร์ ใช้มือจับที่ท่อดูดจะเย็นหรือบางทีมีน้ำเกาะ ส่วนที่ท่อจ่ายจะร้อน ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าระบบปรับอากาศทำงานตามปกติ)

คำแนะนำ
-หมั่นดูดฝุ่นภายในรถบ่อยๆ และไล่น้ำออกจากตู้แอร์ทุกครั้งก่อนดับเครื่องยนต์
-หลังจากปิดแอร์แล้ว จะมีน้ำไหลออกมาจากท่อน้ำทิ้งใต้ตู้แอร์แล้วหยดลงบนพื้นถนนเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าไม่มีน้ำหยดแสดงว่าท่อน้ำทิ้งอุดตันควรทำความสะอาดทันที ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ จะทำให้ตู้แอร์รั่วซึมได้

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b9%87%e0%b8%99/

8
โลกใบนี้ มีสองด้านเสมอ มีขาว มีดำ มีบน มีล่าง มีดีและไม่ดี คนก็เหมือนกัน ไม่ได้มีเพียงคนดีอย่างเดียว มีทั้งคนดีและคนไม่ดี เพื่อให้โลกเกิดสมดุล อาชีพช่างแอร์ก็เหมือนกัน มีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของแต่ละคน แต่อย่าลืมเสมอว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" แล้วยิ่งเราๆเป็นผู้ใช้บริการ ทั้งซ่อมแอร์ ล้างแอร์ เติมน้ำยาแอร์แล้วเนี่ย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าช่างแอร์ที่เราเรียกมาถึงบ้านนั้น โกง หรือไม่โกง วันนี้ทางร้านเชียงใหม่แอร์แคร์เอ็นจิเนียริ่ง มีวิธีป้องกันตัวจากศาสตร์มืด เอ้ย!! วิธีป้องกันการโดนช่างแอร์หลอกมาฝากกัน เพื่อเป็นแนวทาง และเป็นข้อสังเกตุง่ายๆให้ผู้ที่ใช้บริการ ไม่เป็นเหยื่อเอาง่ายๆ

ช่างแอร์ที่มีนิสัยชอบโกง ชอบช๊าตเงินนั้น บางคนทำซะแนบเนียนจนเราไม่รู้ตัว แต่บางคนเนียนไม่พอแล้วเรามารู้ทีหลังนี่สิ มันเจ็บใจยิ่งนักแล จะรู้ได้อย่างไร ว่าช่างแอร์ ช่างซ่อมแอร์นั้น โกงหรือไม่โกง

วิธีการหลอกช๊าตเงินเพิ่มของช่างแอร์ที่เราเรียกมาบริการถึงบ้านมีไม่เยอะหลอก หลักๆก็มีดังนี้

1. หลอกให้เราเติมน้ำยาแอร์ด้วย จะรู้ได้อย่างไร ว่าช่างแอร์ ช่างซ่อมแอร์นั้น โกงหรือไม่โกง อาจแถมมากับการเรียกมาแค่ล้างแอร์แต่กลับมีโปรโมชั่นเติมน้ำยาแอร์แถมมาด้วย นั่นสิ ควรทำอย่างไรดี จากความรู้ทั่วไปแล้วเนี่ย โดยปกติแอร์บ้านที่เราๆใช้กันอยู่เนี่ย แทบจะไม่มีทางรั่วของน้ำยาแอร์เลย และเป็นน้ำยาแอร์ระบบปิด เวลาช่างแอร์มาล้างแอร์ต้องแอบคอยดูด้วยว่า เขาแอบเปิดน้ำยาแอร์เราทิ้งหรือเปล่า ถ้าน้ำยาแอร์หมด ก็คือหลังจากล้างแอร์แล้ว แอร์ไม่เย็นเหมือนเดิมนั่นเอง ช่างบางคนอาจแถมให้เติมน้ำยาแอร์ โดยคิดราคาตามมาตรฐาน ไม่ถูกไม่แพง แต่โดยปกติแล้ว น้ำยาแอร์นั้นไม่ได้หมดง่ายๆนะครับ บางบ้าน 10 ปีขึ้นไปยังเย็นอยู่เลย (ในกรณีไม่มีการรั่วของอะไหล่แอร์) เพราะฉะนั้นควรใช้วิจารณญาณและสังเกตุเสมอว่า ก่อนล้างแอร์ และหลังล้างแอร์นั้น มันเย็นต่างกันหรือไม่

2.สามารถเสกให้แอร์เสียได้แบบทันตา จะรู้ได้อย่างไร ว่าช่างแอร์ ช่างซ่อมแอร์นั้น โกงหรือไม่โกง ช่างแอร์บางคนแค่ทำเป็นเช็คแอร์ ขยับโน่นขยับนี่ แล้วบอกได้เลยว่า แอร์เสีย อะไหล่แอร์พัง สายไฟขาด ฯลฯ คล้ายๆกับการเราเอารถไปแค่จะปะยาง แต่ดันบอกว่ายาวโดนจะปูตำ คัดเตอร์กรีดต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ ยังไงยังงั้น วิธีการนี้แก้ง่ายมากๆ เพียงแค่เวลาช่างแอร์ดำเนินงาน ให้ท่านเฝ้าเลยครับ หรือคอยถามว่านี่เป็นยังไง นั่นเป็นยังไง ทำแบบนี้เขาไม่กล้าแอบเนียนหน้าด้านโกงแน่นอนครับ

3. ของมือสอง หาว่ามือหนึ่ง จะรู้ได้อย่างไร ว่าช่างแอร์ ช่างซ่อมแอร์นั้น โกงหรือไม่โกง ช่างแอร์บางคนเวลาซื้อแอร์ หรือซ่อมแอร์นั้น หัวหมอมากๆ เอาของมือสองมาเปลี่ยนให้ เอาแอร์มือสอง ทำความสะอาดสวยๆมาติดตั้งให้ แล้วทำเนียนคิดราคาเต็มแบบมือหนึ่ง การกระทำบบนี้ถือว่าแย่เอามากๆ หากเป็นการติดตั้งแอร์นั้น จะสามารถสังเกตุง่ายๆเลยแอร์ต้องไม่มีรอยข่วน ประกันต้องมีวันเริ่มต้นรับประกันใกล้วันที่ติดตั้งน้อยที่สุด และกล่องแอร์ต้องไม่มีรอยแกะก่อนจะมาถึงบ้าน ส่วนในกรณีซ่อมแอร์ มีการเปลี่ยนอะไหล่แอร์นั้น สังเกตุค่อนข้างยาก จะใช้ได้เฉพาะกับอะไหล่แอร์ที่มีกล่องเท่านั้น ให้สังเกตุหมายเลขของอะไหล่หรือชิ้นส่วน หากตรงกับข้างกล่องแปลว่าไม่ใช่ของมือสอง แต่หากไม่ตรง แบบนี้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามือสอง

4. เรียกมาล้างแอร์จ่ายราคาเต็ม แต่ล้างไม่หมด จะรู้ได้อย่างไร ว่าช่างแอร์ ช่างซ่อมแอร์นั้น โกงหรือไม่โกง ช่างบางคนขี้เกียจแค่เอาน้ำฉีดๆไล่ฝุ่นออกไป วิธีแบบนี้ไม่ถูกต้อง ซึ่งตามหลักการล้างแอร์ที่ถูกต้องนั้น ต้องถอดชิ้นส่วนแอร์มาล้างทั้งหมด เช่นแผงคอล์ยเย็น หน้ากากแอร์ แผ่นกรองอากาศ แผงคอล์ยร้อน ฯลฯ เวลาเขาล้างก็อย่าลืมเฝ้าสังเกตุดูด้วยหละ เพราะการล้างแอร์หากไม่คิดว่าเสียเวลาแล้ว มันทำได้ไม่ยากเลย

5. ติดตั้งของแถมไม่ครบ หรือช๊าตเงินเพิ่มจากการติดตั้ง จะรู้ได้อย่างไร ว่าช่างแอร์ ช่างซ่อมแอร์นั้น โกงหรือไม่โกง แบบนี้ต้องพิจารณาก่อน ว่ามีเหตุสมควรจริงๆหรือไม่ หรือว่าช่างแอร์หาเรื่องอยากให้เราเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น โดยทั่วไป การติดตั้งแอร์นั้น ทางร้านจะแถมขาแขวนแอร์ น้ำยาแอร์ สายไฟ ขารองคอลย์ร้อน ขาแขวน ท่อน้ำ ฯลฯ มาหมดแล้ว เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย แต่ก็มีเป็นกรณีๆไป เช่น ท่านติดตั้งคอล์ยร้อนห่างไกลจากคอล์ยเย็นเกินไป หรือตำแหน่งแอร์ที่ติดตั้งนั้นต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม อาจทำให้ต้องเสียค่าอะไหล่เพิ่ม แต่ในกรณีของช่างแอร์แอบเนียนคิดเงินนั้นจะมาในรูปแบบของ ติดตั้งของแถมแล้วดันคิดค่าของแถมอีก เฮ้ออเอาเข้าไป

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%87/

9
1.ไม่ติดตั้งแอร์บนอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ย้ำว่า ทุกชนิด!! เพราะว่าเวลาแอร์ทำความเย็น บางทีจะเกิดปัญหาแอร์น้ำหยดโดยคาดไม่ถึง จะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายได้ ที่สำคัญ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟดูดกับผู้ใช้งานได้ อันตรายมาก

2.ไม่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศบนประตู พยายามหลีกเลี่ยงการติดบนประตู เพราะว่าหากมีการเปิด – ปิด ประตูเวลาเราเข้าออกห้องนอนนั้น จะทำให้อากาศเย็นภายในห้องหายไปลบฮวบ เครื่องปรับอากาศจะทำงานหนักขึ้น ยิ่งเปิดประตูบ่อย แอร์อาจไม่เย็นก็เป็นได้

3.ทิศทางลมไม่ควรเป่าลงเตียงแบบตรงๆ และไม่ควรติดตั้งแอร์ในด้านหัวเตียง และปลายเตียง เพราะอากาศที่เป่าออกจากแอร์นั้นโดยปกติแล้วจะมีความชื้น และหากไม่มีการล้างแอร์มานาน จะมีเชื้อโรค หรือแบคทีเรียถูกเป่าออกมา แล้วหากติดตั้งในตำแหน่งเหล่านี้ แอร์จะปะทะร่างกายโดยตรง แม้จะรู้สึกเย็นสบายแต่ในขณะเรานอนหลับ ร่างกายเราจะหนาวเกิน เพราะร่างกายไม่ได้ใช้งานหนักเหมือนตอนตื่น ทำให้ร่างกายเสียสมดุล เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพของหลายๆคน เพราะฉะนั้น ควรจะติดตั้งแอร์ให้เป่าลมทางขวาง หรือเป่าค่อนไปทางปลายเท้าจะดีที่สุด

4.ติดตั้งแอร์นอกจากจะดูทิศทางลมแล้ว ควรดูความสะดวกในการดูแลรักษาด้วย เนื่องจากเราจำเป็นต้องมีการล้างแอร์ ซ่อมแอร์(หากแอร์ขัดข้อง) ในบางเวลา ควรจะติดตั้งในที่ที่สามารถทำานได้สะดวก และดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศได้ง่ายขึ้น

5.หากมีห้องน้ำในห้องนอน ควรใช้ประตูที่ปิดมิดชิด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ประตูแบบบานเกล็ด เพราะจะทำให้อากาศเย็นรั่วไปในห้องน้ำ ทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น

การติดตั้งเครื่องปรับอากาศในห้องนอนนั้นจำเป็นมากที่จะต้องเลือกทิศทางให้ดี เพราะหากติดโดยไม่ได้คิดคำนึงไว้ก่อนแล้ว อาจทำให้ลูกค้าหลายๆท่าน ต้องเสียเงินเพิ่มในการเรียกช่างแอร์มาย้ายแอร์ ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น คิดสักนิดก่อนจะติดตั้งนะค่ะ

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5/

10
การติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ถูกวิธี

1. ตำแหน่งของแฟนคอยล์ยูนิต(เครื่องแอร์) กับ คอนเดนซิ่งยูนิต (พัดลมระบายอากาศ) จะต้องติดตั้งให้ใกล้กันมากที่สุด เพราะเหตุผลคือ เครื่องปรับอากาศจะทำงานเบาขึ้น เนื่องจากการส่งสารทำความเย็นไปในท่อแอร์จะทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังประหยัดค่าเดินท่อแอร์ และประหยัดค่าหุ้มท่อแอร์ได้อีกด้วย ยังไม่พอเพียงเท่านี้ หากยิ่งระยะทางสั้นเท่าไหร่ จะทำให้ช่างแอร์เช็คและตรวจสอบรอยรั่วของน้ำยาแอร์ได้ง่ายอีกด้วย

2. ควรหุ้มฉนวนท่อส่งสารทำความเย็นให้มีความหนา ใกล้เคียง 1/2 นิ้ว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำยาแอร์ หรือสารทำความเย็นนั้นมีการแลกเปลี่ยนอุณภูมิ หรือส่งผ่านอุณหภูมิกับอากาศภายนอกมากนัก

3. ตำแหน่งติดตั้งคอล์ยร้อน หรือคอนเดนซิ่งยูนิต (ตัวเครื่องระบายอากาศ) จะต้องอยู่ในที่ร่ม และไม่ถูกแสงแดดโดยตรง โดยรอบข้างจะต้องเป็นระบบเปิด ถ่ายเทอากาศได้สะดวก ไม่อยู่ในมุมอับ และเหลือพื้นที่ว่างรอบตัวเครื่องให้พอเหมาะ เพื่อการล้างแอร์ และซ่อมแอร์ในอนาคต ศึกษาได้จาก การวางตำแหน่งแอร์ที่เหมาะสม วิธีติดตั้งเครื่องปรับอากาศ อย่างให้ประหยัดไฟ สำหรับช่างแอร์ นอกจากนั้น การวางตำแหน่งคอนเดนซิ่งยูนิต ควรติดตั้งในทิศทางเดียวกับที่ลมพัดผ่าน (ในกรณีมีลมแรง) จะต้องหันทิศทางพัดลมระบายอากาศไปในทิศเดียวกับกระแสลม ห้ามย้อนเด็ดขาด เพราะหากย้อนทิศทางลมจะทำให้แอร์ระบายความร้อนได้ลำบากกว่าเดิม

4. หากมีการติดตั้งแอร์แบบติดหน้าต่าง ต้องระวังลมร้อนไม่ให้เป่าหากันเอง ช่างแอร์จะต้องคำนึงถึงลมร้อนที่เป่าออกจากเครื่องแอร์ ให้เป่าไปในทิศทางโล่ง โดยไม่ให้เป่าลมร้อนหาเครื่องแอร์ด้วยกันเองเป็นอันขาด และตามข้อ 4 ก็ต้องไม่ย้อนทางลมตามธรรมชาติด้วย

5. ตำแหน่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศ หรือแฟนคอยล์ยูนิต จะต้องเลือกติดตั้งในตำแหน่งที่สามารถทำให้ลมเย็นจากแอร์ กระจายได้ทั่วห้องที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้แอร์ทำงานแบบคุ้มค่าแล้ว ยังเป็นการช่วยลดความร้อนภายในห้องได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ประหยัดไฟในระยะยาว วิธีติดตั้งเครื่องปรับอากาศ อย่างให้ประหยัดไฟ สำหรับช่างแอร์

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9f-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/

11
บทความที่แล้วนั้น ได้นำเสนอ วิธีการ ล้างแอร์ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้น้ำ ไปแล้ว ซึ่งเป็นการล้างคอยล์เย็น หรือตัวเครื่องปรับอากาศในห้อง ซึ่งในคราวนี้ จะพูดถึง การล้างคอยล์ร้อน ที่ใครๆก็ไม่กล้าล้าง เพราะกลัวอันตราย และกลัวจะไปทำให้อุปกรณ์ภายในเสียหาย แต่ไม่ต้องกลัว เพราะเรามีภาพประกอบ เหมือนเดิม ขอบคุณข้อมูลดีๆจา Pantip.com พร้อมรูปภาพประกอบทั้งหมดเป็นอย่างสูง

เริ่มล้างคอยล์ร้อนกันเลยดีกว่า

อุปกรณ์ที่ใช้
-ไขควง 4 แฉก 1 ตัว
-ถุงพลาสติกใบใหญ่ สำหรับคลุมแผงวงจรไฟฟ้า 1 ใบ

ขั้นตอน
1. ยกเบรคเกอร์ตัดไฟเข้าแอร์ก่อน





2. เอาไขควงถอดน็อตฝาครอบคอล์ยร้อน 3 ตัวดังรูป น็อตอีก 2 ตัว จะอยู่ที่อีก 2 ด้านที่เหลือ



3. เปิดฝาครอบคอล์ยร้อนออก จะเจอไส้ในอย่างนี้ จะเห็นท่อ PVC สีเทาที่ต่อน้ำทิ้งแอร์มาหยดใส่คอล์นร้อน

4. เริ่มทำการล้างคอยล์ร้อนตามรูปด้านล่างได้เลย


กะละมังใต้คอล์ยร้อนนั่น ไว้รองน้ำทิ้งจากแอร์ที่หลังจาก หยดใส่แผงระบายความร้อนแล้วจะตกลงไปที่กาละมัง



สภาพแผงระบายความร้อนอีกด้านหนึง



ด้านในแผงระบายความร้อน ก่อนล้าง



แสดงแผงวงจรสำคัญของระบบ Inverter ที่แปลงไฟกระแสสลับ เป็นไฟตรง แผงนี้ต้องกันไม่ให้โดนน้ำ ต้องป้องกันน้ำกระเด็นใส่


ที่เห็นเป็นครีบๆนั่นเป็นแผงระบายความร้อนของวงจรแปลงไฟสลับ เป็นไฟตรง อย่าให้น้ำโดนจะดีมาก



เอาถุงพลาสติกคลุมซะ


ฉีดจากด้านในไปด้านนอก ไม่ต้องใช้น้ำที่แรงมากนัก ปรับน้ำให้เป็นเส็นๆแรงๆ ฉีดให้ทั่วๆ



ฉีดแผงด้านนอก เวลาฉีดให้พยายาม ฉีดในแนวดิ่ง เอียงนิดๆเพื่อให้น้ำชะล้างฝุ่นจากบนลงล่าง ฝุ่นจะไม่เข้าไปด้านในของแผง



ฉีดจากบนลงล่าง เฉียงๆ



ได้แผงระบายความร้อนเอี่ยมๆแบบนี้ จะได้ระบายความร้อนออกได้ดี แอร์เย็นๆ กินไฟน้อย สะอาดเอี่ยม

5. เสร็จแล้วก็ ใส่ฝาครอบคืน ขันน็อต 3 ตัวเข้าที่ ไปยกเบรคเกอร์ต่อไฟเข้าแอร์ แล้วเปิดลองได้เลย รับรองแอร์เย็นเร็ว ประหยัดไฟแน่ ทั้งหมดนี้ 10 นาทีไม่เกิน คุณผู้หญิงก็ทำได้ ล้างบ่อยๆยิ่งดีแอร์จะไม่กินไฟ ล้างแอร์ด้วยตัวเอง ล้างคอยล์ร้อน อย่างรวดเร็ว ภายใน 10 นาที สำหรับคนที่จะติดตั้งแอร์ใหม่ แนะนำให้ติดคอล์ยร้อนในตำแหน่งที่บำรุงรักษาได้ง่าย อย่างในรูป คุณจะได้ล้างได้บ่อยๆ อย่าติดในตำแหน่งสูงๆ หรือที่ต้องเสี่ยงตายเวลาทำงาน เพราะมันล้างยาก


ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99-10-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5/

12
แอร์รถยนต์ จำเป็นต้องใช้งานตลอดเวลาที่เราขับรถ ยิ่งประเทศไทยด้วยแล้วนั้น เรียกได้ว่า แทบไม่มีใครเปิดหน้าต่างขับรถกันเลยทีเดียว เนื่องจากรถเคลื่อนที่ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดเชื้อโรค ฝุ่นละออง แบคทีเรีย เชื้อราสะสมอยู่จำนวนมาก และหลายๆคน ไม่เคยแม้แต่ละนำตู้แอร์รถยนต์ไปล้างเลยซักครั้ง

ความจริงแล้ว ฝุ่นละอองจากภายนอก จะเข้ามาในระบบแอร์ทุกครั้ง เนื่องจากรถเคลื่อนที่ตลอดเวลา จึงเกิดการสะสมภายในตู้แอร์ และสะสมภายในร่างกายของคนขับ และผู้โดยสารด้วย และเนื่องจากรถมีพื้นที่แคบ ไม่เหมือนห้อง ทำให้เราสูดเอาฝุ่นละอองเข้าไปเต็มที่ อันเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ตามมา

นอกจากฝุ่นแล้ว ยังมีเรื่องของสัตว์ ที่พบได้ประจำ ทั้งมด หนู แมลงสาบ ที่ตายอยู่ในช่องแอร์ภายในรภ ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้เลย ซึ่งหากเกิดการเน่าเปื่อย จะเกิดเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย กระจายไปตามอากาศ เปิดโรคแปลกๆทางปอดอีกมากมาย

เครื่องฟอกอากาศมีเฉพาะในรถบางรุ่นเท่านั้น และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะระยะการส่งลมภายในรถ มีสิ่งกีดขวางมากมาย ดังนั้น การล้างแอร์ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ แต่เนื่องจากเป็นแอร์รถ ทำให้เราไม่สามารถล้างได้ด้วยตนเอง จึงต้องใช้บริการศูนย์บริการใกล้บ้าน การล้างแอร์รถยนต์ ต้องนำตู้แอร์มาล้างด้วยน้ำร้อน และใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคมากมาย ดังนั้นควรล้างแอร์รถยนต์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อสุขภาพลมหายใจที่ดีของผู้ขับ และผู้โดยสาร

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/

13
ความชืนกับเครื่องปรับอากาศ เป็นของที่ไม่ถูกกันเอามากๆ และในปัจจุบัน ห้องนอนสมัยใหม่ มักมีห้องน้ำอยู่ภายในห้องนอน เพื่อความสะดวกสบายภายใน และยิ่งไปกว่านั้น แถวรอบนอนที่ไม่ใช่กรุงเทพ จะมีเครื่องทำน้ำอุ่นติดตั้งภายในห้องน้ำอีกด้วย นั่นเป็นตัวการหลักในการปล่อยไอน้ำเลย

ความสะดวกสบายแล้ว ตามมาด้วยความสวยงาม กับประตูบานเกล็ดที่ติดตั้งตามประตูห้องน้ำ (อาจจะมีไว้ระบายอากาศ และเพื่อความสวยงาม) จึงทำให้ อากาศจากภายในห้องน้ำ สามารถเล็ดลอดออกมาข้างนอกได้ ซึ่งในห้องน้ำนั้น จะมีความชื้นสะสมอยู่ตลอดเวลา เป็นปริมาณมากโดยเฉพาะเวลาอาบน้ำอุ่ย (สังเกตจากฝ้าที่มาเกาะกระจกได้)



ซึ่งหน้าที่หลักของแอร์ นอกจากจะทำความเย็นแล้ว แอร์ยังจะต้องควบคุมความชื้นภายในห้อง ไม่ให้มีความชื้นมากเกินไป หรือทำให้อากาศภายในห้องนั้นแห้งพอดี แต่การมีห้องน้ำ และประตูบานเกล็ดนั้น จะทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น เนื่องจากต้องทำการสลายความชื้นในอากาศที่มีปริมาณไม่จำกัดจากห้องน้ำ การติดแอร์ ในห้องนอน ที่มีห้องน้ำในตัว ระวังแอร์จะทำงานหนัก

หากไม่อยากจ่ายค่าไฟเกินความจำเป็นในการใช้งานเครื่องปรับอากาศ ควรจะใช้ประตูห้องน้ำแบบทึบ ยกเลิกการใช้ประตูบานเกล็ด หรือหากไม่อยากเปรืองงบประมาณเพิ่มเติม หากติดตั้งประจูบานเกล็ดอยู่แล้ว ควรหาภาพ หรือโฟสเตอร์อะไรก็ได้ ที่เป็นพลาสติกไปปิดทับประตูบานเกล็ดด้านนอกห้องน้ำเสีย และหาทางระบายอากาศภายในห้องน้ำจากช่องทางอื่นๆแทน


ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81/

14
หลายท่านคิดว่าการเปิดแอร์อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมให้เปรืองไฟมากขึ้นก็ยังสบาย ยังเย็นเหมือนเดิม อันนั้นก็จริงครับ แต่ว่า มีวิธีการประหยัดไฟ โดยการเปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์ได้จริงๆ ดังนี้

1. พัดลมมีหน้าที่นำพาความชื้นออกจากตัวเราได้เร็วมาก เวลาท่านร้อนๆ แล้วอยู่ที่อากาศถ่ายเท ลมพัดแรงๆ จะรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเย็นขึ้น เหงื่อระเหยเร็วกว่าปกติ นั่นคือสาเหตุที่ต้องเปิดพัดลมพร้อมเปิดแอร์ เนื่องจากความร้อนและน้ำจากร่างกายเราระเหยออกมาตลอดเวลา ทำให้ลมจากเครื่องปรับอากาศนั้น อาจไม่เพียงพอที่จะเป่าออกไปได้ไว ดังนั้นหากเปิดพัดลม จะทำให้ผิวหนังเรารู้สึกเย็นลงเร็วกว่าเปิดแอร์

2. พัดลมช่วยกระจายลมเย็นจากแอร์ได้ไกลกว่า หากท่านห้องใหญ่ แต่แอร์ BTU ต่ำ จึงจำเป็นมากที่ต้องช่วยแอร์กระจายความเย็น โดยการเปิดพัดลมไว้ใต้แอร์ จะช่วยกระจายความเย็นได้ทั่วห้องอย่างรวดเร็ว

3. เปิดพัดลมพร้อมแอร์ ต้องเปิดให้เป็น สิ่งที่จะบอกก็คือ ทิศทางพัดลม ต้องเป็นไปในทิศทางกระจายความเย็นไปทั่วห้อง ไม่ใช่ทิศทางสวนกับลมเย็นของแอร์ ไม่งั้นแอร์จะทำงานหนัก และที่สำคัญ หลังจากเปิดพัดลมพร้อมกับเครื่องปรับอากาศแล้ว ถ้าเย็นจนพอใจ ให้ลดความเย็นแอร์ลง เพื่อที่จะได้ประหยัดไฟมากขึ้นเพราะมีพัดลมช่วยแล้ว

เปิดแอร์ 1 เครื่องเสมือนเปิดพัดลม 30-50 ตัวพร้อมกัน หากอยากให้ห้องกว้างๆเย็นสบายแบบระหยัดไฟ ควรเปิดพัดลมช่วยในการกระจายลมเย็น และเป่าเอาอากาศชื้นออกจากผิวหนังของเรา

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%86%e0%b8%99%e0%b8%b0/

15
ข้อตกลงต่าง ๆ จะต้องทำข้อตกลงกับผู้ขายให้ชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้คือ ราคาที่ซื้อขายกันรวมอะไรบ้าง เช่น
-การบริการและการรับประกัน
-การติดตั้ง (รวมอะไรบ้าง รวมขารับเครื่อง การเดินท่อน้ำทิ้ง เดินระบบไฟฟ้าหรือไม่) [/li][/list]


เนื่องจากเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กที่ใช้กันอยู่ตามบ้านเรือน หรือ อาคารพาณิชย์นั้น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีราคาสูงพอสมควรทีเดียว รวมทั้งยังกินกระแสไฟฟ้าสูงยิ่งกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ในแง่ของค่าใช้จ่ายแล้ว เครื่องปรับอากาศจึงมีทั้งต้นทุนในการลงทุนซื้อ และค่าใช้จ่ายประจำเดือนที่ค่อนข้างสูง และดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ในวงการขายเครื่องปรับอากาศเดี๋ยวนี้มีการแข่งขันหลายรูปแบบ และแข่งกันอย่างเข้มข้น ไม่แพ้ยุทธจักรการแข่งขันของสินค้าประเภทอื่น ๆ ประกอบกับเครื่องปรับอากาศเองก็ยังเป็นสินค้าที่มีเทคนิคต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นโอกาสที่ผู้ซื้ออาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือถูกหลอกจากผู้ขายเครื่องปรับอากาศจึงเป็นไปได้มาก มีทั้งราคาขายและราคาคุย จนผู้ซื้อสับสน ไม่รู้จะซื้อเครื่องปรับอากาศยี่ห้อไหน หรือซื้อจากใครดี ข้อตกลงระหว่างลูกค้า และผู้ขายแอร์ที่ต้องคำนึง

การโฆษณา และการส่งเสริมการขายเครื่องปรับอากาศ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ย่อมมีผลทำให้ประชาชนคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป เกิดความประทับใจต่อเครื่องปรับอากาศยี่ห้อนั้น ๆ ในแง่มุมต่าง ๆ กันออกไป และย่อมมีผลต่อพฤติกรรมในการซื้อ แต่ในเมื่อเครื่องปรับอากาศมิใช่สินค้าบริโภคเช่น สบู่ ยาสีฟัน หรือผงซักฟอก แต่ยังมีเรื่องทางด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องอยู่กับสินค้าประเภทนี้ จึงขอเสนอแนะแง่คิดต่าง ๆ เพื่อให้ท่านสามารถเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กได้อย่างถูกต้อง

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b8%87/

หน้า: [1] 2 3 ... 29