แสดงกระทู้ - Master
- +



ของในห้องแจกของแจกฟรีทุกชิ้น

^ประกาศ pordoo.com คือเว็บสำหรับแจกสิ่งของ สมาชิกสะสมพอยท์ภายในเว็บเพื่อนำไปแลกของรางวัลที่ต้องการ
พอยท์ได้มาจากไหนบ้าง?
1.สมัครสมาชิกรับ 100 พอยท์
2.กดรับจากAdmin สัปดาห์ละ 100 พอยท์
3.สมาชิกคนอื่นกดให้พอยท์ (กดที่กล่องของขวัญ)
แจก 2,000 พอยท์ทุกสัปดาห์ รอบ15 คลิ้กเลย

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Master

หน้า: [1] 2 3 ... 29
1
บทความ / เทคนิคการใช้ Line
« เมื่อ: 28 ตุลาคม 2018, 11:43:49 »
- การใช้ LINE@ จะทำให้เรามีลิงค์ add friend ไปแปะไว้ในที่ต่างๆ  หรือจะ copy เป็น code (button url code) ก็ได้  โดยเข้าไปที่ Tell a friend > add friend button

2
ส้วมตันทำอย่างไร? อย่าเพิ่งตกใจไป! วิธีแก้ท่อตันสามารถแก้ได้ด้วยตัวคุณเองเพียงคุณมีอุปกรณ์และวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแต่ต้องทำอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย !

สิ่งอุดตันในท่อระบายน้ำที่ไม่สามารถระบายออกไปได้และยังทำให้เกิดกลิ่นเหม็น วิธีทำความสะอาดท่อระบายน้ำในห้องน้ำนั้นมีหลายวิธี ดังนี้

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างท่อ ทุกครั้งที่ใช้งานควรทำตามขั้นตอนตามที่ฉลากกำหนดและใส่ถุงมือยางขณะใช้งานเพื่อป้องกันน้ำยากัดมือ และเปิดให้ห้องน้ำมีการระบายอากาศถ่ายเทได้ดี

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยอุปกรณ์ คุณอาจจะลองใช้อุปกรณ์เพื่อดึงสิ่งอุดตันภายในท่อด้วยลวดตะขอหรืออุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดท่อโดยเฉพาะ
 
  • ทำปลายลวดให้โค้งงอเป็นรูปตะขอเพื่อสามารถเกี่ยวเศษผมภายในท่อ
  • ใส่ถุงมือยาง และเตรียมถุงพลาสติกไว้ให้พร้อมสำหรับใส่เศษขยะ
  • หมุนน็อตออกมาก่อน (ถ้ามี) และเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
  • ค่อยๆหย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่ออย่างช้าๆ โดยค่อยๆหมุนไปทีละนิดๆ
  • ค่อยๆดึงตะขอขึ้นมาพร้อมกับเศษผมที่จะถูกดึงติดขึ้นมาด้วยอย่างช้าๆ และเก็บขยะใส่   ถุงพลาสติกที่เตรียมไว้
  • ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเศษผมจะหมด
สุดท้ายให้ทำตามขั้นตอนด้านล่างด้วยการใช้เบคกิ้งโซดา และน้ำส้มสายชู โดยคุณต้องเตรียมเบคกิ้งโซดา น้ำส้มสายชู เศษผ้าและน้ำร้อนเพื่อทำความสะอาดและเพื่อให้วิธีนี้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรจะทำในช่วงที่ไม่มีการใช้งานห้องน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
 
  • ใส่เบคกิ้งโซดาครึ่งถ้วยตวงลงไปในท่อระบายน้ำ
  • ใส่น้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยตามลงไปทันที
  • ใช้เศษผ้าอุดรูท่อไว้ เมื่อเบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำส้มสายชู จะเกิดเสียงฟู่ และสามารถทำให้สิ่งอุดตันหลุดออกไปได้
  • ทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที ไปจนถึง 2-3 ชั่วโมง
  • ใส่น้ำร้อนที่เตรียมไว้ลงไปในท่อ เพื่อกำจัดเศษสิ่งอุดตันออกไป
  • สามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆจนกว่าจะสะอาด
ข้อควรระวังคือ อย่าให้น้ำร้อนหรือเบคกิ้งโซดากระเด็นมาโดนตัว แนะนำให้ใส่ถุงมือยาง และแว่นตา เพื่อป้องกัน และใส่เสื้อผ้าที่สามารถเลอะได้

แต่หากยังไม่สามารถแก้อาการท่อตันได้ ติดต่อช่างได้เลย ที่นี่!


ที่มา https://www.cleanipedia.com/in
https://www.helpdee.com/blog/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/

3
ขออธิบายหลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในบ้านพักอาศัย และอาคารสำนักงานขนาดเล็ก ซึ่งก็คือ ระบบอากาศทั้งหมด (All-air system)

หลักการทำงานของแอร์นั้นง่ายๆ หากจะลองจินตนาการเป็นภาพหละก็ ประมาณว่า เรานำแอลกอฮอล์มาทาที่แขน หรือทาที่มือ(คล้ายๆเจลล้างมือ) พอซักพักแอลกอฮอจะระเหยไปในอากาศ ซึ่งขณะที่มันระเหยนั้น มันจะดูดซับความร้อนบริเวณผิวหนังของเราออกไปด้วย ทำให้เรารู้สึกเย็น พร้อมทั้งเปลี่ยนสถานะจากแอลกอฮอเหลว กลายเป็นไอ ซึ่งหลักการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศก็คล้ายๆกัน

แต่ก่อนที่เราจะเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เราควรทราบก่อนว่าส่วนประกอบที่สำคัญของระบบการทำการความเย็น (Refrigeration Cycle) มีอะไรบ้าง ซึ่งกระบวนการทำความเย็นนั้นมีองค์ประกอบหลักๆอยู่ (หัวใจหลัก) 4 ส่วนได้แก่
1.คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสารทำความเย็น หรือน้ำยา (Refrigerant) ในระบบ โดยทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิ และความดันสูงขึ้น
2.คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น
3.คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น
4.อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็น โดยทั่วไปจะใช้เป็น แค็ปพิลลารี่ทิ้วบ์ (Capillary tube) หรือ เอ็กสแปนชั่นวาล์ว (Expansion Valve)


 ระบบการทำความเย็นที่เรากำลังกล่าวถึงคือระบบอัดไอ (Vapor-Compression Cycle) ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆคือ การทำให้สารทำความเย็น (น้ำยา) ไหลวนไปตามระบบ โดยผ่านส่วนประกอบหลักทั้ง 4 อย่างต่อเนื่องเป็น วัฏจักรการทำความเย็น (Refrigeration Cycle) โดยมีกระบวนการดังนี้

1.เริ่มต้นโดยคอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยา แล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน

2.น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่)
จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน

3.น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)

4.จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้องลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป


หลังจากที่เรารู้การทำงานของวัฏจักรการทำความเย็นแล้วก็พอจะสรุปง่ายๆได้ดังนี้

1.สารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูดเอาความร้อนภายในห้อง (Indoor) ออกมานอกห้อง (Outdoor) จากนั้นน้ำยาจะถูกทำให้เย็นอีกครั้งแล้วส่งกลับเข้าห้องเพื่อดูดซับความร้อนอีก โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดการทำงานของคอมเพรสเซอร์

2.คอมเพรสเซอร์ เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวในระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านส่วนประกอบหลัก คือคอยล์ร้อน อุปกรณ์ลดความดัน และคอยล์เย็น โดยจะเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงเกินอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ และจะหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ ดังนั้นคอมเพรสเซอร์จะเริ่ม และหยุดทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิห้องให้สม่ำเสมอตามที่เราต้องการ

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8/

4
ถังความดันที่ใช้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทำความเย็น ได้แก่ ถังบรรจุสารทำความเย็น ถังแก๊สออกซิเจนสำหรับใช้ในงานเชื่อม ถังแก๊สไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับงานตรวจสอบรอยรั่ว หรือทำความสะอาดระบบ หรือใช้ช่วยป้องกันการเกิดออกไซด์ขณะทำการเชื่อม เป็นต้น ถังความดันต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องนำไปใช้งานอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย ซึ่งมีข้อแนะนำต่าง ๆ ดังนี้ ข้อควรระวัง อันตราย ที่เกิดจากถังความดัน ของการบรรจุน้ำยาแอร์

1. ห้ามบรรจุสารทำความเย็นเข้าในถังเกินกว่า 80% ของปริมาตรถัง เนื่องจากเมื่อได้รับความร้อนสารทำความเย็นจะขยายตัว จึงต้องมีที่ว่างเพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว ถ้าบรรจุสารทำความเย็นจนเต็มถังเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สารทำความเย็นจะขยายตัวเกิดความดันภายในสูงขึ้นสามารถทำให้ถังระเบิดเกิดอันตรายได้

2. ถังบรรจุสารทำความเย็นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ผลิตมาสำหรับการใช้งานเพียงครั้งเดียวไม่สามารถนำกลับมาเติมสารทำความเย็นในงานใหม่ ถังประเภทนี้จะเขียนบอกไว้ที่ถังว่า nonrefillable หรือ disposable ไม่ควรนำถังประเภทนี้มาใช้ถ่ายสารทำความเย็นเพื่อใช้งานใหม่เมื่อใช้สารทำความเย็นหมดให้ปิดวาล์วที่ถังทิ้งไว้เพื่อระบายแก๊สที่ค้างอยู่ภายในถังทิ้งให้หมด ก่อนนำไปทำลายทิ้ง และถังประเภทที่สามารถนำกลับไปบรรจุสารทำความเย็นเพื่อใช้งานใหม่ (refillable) ซึ่งเป็นถังที่มีโครงสร้างแข็งแรง ใช้โลหะที่มีความหนามากกว่า เมื่อใช้หมดแล้วสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้งานใหม่ได้

3. อย่าตั้งถังบรรจุสารทำความเย็นไว้กลางแดดหรือในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 125oF (52oC) เพราะอุณหภูมิที่สูงขั้นจะทำให้เกิดความดันภายในถังสูงมากขึ้นจนตัวถังระเบิดได้

4. ขณะบรรจุสารทำความเย็นเข้าในระบบในสถานะที่เป็นแก๊ส อุณหภูมิและความดันภายในถังจะลดต่ำลง ให้แก้ไขโดยการแช่ถังในอ่างน้ำอุ่นอุณหภูมิไม่เกิน 90oF (32oC) ห้ามใช้เปลวไฟจากหัวเชื่อมแก๊สในการเพิ่มความดันภายในถัง

5. ถังบรรจุสารทำความเย็นปกติจะติดตั้งลิ้นระบายความดัน (relief valve) ไว้ที่ด้านบนของถังเพื่อระบายความดันที่เพิ่มขึ้น ปกติจะตั้งไว้ให้ทำงานที่ความดันประมาณ 400 ปอนด์/ตารางนิ้ว นอกจากนี้ยังมีปลั๊กหลอมละลาย (fusible piug) ซึ่งจะละลายเพื่อระบายสารทำความเย็นออกจากถัง กรณีที่ถังมีอุณหภูมิสูงเกิดซึ่งอาจจะทำให้ถังระเบิด

6. ถังบรรจุไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งใช้สำหรับการตรวจรอยรั่ว หรือใช้เป่าทำความสะอาดภายในระบบ ถูกบรรจุด้วยความดันสูงมากประมาณ 2,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว ในการติดตั้งถังเพื่อใช้งานหรือเมื่อต้องการเคลื่อนย้ายถัง จะต้องมีโซ่เหล็กรัดถังให้แน่น และมีฝาครอบวาล์ว (protective cap) เพื่อป้องกันการกระแทกตัววาล์ว เพราะถ้าถังล้มและวาล์วถูกกระแทกเสียหาย แก๊สความดันสูงจะพุ่งออกจากถังเกิดแรงผลักให้ถังพุ่งชนเกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ในการปล่อยแก๊สไปใช้งาน จะต้องต่อผ่านวาล์วควบคุมความดัน (pressure regulator) เสมอ เพื่อควบคุมความดันเข้าในระบบไม่เกิน 150 ปอนด์/ตารางนิ้ว และให้รีบปิดวาล์วควบคุมที่ถังทันทีเมื่อได้ความดันตามต้องการแล้ว เพื่อป้องกันอันตรายจากวาล์วควบคุมรั่ว ทำให้ความดันสูงในถังจะเข้าไปในระบบ ท่อสารทำความเย็นหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบทำความเย็น โดยเฉพาะคอมเพรสเวอร์จะไม่สามารถรับความดันสูงที่เกิดขึ้นจึงอาจเกิดการระเบิดได้

7. กรณีที่ใช้ออกซิเจน สายหรือท่อแก๊สที่ใช่จะต้องสะอาดปราศจากน้ำมันหรือวัสดุที่เป็นไข เพื่อป้องกันการระเบิดเนื่องจากการติดไฟ เพราะออกซิเจนเป็นแก๊สที่ช่วยให้ไฟติด จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และห้ามใช้ออกซิเจนอัดแทนไนโตรเจนสำหรับทดสอบรอยรั่วโดยเด็ดขาด

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/

5
แอร์รถยนต์ หรือระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์ คืออุปกรณ์ที่ใช้สูบความร้อนภายในห้องโดยสารรถ แล้วนำความร้อนมาคายทิ้งภายนอก เป็นกรรมวิธีสูบและคายความร้อนที่จำเป็นต้องอาศัยชิ้นส่วนหลายชิ้น

เริ่มจากเมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานก็จะดูดน้ำยาแอร์ที่มีสภาพเป็นก๊าซเข้ามาอัดความดันและอุณหภูมิให้สูงขึ้น จากนั้นส่งไปตามท่อทางออกของคอมเพรสเซอร์เข้าสู่คอยล์ร้อนซึ่งจะทำหน้าที่ระบายความร้อนของก๊าซเหล่านี้ออกไปตามครีบระบายความร้อน จนกระทั่งก๊าซกลายเป็นของเหลวที่มีความดันสูงไหลออกจากคอยล์ร้อนผ่านท่อทางออกไปเข้าสู่ถังพักน้ำยาแอร์ เพื่อกรองสิ่งแปลกปลอม และดูดความชื้นไปด้วยชั่วขณะที่ว่านี้น้ำยาแอร์มีสภาพเป็นของเหลวและความดันสูง ไหลออกจากถังพักน้ำยาแอร์ไปตามท่อเข้าสู่วาล์วปรับความดันที่จะลดความดันของน้ำยาแอร์ให้อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างมาก เพื่อป้อนเข้าสู่คอยล์เย็น เมื่อของเหลวความดันต่ำ อุณหภูมิต่ำไหลเข้าสู่คอยล์เย็นก็จะดูดซับความร้อนที่บริเวณรอบๆ ตัว พัดลมจะทำหน้าที่ดูดอากาศในห้องโดยสารผ่านแผงคอยล์เย็น ผ่านทางท่อลมจนออกไปจากช่องปรับอากาศด้านหน้าคอนโซล อากาศร้อนในห้องโดยสารจะถูกดูดซับออกไปด้วยวิธีนี้ น้ำยาแอร์จะดูดซับความร้อนวนเวียนอยู่ตามท่อทางเดินที่ขดไปมาบนแผงคอยล์เย็นจนแปรสภาพเป็นก๊าซไหลออกจากคอยล์เย็นไปตามท่อ เข้าสู่คอมเพรสเซอร์อีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นกระบวนการอัดความดันของน้ำยาแอร์รอบใหม่วนเวียนไปจนกว่าคอมเพรสเซอร์หยุดการทำงาน

อุปกรณ์สำคัญๆ ของแอร์รถยนต์
ประกอบด้วย
-คอมเพรสเซอร์
-คอยล์ร้อน
-ถังพักน้ำยา
-ตัวกรองและดูดความชื้น
-วาวล์แอร์
-คอยล์เย็น
-น้ำยาแอร์



วิธีการตรวจซ่อมและบำรุงรักษาแอร์รถยนต์

1.ทำความสะอาดภายนอกทุกส่วน เช่น ที่คอยล์ร้อนและคอยล์เย็น โดยเฉพาะบริเวณครีบระบายความร้อนและความเย็นควรสะอาด เพราะถ้าคอยล์ร้อนสกปรกจะทำไห้การระบายความร้อนไม่ดี และหากคอยล์เย็นสกปรกการระบายความเย็นมาสู่เราจะไม่สมบูรณ์

2.เช็กปริมาณน้ำยาแอร์โดยดูที่ช่องกระจกที่ตัวเก็บและดูดความชื้น (ไดเออร์) ถ้าพบว่าเป็นฟองอากาศแสดงว่าน้ำยาน้อยเกินไป ไห้ไปอัดน้ำยาเพิ่ม

3.ตรวจดูว่ามีรอยรั่วของข้อต่อต่างๆ หรือไม่ โดยใช้น้ำสบู่หรือฟองสบู่เช็ดตามข้อต่อ หากเกิดการรั่วซึมจะพบว่ามีฟองอากาศเกิดขึ้นให้ไปหาช่างแอร์เชื่อมอุดรอยรั่ว

4. ตรวจฝาครอบท่ออัดน้ำยาทั้งสองด้าน ถ้าปิดไม่สนิทจะทำไห้มีฝุ่นเกาะติด อัดน้ำยาครั้งต่อไปจะทำไห้น้ำยาแอร์สกปรกแล้วทำไห้ระบบอุดตันได้ กรณีแอร์ไม่เย็นอาจน้ำยาแอร์รั่ว หรือบริเวณท่ออุดตัน วิธีตรวจดูว่ารั่วจุดใดให้สังเกตว่าจุดต่อตัวไหนที่มีคราบน้ำมันเยิ้มเกาะอยู่แสดงว่าเกิดการรั่วซึม ให้นำน้ำสบู่มาเช็ดดูอีกครั้งว่ารั่วจริงหรือไม่ หากรั่วให้ขันข้อต่อเข้าไปให้แน่นหากยังไม่หายให้เปลี่ยนสายที่ข้อต่อนั้น


11 สาเหตุหลัก ที่แอร์ไม่เย็น คอมมีเสียงดัง และล็อค


1.ความร้อน ระบบระบายความ ร้อน คือศีตรูหมายเลข 1 ของระบบแอร์/เคื่องยนต์ และ ระบบเกียร์ออโต้ พัดลมแผง หรือ หม้อน้ำเสีย แผง เล็กเกินไประบายไม่พอ/สกปรก/ตีบ/งอ ช่องลมฮีทเตอร์รั่วเข้ามาในระบบลมภายนอกรั่วเข้ามาจากขอบประตู หรือ หน้าต่างรถ….หรือแผ่นกันลมระหว่างแผงกับหม้อน้ำ

2.น้ำยาไม่ใด้คุณภาพ มากเกิน ขาด หรือ น้ำยาผสมระหว่าง R12 กับ 134A

3.คอมเพรสเซอร์แรงอัดไม่พอ เพราะเสื้อสูบหรือลูก สูบสึกหรอตามอายุการใช้งาน
(คอมเพรสเซอร์ บางรุ่นสามารถซ่อมกลับมาให้ใช้งานเหมือนใหม่ได้ ยกเว้นคอม Rotary เช่น: Nissan/Suzuki: DKV Mazda: Panasonic/TRF Mitubishi: FX/MSC 090 Honda-Civic/Crv: TRF/ TRV/TRSA 090-105- Ford: Scroll(Jaguar S-Type)

4.ใช้น้ำมันผิดเสปค ใช้น้ำมันผิดทำให้คอมมีเสียงดัง กรีกๆ ไม่ควรใส่น้ำมันคอมเกิน เพราะทำให้ไม่เย็นเท่าที่ควรและทำ ให้คอมทำงานหนักกว่าเดิม แต่ก็ไม่ทำให้คอมแอร์พังในทันที ควรล้างระบบใหม่ และเติมน้ำมันให้พอดี (+/-10%) ขึ้นอยู่กับ ประเภทของคอมแอร์ รุ่นของรถยนต์ ขนาดเครื่องยนต์ (ในกรณีที่รถที่ออกแบบมาใช้แอร์ตู้เดียว ไปติดแอร์ตู้หลังเพิ่ม และใส่น้ำมันไม่พอ ผลคือคอมพังก่อนควรติดตั้งคอมแอร์ที่ใหญ่กว่าเดิม และเพิ่มน้ำมัน)

5.ดรายเออร์สกปรก/ตัน หรือความชื้นภายในระบบแอร์ หลายครั้งที่เปิดคอมแล้วพบคราบสนีมบนแผ่น Plate ภายในตัวคอม หรือความชื้นภายในระบบเนื่องจากร้านแอร์แวคคั่มนานไม่พอ หรือมีการรั่ว ซึมในระบบมานาน

6.รั่ว เพราะเกิดจาก โอริง/ท่อน้ำยาหมดอายุ

7.ตู้แอร์ ชึม/รั่ว ครีบของตู้แอร์ล้ม เพราะผ่านการใช้งาน หรือ สกปรก ฝุ่นเกาะหนา ขนสัตว์ น้ำหอม ความชื้นหรือน้ำไม่สามารถระเ หยออกมาจากตู้ใด้ ทำให้น้ำแข็งเกาะตู้ เพราะลมเป่าผ่านตู้ไม่ได้

8.ชิ้นส่วนอื่นฯ เช่น Pressure Switch, Thermostat, Relay, ดรายเออร์ และ เอ็กแพนซั่นวาวล์ (ดรายเออร์/แอคคิวมูเลเตอร์ และ เอ็กแพนซั่นวาวล์ ควรเปลี่ยน ทุกๆ 3-4 ปี ถ้าเป็นระบบ Orifice tube ควรถอดมาทำความสะอาด ทุกฯ 2-30,000 ก.ม.หรือ เปลี่ยนถ้าตระแกงฉีกขาด วาวล์ตัวนี้ทำหน้าทีกรองด้วย ถ้าสกปรก/อดตัน แอร์จะไม่เย็น) หรือติดตั้ง หางเทอร์โม ผิด/เสีย (กรณีนี้เจอบ่อย ถ้ามีคนจะแกล้ง เพียงดึงหรือดันหางให้ผิดตำแห่นง ความเย็นจะเพี้ยนไปหรือคอมจะตัดช้าหรือตัดก่อน ในกรณีนี้ แอร์จะไม่เย็น สุดท้ายคอมเริ่มรั่ว และตาย ผมเคยเจอมาแล้ว)

9.ควรศึกษาคู่มือ วิธีการใช้ ปุ่มปรับตั้งระบบปรับอากาศรถคุณ เพราะหลายครั้งเจอผู้ใช้รถปรับผิด

10.รอบเครื่องต่ำเกิน เพราะต้องการเซฟน้ำมัน แต่แอร์ไม่เย็น ต้องเลือกเอาครับ
 
11. PWM,Current Limiting pressure Control Valve,คอมจะทำงานเมื่อเครื่องติด เป็นระบบที่ใช้กับรถ Europe และ ญี่ปุ่น High-end บางรุ่น ไม่มีเทอร์โมสแตท์ควบคุม จะใช้อุณหภูมิในห้องโดยสาร และECU ควบคุม pressur e แทน ไม่มีคลัทช์

การรั่วซึมของน้ำยา(ท่อน้ำยา 134 ยังกันซึมใด้ไม่ถึง100 เปอร์เซ็นต์) เติม น้ำยาบ่อยฯ โดยไม่ได้เติมน้ำมัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คอมสึกหรอเร็วกว่าปรกติ และคอมล็อคได้ ควรเติมน้ำมัน เมื่อเติมน้ำยาครั้งที่ 2-3 ถ้า 8-12 เดือน น้ำยาขาด ถือว่าปรกติ เติมน้ำยาบ่อยฯ ควรหาจุดรั่วและซ่ อมเสียจะดีกว่า เพราะน้ำยา และ น้ำมันคอมขาด ทำให้ระบบแอร์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ แอร์ไม่เย็นและจะทำให้คอมเพรสเซอร์สึกหรอเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และที่สำคัญที่สุด ระบบต้องสะอาด

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/

6
การตรวจเช็คเครื่องปรับอากาศ

1. การตรวจกระแสไฟ เสียบปลั๊กสายไฟเข้ากับเต้าปลั๊ก ใช้ปลายข้างหนึ่งของสายตรวจต่อเข้ากับข้อใน และอีกขั้วหนึ่งต่อกับขั้ว ถ้าหากหลอดไฟฟ้าสว่างก็แสดงว่ามีกระแสไฟเดินไปที่อีเธอร์

2. ตรวจมอเตอร์พัดลม การตรวจมอเตอร์พัดลมเครื่องทำความเย็นหรือเครื่องระเหย ปรับสวิตซ์ไปที่ตำแหน่ง VENT ถ้าหากมอเตอร์พัดลมเครื่องระเหยไม่ทำงานให้ถอดฝาครอบสวิตซ์ออกไป ปลดหัวต่อจากสายเส้นที่ต่อกันไว้ออก ต่อสายตรวจเข้ากับขั้วหมายเลข 1 จากสวิตซ์และปลายสายซึ่งปลดหัวต่อออก ถ้าหากหลอดสว่างก็แสดงว่าขัดข้อง จะต้องอยู่ในตัวมอเตอร์ ปล่อยให้มอเตอร์เย็นลงประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วตรวจอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากหลอดไมสว่างก็แสดงว่าสวิตซ์บกพร่อง

3. ตรวจมอเตอร์พัดลมเครื่องกลั่น ให้ปรับสวิตซ์ไปที่ตำแหน่ง EXHAUST ถ้าหากมอเตอร์พัดลมเครื่องกลั่นไม่ทำงาน ให้ถอดฝาครอบที่สวิตซ์ออก ปลดหัวต่อจากสาย 4 เส้น ที่ต่อกันไว้ออก และแต่งสายตรวจเข้ากับขั้ว 3 ของสวิตซ์กับปลายสายที่ต่อกันอยู่ ถ้าหากหลอดไฟสว่างก็แสดงว่าขัดข้องอยู่ในมอเตอร์

4. คาปาซิเตอร์ (Capacitor) เครื่องส่วนมากจะใช้อิเล็กโตรลิติกคาปาซิเตอร์ ในวงจรของขดลวดเริ่มทำงานของมอเตอร์ ทั้งนี้ เพื่อให้มีแรงในการเริ่มทำงานของมอเตอร์สูงขึ้น ถ้าหากคาปาซิเตอร์เกิดวงจรลัดขึ้นภายในมอเตอร์จะไม่ทำงาน ถ้าหากคาปาซิเตอร์ไหม้ให้เปลี่ยนาคาปาซิเตอร์และทดลองใหม่

5. ตรวจรีเลย์ ก่อนจะตรวจรีเลย์ให้ตรวจคาปาซิเตอร์ก่อน เพราะว่าถ้าหากคาปาซิเตอร์เกิดวงจรลัดภายในจะทำให้ตรวจรีเลย์ไม่แน่นอน การตรวจรีเลย์ทำดังนี้ ให้ถอดฝาครอบหีบสวิตซ์ของเครื่องทำความดันออกให้สวิตซ์ไปอยู่ในตำแหน่ง off ต่อสายตรวจระหว่างขั้ว S ของรีเลย์ และขั้ว S ของมอเตอร์ปรับสวิตซ์ไปที่ตำแหน่งทำความเย็น หลอดไฟควรจะมีแสงชั่วขณะเดียวเท่านั้น เมื่อเครื่องทำความเย็นเริ่มทำงาน ถ้าเครื่องทำความเย็นไม่ได้ทำงาน หลอดไฟควรจะมีแสงหรี่ ๆ เท่านั้น จนกว่าจะตัดสวิตซ์ หรือจนกว่าเครื่องป้องกันจะทำงาน

6. ถ้าหากหลอดไม่สว่าง ให้ตรวจสภาพของการทำงานเกินอัตราถ้าไม่มีการทำงานโดยปกติแล้วให้เปลี่ยนรีเลย์

7. การรั่ว ในกรณีที่เครื่องกลั่นเกิดมีรอยรั่วขึ้น เช่น ตามรอยต่อต่าง ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่หมด การรั่วมักจะตรวจพบได้โดยมีน้ำมันเกิดขึ้นรอบ ๆ บริเวณที่มีการรั่วเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งทักเอาว่า การเกิดน้ำมันที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องจะเริ่มมาจากการรั่วเสมอไป จะต้องพิสูจน์โดยวิธีการตรวจการรั่วเสมอ

8. เครื่องกรอง เครื่องกรองควรจะได้ทำการตรวจโดยมีกำหนดการถอดเครื่องกรองทำได้ไม่ยาก เมื่อถอดแล้วก็ทำความสะอาดเสีย

9. การทำความสะอาดตามกำหนดเวลา เป็นที่เชื่อได้ว่า เครื่องปรับอากาศจะทำงานได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการเปลี่ยนเครื่องกรองทุก ๆ ปี และทำความสะอาดตามความจำเป็น

10. การทำคามสะอาดภายใน ภายในตัวเครื่องควรจะได้ทำความสะอาดเป็นครั้งคราว เพื่อกำจัดฝุ่น น้ำมัน สิ่งสกปรกอื่น ๆ สิ่งที่ควรสนใจเป็นพิเศษควรจะเป็นขดท่อกลั่น ขดท่อทำความเย็น และทำความสะอาดเป็นประจำจะทำให้เครื่องทำงานได้ผลดีตลอดเวลา


การแก้ข้อขัดข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจแก้ไขข้อขัดข้อง


1. เครื่องไม่ทำงาน ฟิวส์ขาด ต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ สายต่อทางไฟขาด หรือหลวมต้องเปลี่ยนใหม่ และทำให้แน่น สวิตซ์บกพร่อง ซ่อมหรือเปลี่ยนสวิตซ์ แคปาซิเตอร์ควรตรวจและเปลี่ยนใหม่ รีเลย์บกพร่องตรวจรีเลย์ป้องกันมอเตอร์

2. ความเย็นไม่พอ แรงไฟฟ้าเข้าเครื่องต่ำ ตรวจแรงไฟฟ้าด้วยโวลท์มิเตอร์ เครื่องกลั่นสกปรก ทำความสะอาดให้หมด สวิตซ์บกพร่องซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ มอเตอร์พัดลมไม่ทำงาน ตรวจสายต่อมอเตอร์แคปาซิเตอร์และรีเลย์ เครื่องกรองอากาศสกปรก ทำคามสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่

ขอบคุณที่มา :