แสดงกระทู้ - wizard
- +



ของในห้องแจกของแจกฟรีทุกชิ้น

^ประกาศ pordoo.com คือเว็บสำหรับแจกสิ่งของ สมาชิกสะสมพอยท์ภายในเว็บเพื่อนำไปแลกของรางวัลที่ต้องการ
พอยท์ได้มาจากไหนบ้าง?
1.สมัครสมาชิกรับ 100 พอยท์
2.กดรับจากAdmin สัปดาห์ละ 100 พอยท์
3.สมาชิกคนอื่นกดให้พอยท์ (กดที่กล่องของขวัญ)
แจก 2,000 พอยท์ทุกสัปดาห์ รอบ13 คลิ้กเลย

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - wizard

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1
Games / ใส่ code เกมเศรษฐีให้ฟรี click เลย
« เมื่อ: 16 ธันวาคม 2017, 11:31:09 »
1. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
2. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
3. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
4. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
5. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
6. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
7. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
8. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
9. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้
10. Clickเลย เดี๋ยวใส่โค้ดให้


click แล้วแจ้ง code มาครับ เดี๋ยวทยอยใส่ให้ (โปรแกรมEmulator)
1 user  1 code 3 เกม ครับ

2
ปัจจุบันการตลาดออนไลน์โตเร็วเป็นอย่างมาก และยังมีพ่อค้าแม่ค้าหลายๆคนที่ยังลองผิดลองถูกอยู่กับการขายบน Facebook
 หลายๆคนเพจมียอดไลค์เยอะ แต่ยอดขายน้อยเพราะมีแต่ไลค์ขยะ หลายๆคนเสียเงินปั้มไลค์ไปหลายบาทแต่กลับไม่มียอดขาย
 วันนี้ผมจะแชร์วิธีการลงโฆษณาใน Facebook จากประสบการณ์ตรงของผมเองที่ปัจจุบันอาชีพหลักผมคือขายของออนไลน์ครับ
 
 แรกเริ่มเพจผมเองยอดไลค์น้อยครับ ก็ได้แต่พยายามสร้างยอดไลค์ให้ได้เยอะๆ เพื่อหวังว่าจะมียอดขายเยอะๆ แต่ผลที่ออกมานั้น
 กลับตรงกันข้าม ยอดขายน้อยมากๆ ซึ่งทำให้ผมคิดได้ว่ายอดไลค์ของเพจนั้นไม่ใช่สิ่งการันตียอดขายเสมอไป ผมเลยต้องกลับมา
 ทบทวนใหม่หาวิธีการจะทำยังไงให้ขายได้เยอะๆ จนมาเจอการลงโฆษณาบน Facebook ที่นับว่าเป็นทางสว่างของผมเลยทีเดียว
 
 การลงโฆษณากับ Facebook มีหลายแบบครับ และจากที่ผมทดลองมาได้ผลดีและคุ้มค่ามากที่สุดสำหรับผม
 คือการลงโฆษณาแบบ "โปรโมทโพสต์" ก็คือการโปรโมทโพสต์ที่อยู่ในเพจของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เราได้เลือกไว้
 ที่ผมมองว่ามันคุ้มค่าเพราะเราจะได้ทั้งยอดขายและยอดไลค์เพจไปพร้อมๆกัน หลายๆคนเลือกโฆษณาแบบ "โปรโมทเพจ"
 เท่าที่ผมลองมาผมว่ามันเห็นผลช้าครับ เราได้ยอดไลค์ก็จริง แต่ไลค์ที่ได้มานั้นจะเปลี่ยนเป็นยอดซื้อรึเปล่าต้องลุ้นกันอีกที
 
 ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็คือการโฆษณาร้านกับโฆษณาสินค้า การโฆษณาแบบ "โปรโมทโพสต์" ก็คือการโฆษณาสินค้า
 ส่วนการโฆษณาแบบ "โปรโมทเพจ" ก็คือการโฆษณาร้านค้านั่นเองครับ ผมจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองนึกภาพตามดูนะคับ
      สมมุตินายแดงที่กำลังอยากได้ทีวีซักเครื่องไปเจอใบปลิว 2 ใบ
      ใบที่ 1 โฆษณาไว้ว่า "ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้านายเขียว มีสินค้าครบครัน ราคาถูกสุดๆ"
      ใบที่ 2 โฆษณาไว้ว่า "ทีวี led รุ่นใหม่ล่าสุด ราคาถูก สนใจติดต่อร้านนายดำ"
 คิดว่านายแดงจะไปซื้อร้านไหนครับ? จากที่ผมลองมากับตัวเอง ผลปรากฏว่าลูกค้ามักจะไปตามใบปลิวใบที่ 2 ครับ
 เพราะว่ามันตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ นอกซะจากว่าร้านนายดำปิดการขายไม่ได้ นายแดงอาจจะนึกถึงร้านนายเขียว
 เป็นตัวเลือกต่อไป
 
 จากตัวอย่างที่ยกมาพอใจเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับว่าทำไมผมถึงแนะนำการโฆษณาแบบ "โปรโมทโพสต์" มากว่าการโฆษณาแบบ "โปรโมทเพจ"
 
 บ่นมาซะยาว มาเริ่มต้นลงโฆษณาบน Facebok กันเลยครับ
 เริ่มต้นด้วยกันโพสสินค้าลงในเพจของเรา ลงรูปพร้อมข้อความแบบกระชับเข้าใจง่าย ไม่ต้องยาวเกินไป
 คนไทยไม่ชอบอ่านเยอะอยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับสินค้าสั้น ลงราคาและช่องทางการติดต่อให้เรียบร้อย
 เมื่อโพสแล้วก็คลิกที่ "ลงโฆษณา" ตรงคอลัมน์ขวามือด้านล่าง ตามรูปครับ
 
 
 เมื่อคลิกก็จะเจอกับหน้านี้ ให้คลิกที่ "สร้างโฆษณา" ตามรูปครับ
 
 
 เมื่อคลิกเข้ามาก็จะเจอกับหน้านี้ ให้เราเลือกชนิดโฆษณาที่เราต้องการ ก็คือ "โปรโมทโพสต์ของคุณ"
 
 
 เมื่อคลิกเข้ามาก็จะเจอกับหน้านี้ ให้เราเลือกเพจของเรา และเลือกโพสต์ในเพจที่ต้องการจะโปรโมตครับ
 
 
 
 เมื่อเลือกโพสต์ทที่ต้องการจะโปรโมตได้แล้ว คลิกที่ "ดำเนินการต่อ" ก็จะเข้าสู่หน้าการเลือกกลุ่มเป้าหมาย
 ตรงนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการลงโฆษณาครับ เราต้องรู้ก่อนว่าเป็นเป้าหมายของสินค้าเราคือใคร ใครบ้างที่จะมาซื้อสินค้าเรา
 หากเราเลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ดีหรือไม่ตรงกับสินค้า มีแต่เสียเงินอย่างเดียวครับ ขาดทุนแน่นอน
 
 ส่วนตัวผมเองกำหนดอยู่แค่ 4 อย่างคือประเทศ อายุ เพศ และ ความสนใจ
 ความสนใจนี่แหละคือสิ่งสำคัญ สินค้าขายได้หรือไม่ได้ ตรงนี้มีผลเป็นอย่างมาก พยายามเลือกความสนใจให้ตรงกับสินค้าของเรามากที่สุด
 อย่างเช่น ผมขายอุปกรณ์เสริม iPhone 6  ในช่องความสนใจผมก็เลือกเป็น "iphone 6" เพื่อที่ต้องการให้โฆษณาของผมแสดงเฉพาะผู้ที่ให้
 ความสนใจเกี่ยวกับ iphone 6 เท่านั้น แล้วความสนใจตรงนี้ Facebook ไปเอาข้อมูลมาจากไหนว่าใครสนใจอะไร? ทาง Facebook ก็จะเอา
 ข้อมูลจากกิจกรรมต่างๆของผู้ใช้งานมารวบรวมเป็นกลุ่มเป้าหมาย เช่น ความสนใจ iphone 6 ที่ผมเลือกก็คือผู้ที่มีกิจกรรมหรือการไลค์เพจ
 ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ iphone 6 พวกนี้ทาง Facebook จะรวบรวมไว้ว่าเป็นผู้ที่มี่ความสนใจ iphone 6 ครับ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเลือกได้ตรง
 สินค้าคุณขายออกแน่นอนครับ
 
 
 หลังจากนั้นเมื่อเลื่อนลงมาด้านล่าง จะให้เราเลือกระยะเวลาการรันโฆษณาและรูปแบบการคิดเงิน
 ช่องงบประมาณต่อและกำหนดเวลาเลือกได้ตามต้องการ
 ข่อง "ปรับให้เหมาะสมสำหรับ" ให้เลือกเป็น การคลิก หรือ CPC ก็คือคิดเงินต่อเมื่อมีการคลิก แนะนำให้เลือกแบบนี้จะเหมาะสมที่สุดครับ
 ถัดมาจะเป็นการกำหนดราคาคลิก แนะนำให้ติ๊กเลือกที่ "กำหนดจำนวนเงินสูงสุดที่คุณต้องการจะจ่ายต่อหนึ่งคลิก"
 เพื่อที่เราจะประมูลราคาต่อคลิกเอง ส่วนตัวผมมักประมูลตามราคาแนะนำ
 
 
 เมื่อเลื่อนลงมาอีกจะเป็นการเลือกตำแหน่งแสดงโฆษณา จะมีอยู่ 3 ตำแหน่งคือ ฟีดข่าวบนเดสก์ท็อป, ฟีดข่าวบนมือถือ และ คอลัมน์ด้านขวา
 สำหรับการโปรโมทโพสต์ ผมแนะนำว่าเลือกแค่ 2 ตำแหน่งคือฟีดข่าวบนเดสก์ท็อปและฟีดข่าวบนมือถือก็พอครับ เนื่องจากคอลัมน์ด้านขวา
 จะค่อนข้างเล็ก และจะแสดงรูปเพียงแค่รูปเดียวเท่านั้น ผมเลยไม่ค่อยชอบใช้คอลัมน์ด้านขวา เมื่อเลือกตำแหน่งได้แล้วก็คลิกที่ "สั่งซื้อ"
 เป็นอันจบขั้นตอน ที่เหลือก็รอโฆษณาอนุมัติอย่างเดียวครับ
 
 
 หวังว่าพอเป็นแนวทางได้นะครับ การลงโฆษณาแบบนี้เป็นการโปรโมทสินค้าและได้ยอดไลค์ไปด้วยในตัว
 และที่สำคัญคือเป็นไลค์จากกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่ไลค์ขยะ ไม่จำเป็นต้องไปหาปั้มไลค์ที่ไหน
 แต่ยังไงก็ไม่ควรทิ้งวิธีพื้นฐานนะครับ ขยันโพสต์ หมั่นสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกเพจ แล้วยอดขายจะมาเองครับ
 หากมีโอกาส คราวหน้าจะมาแนะนำการโปรโมททาง Google Adwords ต่อไปครับ


ขอขอบคุณ: naruemit
https://pantip.com/topic/33110178

3
Ads Manager ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำการตลาดบน Facebook โดยเฉพาะ SMEs และคนที่ต้องการทำ Personal Branding ซึ่Ads Manager ช่วยวิเคราะห์ผลของแคมเปญโฆษณา เราจะได้เปลี่ยนรายละเอียดของโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดูได้ว่าโฆษณาแต่ละตัวใน Facebook และ Instagram ได้ผลมากน้อยแค่ไหน โดยใช้กราฟช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น แถมประหยัดเวลาในการจัดการโฆษณาแต่ละตัวด้วย
ลูกค้าคือพระเจ้า- (7)
 ใครจัดการและแก้ไขโฆษณาในแคมเปญของ Facebook Page ได้บ้าง ถ้าเราเป็น Admin ของ Facebook Page เราจะทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นดูโฆษณาแต่ละตัว ดูรายงานผล สร้างและแก้ไขโฆษณา ปรับวิธีจ่ายเงิน และอนุญาตให้ใครเข้ามาจัดการโฆษณาได้ แต่ถ้าเราเป็นแค่ Advertiser เราจะทำได้แค่ดูโฆษณา และเข้าถึงรายงานเท่านั้น ส่วนถ้าเราเป็น Analyst ของ Facebook Page เราจะดูโฆษณาได้อย่างเดียว
 
 การสร้างและแก้ไขโฆษณา เวลาจะสร้างแคมเปญโฆษณาบน Facebook หลังจากที่เข้า Ads Manager ให้กดไอคอน Create Ad ตรงขวาบนของ Ads Manager และระบบจะให้เรา
1. เลือก Objective หรือเป้าหมายที่ตรงกับเป้าหมายในการทำการตลาดของเรา
 2. เลือกกลุ่มคนเป้าหมายที่ “ใช่” จะได้ผลิตคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์
 3. ตั้งงบสำหรับแคมเปญ
 4. เลือกกลยุทธ์การประมูลโฆษณาให้ถูกต้อง
 5. เลือกรูปภาพหรือวีดีโอที่ใช้โฆษณา
 6. เลือกตำแหน่งที่ต้องการให้โฆษณาปรากฎได้แก่บน New Feed, คอลัมน์ด้านขวา,Instagram และ Audience Network
 หลังจากปล่อยแคมเปญโฆษณาออกไปแล้ว เรายังสามารถแก้ไขรูปภาพ วีดีโอ ข้อความ ลิงค์ งบประมาณ ตำแหน่งโฆษณาตารางเวลา และกลุ่มเป้าหมาย แต่จะแก้ไขภาพ ข้อความ วีดีโอหรือลิงค์ของโฆษณาใน Ads Manager ไม่ได้ ถ้าเลือกที่จะ Promote your Page” (โปรโมตให้กลุ่มเป้าหมายเห็นและติดตาม Facebook Page) หรือ “Boost your posts” (โปรโมตให้กลุ่มเป้าหมายเห็น Facebook Post ของ Page) ไปแล้ว
และถ้าอยากเปลี่ยน Objective ของแคมเปญ ต้องสร้างโฆษณาตัวใหม่เท่านั้น
 
 วิธีเปิดและปิดแคมเปญ (Campaign) ชุดโฆษณา (Ad Set) และตัวโฆษณา (Ad) ถ้าอยากให้โฆษณาตัวนั้นหยุดทำงาน ง่ายๆ ก็แค่เปิดปิดสวิตช์ข้างๆตัวโฆษณา ถ้าสวิตซ์ยังเป็นสีน้ำเงิน แปลว่าโฆษณาตัวนั้นยังเล่นอยู่ แต่ถ้ากดสวิตซ์ สวิตซ์ก็เปลี่ยนเป็นสีเทาเพื่อปิดโฆษณา ชุดโฆษณา หรือแคมเปญตัวนั้น เพราะฉะนั้น
1. ถ้าเราปิดแคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณาทุกตัวก็ปิดหมด
 2. ถ้าเราปิดชุดโฆษณา โฆษณาทุกตัวก็ปิดหมด
 3. ถ้าอยากให้โฆษณาบน Facebook หรือ Instagram เล่นอยู่ ก็อาจจะต้องเปิดชุดโฆษณาและแคมเปญให้ทำงานด้วย
1 On the left side of Ads Manager
 
 วิธีแก้ไขงบโฆษณา ตารางการเล่นโฆษณา กลุ่มเป้าหมาย และกลยุทธ์การประมูลโฆษณาของชุดโฆษณา 1. เลือกแทบ Manage Ads
2. คลิก All Campaigns แล้วเลือก All Ad Sets แล้วเลือกชุดโฆษณา (ad set) ที่เราอยากจะแก้
1 Select All Ads
 3. จากนั้นเลือก Edit
3 Click Edit
 4. และจะแก้ไขงบโฆษณา ตารางเวลาที่จะเล่นโฆษณา กลุ่มเป้าหมาย หรือกลยุทธ์การประมูลโฆษณาได้เลย
4 edit your budget, schedule, targeting
 5. แก้เสร็จแล้วก็กด Save and Close
หรือจะแก้งบโฆษณาและตารางเวลาเล่นโฆษณาโดยไปที่ชุดโฆษณาที่อยากจะแก้ และกดรูปดินสอ แล้วแก้เลย
Hover over Budget
 
 วิธีแก้แคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณาหลายๆตัวพร้อมกัน 1. ตรงด้านซ้ายของ Ads Manager ให้กดติ้กตรงแคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณาที่อยากจะแก้
1 On the left side of Ads Manager
 2. เลือกเรื่องที่เราต้องการอยากจะแก้
3. คลิก Edit เพื่อแก้แคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณาที่เลือกไว้
3 Click Edit to edit the campaigns
3 Click Edit to edit the campaigns 2
 
แคมเปญ: แก้ชื่อได้ เปิดปิดแคมเปญได้ ลบแคมเปญทิ้งก็ได้
ชุดโฆษณา: แก้ชื่อได้ เปิดปิดชุดโฆษณาได้ แก้งบชุดโฆษณาได้ ลบชุดโฆษณาทิ้งก็ได้
โฆษณา: แก้ชื่อได้ เปิดปิดโฆษณาได้ แก้กลยุทธ์การประมูลโฆษณาได้ ลบโฆษณาทิ้งก็ได้
 
 วิธีก๊อปปี้แคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณา 1. เลือก All Ads
1 Select All Ads
 2. หาโฆษณาที่เราออยากจะแก้โดยใช้ Filter และติ๊กเลือกข้างๆโฆษณาที่เราต้องการ
2 Find the ad you
 3. ในแถบสีเทา ให้เราเลือก Create Similar Ad…
3 In the grey bar, select Create Similar Ad
 4. จากนั้นแก้ไขโฆษณาที่ก้อปปี้มาได้ตามใจชอบ
4 Make any changes to the ad you'd like
 5. เลือก Place Order
หลังจากนั้น ทีมโฆษณาของ Facebook จะใช้เวลาประมาน 15 นาที (หรือนานกว่านั้น) ตรวจสอบโฆษณาที่เราสร้างมา

 วิธีวิเคราะห์ศักยภาพของโฆษณาให้เข้าใจด้วย Ads Manager เมื่อเราอยู่ใน Ads Manager เราจะเห็น Dashboard ของแต่ละแถบ อย่างแถบ Manage Ads ก็จะแสดงผลให้เรารู้ว่าโฆษณาแต่ละตัวที่เราสร้างมีศักยภาพมากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายธุรกิจของเรา
Dashboard
 
 ทำโฆษณาบน Facebook ต้องทำให้ “Relevance Score” ได้สูงๆ Relevance score คือตัววัดให้คะแนนโฆษณาแต่ละตัวจาก 1 ถึง 10 ว่าโฆษณาตัวนั้นเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายที่เรากำหนดไว้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งการให้คะแนนก็มาจากความเห็นในแง่ดีเช่นจำนวนคนที่มาติดตั้งแอปฯ และยอดดูคลิปวีดีโอ และความเห็นในแง่ลบเช่นจำนวนคนคลิก “I don’t want to see this” บนตัวโฆษณา
Relevance Score
 ซึ่งถ้า Relevance Score สูง โฆษณาตัวนี้ก็มีแนวโน้มให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นมากกว่าโฆษณาที่มีคะแนนน้อยกว่า และเราก็จ่ายน้อยกว่าเพื่อเข้าถึงคนในกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าด้วย
 ถ้าจะเปิดดู Relevance Score สำหรับโฆษณาแต่ละตัวก็ทำตามนี้เลย
1. ไปที่ Ads Manager
 2. เลือก Reports ตรงเมนูด้านซ้าย
 3. เลือก Customize Columns
 4. ดู Relevance Score (เราจะดู Positive Feedback และ Negative Feedback เพิ่มเติมก็ได้)
 5. เลือก Apply
 6. กลับไปที่หน้า Report และเลือก Level จากนั้นเลือก Ad
 
 จะทำให้ Relevance Score เพิ่มขึ้นได้อย่างไร? จำไว้ว่ามีแค่สองอย่างเท่านั้นที่ทำให้ Relevance Score เพิ่มนั้นก็ต้องคือต้องปรับกลุ่มเป้าหมาย หรือไม่ก็แก้ตัวเนื้อหาโฆษณาให้สร้างสรรค์มากขึ้น
 1. กลุ่มเป้าหมายต้องเฉพาะเจาะจง ถ้ากลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป เช่นตั้งโฆษณาสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง อายุ 18-25 ปีอยู่ในอเมริกา แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ เพราะโฆษณาอาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับทุกๆคนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายสักเท่าไหร่ พยายามจำกัดกลุ่มเป้าหมายให้แคบลง อาจจะเจาะพื้นที่ ความสนใจ พฤติกรรม ลองใช้ Custom Audiences เพื่อจำกัดกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาของเรามากขึ้น
 2. ลองดูภาพและข้อความของโฆษณา ว่าสมเหตุสมผลกับกลุ่มเป้าหมายของเราหรือไม่ โฆษณาของเราทำให้เขา “หยุดนิ้วโป้ง” ได้หรือไม่ ฉะนั้นทำให้คอนเทนต์ของโฆษณาเรียบง่าย เข้าใขไม่ยากจะดีกว่า
 3. คอยปรับเปลี่ยนโฆษณาอยู่เสมอ เวลาผ่านไป โฆษณาที่เคยได้ผล อาจะไม่ได้ผลอีกต่อไปเพราะคนเรื่มเบื่อกับมันแล้ว ถึงเวลานั้น Relevance Score ก็จะลดลง ฉะนั้นพยายามสร้างเนื้อหาโฆษณาตัวใหม่ๆให้กลุ่มเป้ามหายด้วย
 4. ทดลองและเรียนรู้ ลองเล่นโฆษณาที่ต่างๆกันให้กลุ่มเป้าหมายดู หรือโฆษณาเดียวแต่ให้กลุ่มเป้าหมายๆต่างๆกันได้ดู ให้เราได้รู้แนวโฆษณาที่ได้ผล โฆษณาตัวไหนได้คะแนนสูงๆบ้างแล้วเอาเทียบกันดู
 5. อย่าใช้คอนเทนต์ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและรุนแรง ถึงจะดึงความสนใจกลุ่มเป้าหมายได้ แต่จะทำให้ประสบการณ์ของคนเสพย์คอนเทนต์ไม่ดีไปด้วย
 
 ดูรายงานผลของโฆษณาบน Facebook ได้ไม่ยาก การรายงานผลใน Ads Manager ให้เราเห็นตัวชี้วัดที่สำคัญกับเรา เราจะเห็นแถบ Manage Ads ให้เราได้เห็นภาพรวมประสิทธิภาพของแคมเปญ อย่างภาพนี้เราจะเห็นจำนวนเงินที่ลงไปกับโฆษณา Facebook และ Instagram ต่อเนื่อง 7 วัน ลองกดใช้ช่อง Search และ Filter ค้นหาโฆษณา แคมเปญที่เราอยากดู
As we mentioned earlier
หรือถ้าไม่อยากกดเข้าไปใน Facebook ดูรายงานผล ก็สามารถดาวน์โหลดรายงานเก็บเข้าในเครื่องได้ง่ายๆแค่กด Export หรือถ้าเราอยากดูข้อมูลบางอย่างก็ให้กด Columns หรือ Breakdown แล้วค่อยกด Export
Export
Columns
breakdown
 
 เรายังดูประวัติบัญชีได้กิจกรรมที่เราสามารถเข้าไปดูในประวัติของบัญชีของเราได้เช่น - เพดานเงินที่จ่ายไปกับโฆษณา
 - สถานะโฆษณาที่เคยเปลี่ยน
 - โฆษณาที่เคยสร้าง
 - งบประจำวันและงบระยะยาวที่เคยเปลี่ยน
 - โฆษณาที่ได้รับการรับรองแล้ว
 - การปรับตารางเวลาที่โฆษณาเล่น
 - ตำแหน่งโฆษณาและกลุ่มเป้าหมายที่เคยเปลี่ยน
 - ชื่อโฆษณาที่เคยเปลี่ยน
 - กลยุทธ์การประมูลที่เคยเปลี่ยน
 - บิลราคาที่เคยเปลี่ยน
accordion-022
ฉะนั้นเลิกคลิกขวาแล้วกด Boost Post อย่างเดียวได้แล้ว นอกจากมันจะไม่เป็นมืออาชีพ ยังไม่ตอบโจทย์การตลาดของกิจการของเราเองด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว อยากใช้ Ads Manager ทำโฆษณาบน Facebook แล้วหรือยัง?
 
แหล่งที่มา
Facebook Blueprint
https://www.marketingoops.com/exclusive/how-to/use-ads-manager-for-facebook-page/

5
ในยุคนี้เราต่างก็มีแอคเค้าท์ Facebook กันหมดแล้ว แต่กับคนที่ต้องการโด่งดังหรือหาเพื่อนที่มีความสนใจ
 เหมือนๆกัน การสร้าง Facebook Page ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะไม่โดนจำกัดเพื่อนแค่ 5000 คน และวันนี้ป๋ารักจะมาแนะนำวิธีสร้างเพจอย่างรวดเร็วครับ!
 
 สร้าง Facebook Page ง่ายๆใน สามนาที! 1.คลิกที่ลูกศรชี้ลงมุมขวาบน แล้วเลือก “create page”
page 1 1
 
 
2.เลือกหมวดหมู่ของเพจที่เราต้องการสร้าง
page2
 
 
3.เลือกหมวดหมู่ย่อย เช่น นักเขียน ดารา นักกีฬา ฯลฯ
page3
 
4.เมื่อเลือก