แสดงกระทู้ - smf
- +

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - smf

หน้า: [1] 2 3 ... 86
1
ในชีวิตจริง การหารูปภาพต่างๆมาใช้บรรยายข้อความหรือใช้ประกอบในงานของเรานั้น บอกได้เลยว่ายากกว่าการหารูปแปะในรายงานสมัยประถมเป็นสิบๆเท่า ตอนเด็กๆเราก็แค่ Google หารูปสวยๆ มาแปะในรายงานครูก็ให้คะแนนเต็มละ แต่จริงๆ แล้วรูปประมาณ 90% ที่เราหาเจอใน Google มักจะมีลิขสิทธิ์ และไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในงานฟรีๆ ซึ่งถ้าจะเอาไปใช้จริงๆ ง่ายที่สุดก็คงต้องหาซื้อรูปเหล่านั้นละเนอะ ทีนี้ ถ้าอยากได้รูปสวยๆ คมชัดระดับ High-resolution แถมเอาไปใช้ในงานได้แบบฟรีๆ ไม่ติดลิขสิทธิ์ล่ะ?
วันนี้เราจะมาแนะนำ 10 เว็บสุดใจดี ที่แจกรูปฟรีๆ แบบเอาไปใช้ได้โดยที่ไม่ต้องซื้อกันเลยทีเดียว แต่ถ้าจะแจกลิ้งค์เลยมันก็ดูจะธรรมดาไปหน่อย เราก็เลยจะรีวิวเว็บเหล่านี้ให้ดูกันทีละเว็บเลย
 
1. Unsplash
เริ่มจากเว็บแรกที่เป็นเว็บในตำนาน เพราะเป็นเจ้าแรกๆ ที่แจกรูปฟรี แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆเว็บ โดยที่เขาบอกว่า “do whatever you want” คือเราสามารถเอารูปไปใช้งาน ตกแต่ง หรือตีพิมพ์ได้สบายๆ รูปก็มีหลายประเภทหลายสไตล์ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปวิว พูดถึงคุณภาพก็จัดว่าดีมากทีเดียว แต่เว็บนี้จะจัดรูปเหมือนแกลเลอรี่รวมๆ สำหรับใครที่มองหารูปจาก Unsplash แนะนำให้เข้าไปที่ https://unsplash.com/grid เลือกง่ายและไวกว่าเข้าหน้าหลักของเว็บแน่นอน 100%
 
2. Pixabay
เว็บนี้มีมากกว่า 310,000 รูปฟรีเลยล่ะ Pixabay ให้คุณสามารถเลือกดูรูปภาพเป็นหมวดหมู่ หรือค้นหาจากคีย์เวิร์ดที่ต้องการได้ คุณภาพของรูปโดยรวมจะไม่ได้สวยเท่ากับของเว็บแรกนะ แต่เรื่องความสะดวกในการหารูปไปใช้นั้น เราให้เต็มสิบเลยจ้า
 
3. Death to the Stock Photo
แหวกแนวมาเลยสำหรับเว็บแจกรูปอันนี้ เพราะนี่เป็นเว็บเดียวที่มาแนว subscription คือเราลงทะเบียนไว้ เขาจะส่งรูปมาให้ในอีเมลเดือนละเซ็ท และรูปที่ส่งมาแต่ละเดือนนั้น ก็คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ คือกล้าเคลมได้เต็มปากเลยว่า “ดูดีทุกรูป” แต่สำหรับใครที่ต้องการดูเป็นแบบแกลเลอรี่ก็สามารถสมัครแบบ premium ได้(แต่เสียตังค์นะจ้ะ)

4. picjumbo
เว็บนี้จะเป็นรูปที่ดูใช้งานจริงได้มากที่สุด โดยส่วนมากจะเป็นรูปสิ่งของ หรือสถานที่ต่างๆ ความเทพของ picjumbo อยู่ที่เขามี plugin ใน photoshop ให้ค้นหารูปใน photoshop ได้เลยไม่ต้องผ่านเว็บ เรียกได้ว่าสะดวกสุดๆ สำหรับคนชอบแต่งรูปเลยนะ
 
5. raumrot
เป็นเว็บที่มีรูปหลายประเภทมากๆ ทั้งรูปรถ บ้าน สัตว์เลี้ยง สถานที่ และอื่นๆอีกมากมาย รูปส่วนใหญ่จะเป็นแนวเรโทร(Retro) แถมมีการจัดรูปเป็นเซ็ทตามประเภท หรืออีเว้นท์ เช่น คริสต์มาส ให้ได้โหลดได้โดนกันทั้งเซ็ทเลยทีเดียว
 
6. Life of Pix
เว็บแจกรูปสไตล์ Vintage และ Retro ที่มีโทนสีของรูปแบบสบายตา ส่วนมากจะเป็นรูปแนว Abstract แต่แฝงไปด้วยมุมมองที่น่าสนใจ เว็บนี้เป็นเครือเดียวกับ Life of Vids ที่เป็นเว็บแจกวิดีโอฟรีแบบ Full-HD สำหรับใครที่กำลังมองหารูปและวิดีโอไปใช้ในเว็บไซต์ แนะนำเว็บนี้เลยจ้า
 
7. Pexels
เป็นเว็บที่เราชอบมากที่สุดเลย ถ้าจะให้นิยาม Pexels แล้วคงจะเป็น “Unsplash ที่มีสีสันสดใส” ด้วยสไตล์เว็บที่คล้ายๆ เว็บในตำนาน แต่มีสีสันที่สดใสกว่า และเพิ่มความสามารถในการค้นหารูปจากคีย์เวิร์ดหรือแท็กที่เกี่ยวข้องได้ บอกเลยว่าตอบโจทย์สุดๆ

8. SplitShire
ดีไซเนอร์ส่วนมากจะชอบเว็บนี้ เนื่องจากทุกรูปจะมีมุมกล้องที่แปลกตา แต่ดูแล้วกลับลงตัวและมีความหมาย ไม่แปลกใจเลยที่ SplitShire จะเป็นเว็บที่แจกรูป แถมยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนอีกด้วย
 
9. Startup Stock Photos
เนื่องจาก Course Square ก็เป็นหนึ่งใน Startup ของไทย เราจึงขอแนะนำเว็บแจกรูปที่เหมาะกับเหล่า Startup มากที่สุด เว็บนี้จะเป็นรูปแนว Business เน้นบรรยากาศในออฟฟิศแบบสบายๆ สไตล์ Startup ถ้าจะหารูปแนวนี้ละก็ เว็บนี้เลยเหมาะสุดๆ
 
10. Magdeleine
มาถึงเว็บสุดท้ายกันแล้ว Magdeleine จะเป็นรูปแนวธรรมชาติ เน้นสร้างแรงบันดาลใจ โดยรูปทั้งหมดจะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ เลือกดูง่าย แต่คิดว่าน่าจะยังเป็นเว็บใหม่ เลยไม่มีรูปให้ดูมากนัก

จบไปแล้วสำหรับ 10 เว็บสุดใจดี จากที่รีวิวมาจะเห็นว่าแต่ละเว็บก็จะมีเอกลักษณ์ของตนเอง แต่เว็บเหล่านี้มีจุดประสงค์เดียวกันคือแบ่งปันรูปให้เอาไปใช้ได้แบบชิวๆ ไม่ต้องเครียดเรื่องลิขสิทธิ์ ไม่ต้องกลัวโดนฟ้อง ส่วนการจะเลือกว่าเว็บไหนที่ดีที่สุดนั้นคงยาก เลือกให้เหมาะกับงานของเราจะดีกว่านะจ้ะ


ที่มา: http://blog.coursesquare.co/2015/02/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-10-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5/

2
อื่นๆ / ทะลึ่งยกที่ 4
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 21:07:32 »





จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 100

4
หนังสือการ์ตูน นิยาย / นิกกับพิม
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 15:39:00 »





จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 65

5
หนังสือการ์ตูน นิยาย / ซอยเดียวกัน
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 15:35:40 »





จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 20

6
อื่นๆ / เกมส์กลหมากรุกจีน
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 15:30:12 »



จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 34

7





จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 100

8
หนังสือการ์ตูน นิยาย / จูราสิคปาร์ค
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 14:08:05 »



จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 20

9
หนังสือเรียนมัธยม / คณิตศาสตร์ ม.6 ค.016
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 13:58:11 »



จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 20

10
หนังสือการ์ตูน นิยาย / นิทานสิงค์โปร์
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 13:47:01 »





จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 50

11
เสื้อผ้าบุรุษ / แจก กางเกงยีนส์
« เมื่อ: 21 มกราคม 2018, 13:35:40 »









จำนวนพอยท์ที่ใช้แลก 100

12
กระเป๋าเป้ Anello ตอนนี้ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง เรียกว่ากระแสดีมาก อาจจะด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนเป้ทั่วๆไป มีหลากหลายสีสันให้ได้เลือกหิ้วเป็นแฟชั่นเก๋ๆแล้วยังมาจากแบรนด์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการันตีถึงคุณภาพเต็มๆอีกด้วย แต่เนื่องจากว่ากระเป๋า Anello ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นต้องยอมรับว่าเป็นกระเป๋าที่ราคาไม่แพง ซึ่งทางแบรนด์เองก็ได้ให้ทางโรงงานที่ประเทศจีนเป็นผู้ผลิต และรูปแบบก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะทำก้อปปี้ ในปัจจุบันเลยมีเป้ Anello ของปลอมระบาดไปทั่วบ้านทั่วเมืองเยอะพอๆกับของแท้เลย
 
วันนี้ทาง Japanmase เลยอยากจะแนะนำข้อเปรียบเทียบ และวิธีการดูของแท้ กับของปลอมกันว่ามันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง *แต่ทั้งนี้เนื่องจากของปลอมมีหลายเกรด หลายโรงงานมากๆ ผมเลยขอเปรียบเทียบให้หลากหลายข้อซักนิด เพื่อที่จะดูได้ไม่จุดใดก็จุดหนึ่งที่แตกต่างครับ เรามาชี้เป้ากันเลยดีกว่า
 
 1. เรื่องของราคา เริ่มกันที่ราคา เนื่องจากเป้ Anello ที่ขายอยู่ที่ญี่ปุ่นมีราคาตั้งแต่ 4500 เยนไล่ไปเรื่อยๆจนถึง 5300 เยน เพราะฉะนั้นราคาที่แม่ค้าขายกันก็ไม่น่าจะต่ำมาก ถ้าเห็นขายกันหลักร้อย หรือพันต้นๆบอกได้เลยว่าปลอมแน่นอนจ้า
 
 2. วัสดุ และขนาด ถ้าเคยจับเป้ Anello ของจริงมาก่อนจะรู้ว่าผ้าของปลอมมีความแตกต่างพอสมควร ของปลอมจะเป็นผ้าที่แข็งมาก รูปทรงจะแข็งเป๊กดัดไปในทิศทางไหนไม่ได้เลย ผิดกับของแท้ที่มันจะนุ่มกว่า และผ้าบางกว่าในระดับนึง ส่วนขนาดของปลอมจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่เล็กเกิน ก็ใหญ่เกิน แต่ของจริงจะขนาดพอดีที่ 40 x 27 x 17 ซม. สำหรับขนาดปกติ
 
anello-real-fake-01
 
 3. บริเวณซิบ หนังบริเวณมุมสุดของซิบตรงช่องใหญ่ กับหนังที่รัดมากับที่ดึงซิบกระเป๋าหน้า ของแท้มักมีสีที่เข้มกว่าของปลอม และบริเวณหนังที่ 2 ที่จะต้องมีพลาสติกหุ้มอยู่ด้วย ซึ่งของปลอมนั้นไม่มีจ้า
 
anello-real-fake-02
 
 4. โลโก้ โลโก้ผ้าที่แปะอยู่ด้านหน้ากระเป๋า Anello นั้น ของแท้จะต้องเป็นขวด 2 ใบไขว้กัน และส่วนสี่เหลี่ยมที่ตัดกันจะต้องเห็นเด่นชัด คม ไม่เหมือนของปลอมที่อาจจะไม่ชัดบ้าง เส้นหายไปบ้าง
 
 5. ปีบนป้ายกระดาษ สำหรับป้ายกระดาษที่ติดห้อยมากับกระเป๋านั้น ให้สังเกตุตรงปี ว่าตรงกับที่ป้ายผ้าบนกระเป๋าหรือเปล่า เพราะของแท้ทั้งบนตัวกระเป๋า กับป้ายกระดาษจะต้องเป็น  2005 ไม่ใช่ 2004 ที่ป้าย
 
anello-real-fake-03
 
 6. รายละเอียดบนป้ายกระดาษ รายละเอียดของฟ้อนต์ต่างๆบนป้ายกระดาษ ของแท้มักจะมีตัวอักษรที่คมกว่าและตัวไม่หนาเท่ากับของปลอม และรายละเอียดบนป้ายถูกต้อง ทั้งราคา และสี ซึ่งสีจะใช้เป็นตัวอักษรย่อ และของแท้ที่ด้านบนป้ายจะต้องมีบอก Follow us on Instagram! @anello_bag ด้วยซึ่งของปลอมบางทีจะไม่มี ส่วนบางคนที่ซื้อมาอาจจะไม่เจอป้ายนี้ เนื่องจากบางร้านเค้าจะแกะป้ายอันนี้ออก เนื่องจากมีราคาติดมาอยู่ด้วยจ้า
 
anello-real-fake-04
 
 7. กระดุมรัดสายหิ้ว กระดุมที่อยู่บนตัวรัดสายหิ้วเป้ จะมีลายดาว 6 ดาวอยู่ ของแท้จะมีแค่ดาว ส่วนของปลอมนั้นอาจจะมีรูป หรือตัวอักษรอื่นที่ไม่ใช่ดาวติดมาด้วย
 
 8. ซิบ ตัวดึงซิบ ของแท้นั้นจะเป็นสีทองเหลือง ลักษณะผอมยาวสมส่วน แต่ของปลอมนั้นบางทีอาจจะอ้วนสั้น หรือเป็นสี่เหลี่ยมเลยก็มี
 
anello-real-fake-05
 
 9. ทรงของเป้ เรื่องของทรงบางทีก็ดูยาก เพราะของปลอมมีวัสดุหลายแบบ แต่ขอบอกเป็นแนวทางละกันครับ คือ ของแท้จะจัดเป็นทรงง่าย ผิดกับของปลอมที่ไม่แข็งเป๊ก ก็จะอ่อนปวกเปียกไปเลยจ้า
 
anello-real-fake-06-1
 
 10. รายละเอียดป้ายด้านในกระเป๋า ป้ายด้านในกระเป๋าอันเดิมกับข้อเมื่อกี้ ของแท้ที่ด้านหลังป้ายจะมีระบุ ปีเดือนวัน ที่ผลิตเอาไว้ ส่วนของปลอมด้านหลังจะว่างเปล่า
 
anello-real-fake-06-2

 11. รหัสของกระเป๋า สำหรับเป้ Anello ล็อตหลังๆ ตั้งแต่วันที่ 20/11/2015 เป็นต้นมา ตัวรหัสที่อยู่บนป้ายกระดาษห้อยนั้นจะมีตัว A ต่อท้ายด้วยจ้า
 
anello-real-fake-07
 
 12. ความน่าเชื่อถือของร้าน ก่อนจะซื้อกระเป๋า Anello จากร้านไหน อย่าลืมเช็คประวัติ หรือดูรายละเอียดร้านกันให้ดีก่อน ไม่ใช่เห็นว่าถูกก็หน้ามืดตามัวสั่งซื้อเลยทันที เพราะปัจจุบันของปลอมระบาดหนักมาก ไม่อยากจะให้เสียใจภายหลังกันนะจ๊ะ ^^
 
anello-real-fake-HARAJUKU

anello-real-fake-08
 
anello-real-fake-09
 
Credit: katsura1213.pixnet.net





ข้อมูลนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ตัดสินใจครับ แต่เราก็ต้องคอยอัพเดตไปเรื่อยๆน่ะครับ เพราะโรงงานผลิตเขาก็เปลี่ยนไปเรื่อย อย่างล็อตใหม่ๆที่ชายในญี่ปุ่นกระดุมก็เปลี่ยนเป็น carrot หมดแล้ว ....และกระเป๋าก็มีหลายรุ่นมาก แต่ละรุ่นก็ใช้มาตรฐานเดียวกันมาดูไม่ได้ครับ...อย่างล็อตล่าสุดผมไปซื้อมา เป้แบบCanvas mini กระดุมเป็น Carrot ป้ายแท็กด้านในเป็นภาษาญี่ปุ่น และ Made in China แต่ไม่มีวันที่ผลิต.....
ส่วนเป้รุ่น Nylon mini กระดุมเป็น Carrot ป้ายแท็กด้านในเป็นภาษาญี่ปุ่น และ Made in China มีปีเดือนวันที่ผลิตแต่ตัวเลขเป็นแบบ 2016.05.21
เป้รุ่น Denim mini ลายทาง กระดุมเป็น Carrot  ป้ายแท็กด้านในเป็นภาษาญี่ปุ่น และ Made in China มีปีเดือนวันที่ผลิตแต่ตัวเลขเป็นแบบ 16-06-04
อันนี้คร่าวๆแค่ 3 รุ่นยังตางกันเลย แล้วถ้าเราเอามาตรฐานเดียวกันไปดูกับทุกรุ่นทุกล็อตไม่ได้หรอกครับ....เอาเป็นว่าซื้อกับร้านที่ไว้ใจได้จากญี่ปุ่น มีใบเสร็จรับรองก็น่าจะสบายใจได้ ไม่ต้องมานั่งกังวลครับ


ที่มา: http://www.japanmase.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%8B%E0%B8%B2-anello-%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89-vs-%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1/

13
วันนี้ sunglass365 จะพาทุกท่านไปเรียนรู้วิธีดูแว่นกันแดดสุดฮิตอย่าง RayBan ที่มักจะมีของปลอมออกมาขายกันเกลือนตลาด ไม่ว่าจะเป็นตามอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั้งร้านแว่นที่มีหน้าร้าน บางท่านซื้อมาจาก USA หรือ Ebay ผมบอกเลยว่าใน Ebay มี Seller ที่ขายของปลอมเกิน 70 เปอร์เซ็น แม้กระทั้ง Seller เองก็ยังไม่รู้เลยว่านั้นเป็นของปลอม เรียกได้ว่าหากใครที่ไม่ศึกษาข้อมูลก่อนซื้ออาจทำให้ต้องซื้อของปลอมในราคาที่เท่ากับของแท้เลยก็ว่าได้ หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าหากไม่มีความรู้เลยจะสามารถดูออกไหมว่าอันไหนของปลอมอันไหนของแท้ ผมตอบเลยว่าดูออกแน่นอนครับไม่ยากเกินความสามารถของคนอย่างเราๆหรอก ผมจะสอนวิธีการดูแว่น RayBan ของแท้ให้ โดยเราจะทำการตรวจสอบด้วยกัน 6 จุด ซึ่ง 6 จุดนี้แหละจะบอกว่าแว่น RayBan ตัวนี้เป็นของแท้หรือไม่

จุดที่ 1) บาร์โค้ดบนกล่องแว่น
บาร์โค้ดบนกล่องแว่นบอกอะไรเรา สามารถเช็คได้อย่างไร โดยจุดที่เราจะเช็คมีอยู่ 4 จุดบนกล่องตามรูป -ตำแหน่งที่ 1 จะเป็นรายละเอียดของตัวแว่น จะบอกรุ่นของแว่น(ModelNo.) สีของกรอบแว่น สีของเลนส์ ขนาดเลนส์ ความเข้มของเลนส์ ขนาดของขาแว่น ซึ่งหากเราเช็คตรงนี้แล้วไม่ตรงกับคุณสมบัติของแว่นเราให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นของปลอม -ตำแหน่งที่ 2 ที่เราจะทำการเช็คเป็น Matrix code เล็กๆ โดยจุดนี้หากว่าโทรศัพย์ของเรามีโปรแกรมสแกนบาร์โค้ด ให้นำออกมาสแกนที่จุดนี้ ผลลัพธุ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขยาวๆ ซึ่งตัวเลขนี้จะต้องเป็นตัวเลขของบาร์โค้ดในจุดที่ 3 และจุดที่ 4 นำมาต่อกันเท่านั้น-ตำแหน่งที่ 3 ให้เราสแกนบาร์โค้ดแล้วค้นหาผลลัพธ์ หากว่าผลลัพธุ์ที่ได้จะต้องตรงกับแว่น RayBan
 
 
-ตำแหน่งที่ 4
ให้เราสแกนบาร์โค้ดแล้วดูผลลัพธุ์เหมือนจุดที่ 3 ผลลัพธุ์ที่ได้ก็จะต้องตรงกับแว่นของเรา

 

 
**คำแนะนำ : ป้ายบาร์โค้ดของ RayBan รุ่นใหม่ๆจะต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น วิธีการดูบาร์โค้ดนี้ก็สามารถใช้ได้กับ RayBan หลายๆรุ่น 
 
จุดที่ 2) สะพานจมุก
ของแท้ : สลักคำว่า RAY-BAN แล้วตามด้วยขนาดเลนส์
□ ขนาดสะพาน เช่น RAY-BAN 55 □ 14. โดยจะสลักด้านใต้ของสะพานจมูกแว่น ถ้าหากเราคว้ำแว่นให้ปลายขาแว่นชี้ขึ้นและหันออกจากตัว เราจะเห็นตัวหนังสือไม่กลัวหัวสามารถอ่านได้

 
 
ของปลอม : จะพิมคำว่า B&L RAY-BAN ITALY โดยจะพิมไว้ด้านบนของสะพานจมุกแว่น หากเรามองใกล้ๆจะเห็นว่าของปลอมจะใช้การพิมแทนการสลักลงบนเนื้อแว่น ดังภาพตัวอย่าง ***แต่มีบางรุ่นที่เป็นปลอมเกรด VIP จะสลักแบบเดียวกับของแท้เลยเรียกได้ว่าแทบจะเป็นฝาแฝดกันเลยก็ว่าได้ แต่ใช่ว่าจะเหมือนทุกอย่าง ของปลอมเกรด VIP บางรุ่นหากเราคว้ำแว่นให้ปลายขาแว่นชี้ขึ้นและหันออกจากตัว เราจะเห็นตัวหนังสือกลับหัว

 
 
เปรียบเทียบของแท้ (RAY BAN) และของปลอม (REPLICA) เป็นภาพถ่ายจากทางด้านบนของตัวแว่นจะเห็นว่าของแท้จะไม่สลักอะไรเลยที่ด้านบนจะสลักด้านใต้ของสะพานแว่นแทน**ความรู้ : B&L เป็นบริษัทแม่ RAY-BAN ก่อนที่จะโดน Loxottica ซื้อไป ตอนที่ B&L ผลิต RAY-BAN นั้นไม่เคยผลิตที่ ITALY แต่จะผิดที่ USA หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสลักคำว่า B&L RAY-BAN ITALY**คำแนะนำ : วิธีนี้ใช้ได้กับเรย์แบนของปลอมและของปลอมเกรดพรีเมี่ยมบางรุ่น แนะนำให้ดูหัวข้ออื่นๆถัดไปประกอบจุดที่ 3) ขาแว่น ของแท้ : จะมีข้อมูลตามต่อไปนี้บนขาแว่น -Model No. เช่น RB3025 -รายละเอียด Model เช่น AVIATOR LARGE METAL-รายละเอียด รหัสสีกรอบแว่น / รหัสสีเลนส์ เช่น 088/3F หรือจะเป็น Submodel No. เช่น W3234 ี-รายละเอียดความยาวของเลนส์และสะพานแว่น เช่น 55 □ 14ตัวอย่าง : RB 3025 AVIATOR LARGE METAL W3234 55□14 3N
RB 3025 AVIATOR LARGE METAL 088/3F 58□14 2N

ตัวอย่างขาแว่น RAY-BAN ของแท้
 
ของปลอม : แทบจะไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวแว่นเลยมักจะมีแค่ ModelNo. กับขนาดเท่านั้นดังรูป แต่อย่าพึ่งดีใจไปพักหลังมานี้มักมีของปลอมเกรดVIP เกิดขึ้น โดยจะใส่รายละเอียดแว่นเช่นเดียวกับของแท้ลงไปที่ขาแว่นด้วย ทำให้สามารถแยกได้ยากมากระหว่างของแท้กับของปลอม แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถแยกไม่ได้เลย เราสามารถแยกได้จาก รายละเอียดแว่นที่พิมบนขาแว่นนี่แหละ ดูว่าตรงกับแว่นของเราไหม เนื่องจากตัวเลขพวกนี้สามาบอกขนาด สีเลนส์ สีกรอบ ขนาดแว่น ชนิดเลนส์ ขนาดเลนส์ได้ หากใครยังดูคตัวเลขพวกนี้ไม่เป็น สามารถดูวิธีได้ที่

ขาแว่นของ RAY-BAN ปลอม จะมีแค่เลข ModelNo. กับขนาดเลนส์
 
คำแนะนำ : การดูขาแว่นใช้ไม่ได้กับของปลอมทุกเกรด ควรดูจุดอื่นประกอบ แนะนำให้ดูอุปกรณ์ เพราะดูง่ายและเห็นความต่างชัดเจน
 
จุดที่ 4) สัญลักษณ์ RB บนเลนส์

*****จุดนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดสำคัญที่สุดสามารถมองเห็นความแตกต่างและสามารถแยกของปลอมกับของแท้ออกได้อย่างชัดเจน แต่จะต้องสังเกตุ หรือใช้แว่นขยายหน่อยนะครับ****
 
ของแท้ : อักษร RB จะตระกรุกตระกักไม่เรียบเนียน อาจคล้ายๆไข่ปลาต่อกัน จะสังเกตุเห็นค่อนข้างยาก อาจต้องนำไปส่องกับไฟ เพราะใช้การยิงเลเซอร์ให้เลนส์เป็นรอยบุ๋มลงไปไม่ใช่การพิมพ์ ดูรูปประกอบ
 


 


 
ของปลอม : ตัวอักษรจะสมูธกว่าและตัว R จะไม่เหมือนของแท้ เส้นที่ลากลงจะลากยาวต่อกัน และตัวอีกษรจะสังเกตุเห็นง่ายเพราะใช้การพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายลายน้ำ

 
คำแนะนำ : จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้แยกของปลอมกับของแท้ออกอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะ Ray-Ban ของก๊อป เกรด VIP บางชิ้นก็ทำการยิงเลเซอร์คล้ายของแท้ ถ้าไม่ชำนาญจริงจะดูยาก แนะนำให้ดูว่าตัว R มีลักษณะเหมือนในภาพแรกไหม เส้นที่ลากยาวจะไม่ต่อกัน
ข้อควรระวัง :แว่น Ray-Ban บางช่วงการผลิต คือช่วงที่ Luxottica มา Takeover B&L ช่วงแรกๆ ก็จะมีบางรุ่นที่โลโก้ RB บนเลนส์ ไม่ใช่การยิงเลเซอร์ แต่เป็นการสกีนลงบนเลนส์แทนจุดที่ 5) สติ๊กเกอร์ติดเลนส์ **จุดนี้เป็นอีกจุดที่แยกไม่ยากและสามารถแยกของแท้กับของปลอมออกจากกันได้**
ของแท้ : ถ้าเป็นสติ๊กเกอร์เลนส์ G-15 พื้นที่สีดำที่เขียนว่า Ray-Ban จะต้องอยู่ตรงกลางเปะและมีความมันเงาดังรูป หากเป็นเลนส์ Polarized จะไม่เขียนคำว่า 100% UV PROTECTION แต่จะเขียนคำว่า POLARIZED แทน ดังเช่นในรูปประกอบ



 
 
ของปลอม :
สติ๊กเกอร์ของตัวเลนส์ G-15 จะไม่มันเงาเหมือนของแท้ แต่ของปลอมเกรด vip บางรุ่นสติ๊กเกอร์อาจจะมันเงาคล้ายของแท้แต่ก็ยังไม่เหมือนอยู่ดี แต่พื้นที่สีดำที่มีคำว่า Ray-Ban จะไม่อยู่ตรงกลางเปะๆ หากนำมาเปรียบเทียบกับของแท้จะรู้ได้ทันที  หากเป็นเลนส์ Polarized จะพิมคำว่า 100% UV PROTECTION แทนที่จะพิมว่า POLARIZED และอาจจะมีป้าย Ray-Ban ติดมาด้วยตามรูป ซึ่งของแท้ไม่มีอย่างแน่นอน

 

 
จุดที่ 6) อุปกรณ์** เป็นอีกจุดที่ดูไม่ยากมองด้วยตาผ่านๆก็รู้แล้วว่ากล่องนี้เป็นของแท้กล่องนี้เป็นของปลอม **
แค่ก๊อปแว่นให้เหมือนก็เหนื่อยลำบากแล้ว เค้าคงไม่ลงทุนมานั่งปลอมคู่มือให้เหมือนเปะๆด้วยหรอก 555
 
ผ้าเช็ดแว่น : ของแท้จะมีอัตราส่วนตามภาพด้านล่าง

 
กล่องแว่น : หากเป็นรุ่นใหม่ๆกล่องจะมีลักษณะแข็งและผลิตจากจีน สังเกตุได้จากด้านในตรงที่บุกำมะหยี่ เขียนว่า CASE MADE IN CHINA จุดนี้ต้องหาดีๆครับ พิมไม่ค่อยชัดเท่าไหร่


ถ้าเป็นกล่องรุ่นเก่าจะมีคำว่า MADE IN ITALY อยู่ข้างกล่อง ตัวกล่องจะออกนุ่มๆ

 
หนังสือ THE ICONS : ขนาดตัวอักษร ตำแหน่ง LAYAR ของแท้กับของปลอมจะต่างกันพอสมควร สามารถแยกออกโดยง่ายดาย

 
 
คู่มือ : ขนาดอัตราส่วนจะต่างกันพอสมควรแยกออกได้ง่าย
ด้านซ้ายคือของแท้
ด้านขวาคือของปลอม

 
สำหรับคู่มือนั้นจะมีอยู่ 3 รุ่น ทางด้านขวาจะมีคำว่า LuXOTTiCA GROUP ถ้าคู่มือเล่มไหนพิมพ์แบบนี้ให้คิดก่อนเลยว่าเป็นของปลอม เพราะคู่มือเล่มนี้เป็นรุ่นแรกเลย ปัจจุบันก็อาจจะมีอยู่แต่น้อยมากๆแล้วครับ
 
 
ทั้งหมดนี่ก็เป็นวิธีดูแว่น Ray Ban รุ่น Aviator ของปลอม ของก๊อป ก๊อปเกรดVIP อย่างละเอียดวิธีการที่แม่นยำที่จุดคงต้องดูในจุดที่ 4 กับ จุดที่ 6 เป็นวิธีที่ดีที่สุด ยังไม่มีของปลอมรุ่นไหนทำจุดสองจุดนี้ออกมาได้เหมือนเลย หากเพื่อนๆจะเลือกซื้อแว่น RAY BAN ควรตรวจสอบให้ดีก่อนซื้อ โดยเฉพาะรุ่น Aviator เนื่องจากปัจจุบันมีของปลอมออกมาเยอะมาก


ข้อมูลและรูปภาพส่วนหนึ่งนำมาจาก http://goo.gl/vIHOfU , http://goo.gl/ZQC128 , http://www.toplook.cl
เรียบเรียงและจัดทำเพิ่มเติมโดย http://www.sunglass365.com

ขอขอบคุณ: https://www.sunglass365.com/article/1/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A-rayban-%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89-%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9B-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94

14
แอร์น้ำหยด ปกติล้างแอร์ก็หาย แต่คราวนี้ไม่

- ช่างคนแรกมาดูบอกล้างแอร์มันมี 2 แบบ แบบธรรมดาอาจไม่หายต้องถอดทั้งตัวมาล้างน้ำยา แต่ที่น่าตกใจคือล้างธรรมดา 400 บาท ถอดมาล้างราคา 4,200 บาท !!!!! มันแพงเหลือเกิน ก็เลยยังไม่เอา

- โทรไปถามช่างอีกแห่ง ค่าล้างปกติ 500 ลองถามว่าถ้าถอดมาล้างทั้งตัวคิดเท่าไหร่เขาบอก 1,800

- ไปเรียกช่างแห่งที่ 3 มา ค่าล้างปกติ 300 บาท เขาบอกจะล้างน้ำยาให้ คิด 1,800 เห็นว่าราคาเท่ากับช่างคนที่ 2 ราคาทั่วไปคงประมาณนี้ก็เลยให้ล้างเลย ระหว่างล้างก็เห็นว่าเขาไม่ได้ถอดทั้งตัว ล้างเหมือนปกติ แค่มีน้ำยาไปลาดตรงคอยเย็น พอถามเขาบอกอันนี้คือล้างน้ำยา ถ้าถอดทั้งตัวเรียกว่าล้างใหญ่ อาวซะงั้น อยู่ดีๆเพิ่มมาอีกแบบเฉย ตกลงมีกี่แบบเนี่ย แล้วทำไมไอ้แบบนี้แค่เพิ่มน้ำยาลาดลงไป แต่เพิ่มราคาจาก 300 เป็น 1800 เลย ไม่รู้ถูกหลอกหรือเปล่า

- แต่ที่แย่กว่านั้นคือน้ำมันยังหยดอยู่ เรียกช่างกลับมาดูเขาบอกอาจต้องล้างใหญ่ ก็จะคิดเงินเพิมอีกเป็นพัน

เลยอยากถามว่าจริงๆล้างแอร์มันมีกี่แบบกันแน่ และแต่ระแบบราคามันอยู่ประมาณไหนครับ ผมถูกหลอกอะไรหรือเปล่า


อีกประเด็นก็เรื่องน้ำยาแอร์ อ่านในเน็ตบอกว่าไม่ต้องเติม แต่ จ้างช่างมา 5-6 ช่าง ไม่เคยมีคนไหนไม่เติม
ถ้ามันโกง แปลว่าทุกช่างโกงหมดใช่มั๊ย พอลองถามว่า มันเป็นระบบปิดถ้าไม่รั่วก็ไม่ต้องเติมใช่มั๊ย
เขาบอกว่าน้ำยามันก็จะค่อยๆพร่องไปตามเวลา แล้วก็หันไอ้ตัวเกทวัดมาให้ดู ว่านี่ไงพร่องไป 20 ปอนด์
ไอ้เราก็ดูไม่ออกหรอก ไม่กล้าเถียงเพราะไม่รู้จริง



โดนหลอกไปแล้วครับ

ลองหาช่างที่ยอมล้างคอยล์เย็นอย่างเดียว ไม่ต้องล้างไม่ต้องยุ่งกับคอยล์ร้อนข้างนอก
ล้างเสร็จให้เขารินน้ำลงไปในคอยล์เย็นดูให้มันไหลคล่องดี น้ำไหลออกท่อน้ำทิ้งสะดวก
ทดสอบความเย็น เย็นเหมือนเดิม....ใช้ได้



น้ำยาแอร์ มันเป็นระบบปิดอย่างที่ว่าแหละครับ แต่ทีนี้มันมีข้อต่อเกลียวขัน ปิดระบบ บางทีก็รั่วทางเกลียว หรือรอยเชื่อมที่ไม่ดีเป็นตามด เวลาคอมสตาร์ท เกิดการสั่นสะเทือน นานไปก็อาจเป็นได้ แต่เปอร์เซนต์มันน้อยมากๆๆ แอร์ที่มีปัญหาส่วนใหญ่อาการเป็นดังนี้..เรียงตามอาการที่เสียบ่อยสุด
  1) แอร์สกปรก ไม่ถอดตะแกรงกรองฝุ่นล้าง ไม่ล้างคอล์ยร้อนที่อยู่นนอกห้อง และล้างคอย์เย็นที่อยู่ในห้อง
  2) แมกนิติกคอนเทคเตอร์ มีมดเข้าไปอยู่ (ใช้สเปรย์น้ำยาหล่อลื่นคอลแทคฉีดไล่) หรือแมกนิติกคอนเทคเตอร์พัง ราคา 300 บาท
  3) มอเตอร์พัดลมคอล์ยร้อนไหม้ ราคาพัดลม 700 บาท
  4) คอนเดนเเซอร์ ช่วยStart พัง ราคา 200 บาท
ช่างที่ไร้จรรยาบรรณ จะคลายเกลียวที่ท่อ เซอร์วิส วาร์ว เพื่อปล่อยน้ำยาทิ้ง.. ลองใช้บริการล้างแอร์ของการไฟฟ้านครหลวงดู เห็นเขาว่าไม่หมกเม็ด จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ หรือจะล้างเอง ก็ได้ไม่ยาก ถ้าอยู่ไม่ไกลบ้านผมหลังไมล์มาจะไปสอนให้ ฟรีจ้า..
สุดท้าย.ระบบทุนนิยม อะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ช่างก็ต้องกินต้องใช้ไหนจะภาระเลี้ยงดูลูกเมียเขาอีก อย่าโกรธเขาเลยครับ



 ล้างแอร์แบบ400-500บาท(ขนาด9000-18000บีทียู) ขั้นตอนก็คือ เปิดหน้ากาก ถอดถาดน้ำ ถอดใบพัดโพรงกระรอกทำการล้างทำความสะอาด  ล้างแผงคอยเอาผ้าใบหรือถาดรองน้ำมาห่อ มารองไว้ แล้วเอาน้ำแรงหน่อยฉีดให้สะอาด เอาเครื่องเป่าลมเป่าฝุ่น หยดน้ำ ไล่สิ่งอุดตันที่ท่อระบาย ประกอบให้เหมือนเดิม ล้างแผงคอยล์ร้อน เป็นอันเสร็จพิธีการ แค่ขั้นตอนการทำ ยังมากกว่าค่าจ้างเลยครับ
อีกวิธีคือ ล้างแบบยกเครื่องออกมากรณีโสโครกยิ้ม ถ้าแอร์รุ่นเก่า ต้องตัดท่อน้ำยาด้วยนะครับ รุ่นใหม่ขันแฟร์ออก ยกมาล้างให้หมด เสร็จแล้วเชื่อมท่อ ต่อแฟร์ แว๊ค เติมน้ำยา แค่ค่าน้ำยาก็ปาไปเป็นพันแล้วครับ ไหนจะเชื่อมท่อต่อท่อ แว็คคั่มอีก ทางที่ดี ล้างแอร์ทุกปี ล้างฟิลเตอร์ทุกสัปดาห์ จะได้ไม่ต้องทำให้มันเสียเยอะๆแบบอย่างหลัง



อย่าไปเรียกช่างสติ้กเกอร์ตามประตูบ้าน ,เสาไฟฟ้า

เรียกแต่ช่างที่มีหน้าร้านใกล้บ้านเท่านั้น

เราล้างเองก็ได้ แต่ขี้เกียจ เรียกช่างมาล้างใหญ่ราคา๗๐๐บาท ล้างครั้งเดียวอยู่ได้สองปี แต่ต้องถอดฟิลเตอร์ด้านคอยล์เย็นในห้องออกมาล้างด้วยตนเองบ่อยๆด้วย
เรื่องน้ำรั่ว,น้ำหยด เป็นเพราะท่อน้ำทิ้งตัน ช่างไม่เป่าท่อน้ำทิ้งให้ เท่านั้นเอง



ล้างแอร์ ล้างใหญ่ในความเข้าใจของผม (เอามาจาก website Power Buy)
1. ล้างทำความสะอาดชุด Filter และแผง Coil ที่ Fancoil Unit (ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง)
2. ล้างทำความสะอาดท่อน้ำทิ้ง ถาดน้ำทิ้ง ชุด Blower
3. เช็คระบบหล่อลื่นของลูกปืน ความสมดุลย์ของใบพัด
4. ล้างทำความสะอาดชุด Condensing Unit
5. ตรวจเช็คน้ำยา ระบบไฟฟ้า และการสั่นสะเทือนของมอเตอร์ ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

น้ำหยดจากคอล์ยเย็นมีได้หลายเหตุแต่น่าจะมาจากท่อน้ำทิ้งเป็นสำคัญ
การล้างที่ต้องตัดเครื่องออกมา ผมได้ยินว่าเขาทำกันต่อเมื่อแอร์มีอาการตันแต่สถานที่ในการล้างไม่อำนวย ก็ตัดเครื่องออกมาทั้งเครื่องแล้วมาถอดล้างในสถานที่ที่ทำงานสะดวก ก่อนใส่กลับเข้าไป ซึ่งการจ่ายเงินเพิ่มมีเหตุผลเพราะต้องทำงานเพิ่มหลายขั้นตอน



ปรกติ ผมล้างเองครับ แต่ควรศึกษามาพอสมควรครับ ควรมีความรู้เรื่องไฟฟ้าด้วย ปรกติที่เคยเจอกับตัวตอนน้ำแอร์มันหยด คือในรางที่อยู่ข้างใต้คอล์ยเย็นมันมีพวกขี้ตะไคร่ขี้ฝุ่นไปอุดตันทางน้ำไหลออกครับ ผมถอดออกมาเอาน้ำฉีดล้างให้สะอาด ตรวดดูตรงข้อต่อระหว่างรางกับท่อน้ำหยด ที่ออกภายนอกมันรั่วหรือมันยึดติดแน่นดีไหม เช็คเสร็จเอาใส่กลับเหมือนเดิม ถ้าไม่แน่ใจแนะนำให้เอากล้องมือถือถ่ายรูปทุกจุดก่อนที่จะถอดครับ ทุกขั้นตอนครับ กันลืมหรือใส่ผิด และสำคัญที่สุด ต้องสับเบรคเกอร์แอร์ลงก่อน และตรวจดูให้แน่ใจที่สุดว่าไม่มีไฟฟ้าเหลือในระบบแล้ว แต่ถ้าไม่มั่นใจ หรือกลัวมันพัง เชื่อผมครับ เรียกช่างที่มีหน้าร้านชัดเจนมาเถอะครับ และที่แน่ๆถ้าแค่ล้างแอร์ ยังไม่เคยเจอช่างคนไหนเรียกเก็บเกินแปดร้อยบาทครับ แพงที่สุดคือแค่นั้น เว้นแต่ถ้ามีเติมน้ำยา หรือมีอะไรเสีย และทุกครั้งก็ไม่เคยเห็นช่างคนไหนล้างแต่คอล์ยเย็นเลยครับ เค้าก็ล้างให้ทั้งหมดเลย พอดูนานๆเข้าเลยลองล้างเองดูครับ แต่ก็ยังเรียกช่างมาล้างนานๆครั้ง เพื่อเช็คทั้งหมด ส่วนที่ผมล้างเองเพราะ มันทำเองได้บ่อยๆและมันช่วยประหยัดค่าไฟได้ครับ



ถ้าแอร์ยังเย็น แต่น้ำหยด ก็แปลว่า ถาดน้ำทิ้ง/ท่อน้ำทิ้งตัน หรือรั่ว ตรงไหนสักที่

ถ้าทุกอย่างโอเค ให้ลองเอาน้ำใส่ขวดเปล่า ไปบีบเทที่ถาดน้ำทิ้งตรงคอยล์เย็น
น้ำจะต้องไหลออกท่อน้ำทิ้ง โดยไม่หกหยดตรงไหนเลยเจ้าค่ะ

แต่อาจเป็นไปได้ว่า มีน้ำแข็งเกาะที่ท่อทองแดง แล้วละลายหยดติ๋ง
อันนี้ต้องให้ช่างแอร์มาดูเรื่องน้ำยาแล้ว

ลองสังเกตดูว่ามันเข้าเคสไหน



น้ำยังหยด

ถ้าพอมีฝีมือทางช่างบ้างเล็กน้อย(หาคู่มือหรือคลิปดูวิธีถอดฝาหน้า) ปิดเบรคเกอร์ แล้วก็เปิดฝาหน้าออกมา หาซื้อสายยาง(เช่น สายแว๊คควั่มรถยนต์ ให้เล็กกว่าท่อน้ำทิ้งไว้ เข้าท่อน้ำทิ้งได้สบายๆ)ขนาด๑-๒หุนเส้นเล็กๆมาสัก๒-๔เมตร ราคาไม่กี่บาทหรอก เสร็จแล้วก็แยงลงไปในรูน้ำทิ้งตอนล่างของถาดให้ลึกที่สุด อีกด้านก็เอาเข้าปาก แล้วก็เป่าให้แรงที่สุด ให้สิ่งสกปรกที่อุดตันในรูน้ำทิ้งออกไป

หากซื้อสายยางมายาวกว่าท่อน้ำทิ้ง อาจจะใช้สายยางนี้แยงรูจนหายตันไปเลยก็ได้
หรืออาจจะแยงย้อนจากทางด้านขาออกของรูน้ำทิ้งก็อาจจะได้

เหตุที่ท่อตันก็อาจจะเกิดได้จากหลายเหตุ เช่นจากฝุ่นโคลนตะไคร่ จิ้งจกงู หรือท่อตกท้องช้างก็ได้



ล้างแอร์มี 2 แบบครับ คร่าวๆนะ

- ล้างแบบทั่วๆไป 400-500 คือ ล้างฟิลเตอร์ , ฉีดล้างแผงคอยล์เย็น-blower , ฉีดล้างแผงคอยล์ร้อน

- ล้างใหญ่ 1500-1800 คือถอดชุดคอยล์เย็นลงมาเลยคับ น้ำยาแอร์ไม่ต้องปล่อยออกใช้วิธี pump down เก็บเข้าไปในชุดคอยล์ร้อน ถอดออกมาฉีดล้างทุกซอกทุกมุมคับ รวมทั้งถอดถาดหลังออกมาล้างด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้น้ำหยด เพราะถ้าถาดหลังตัวนี้มันสกปรกและตัน ล้างแบบทั่วไปยังไงก็ไม่ออกคับ



แอร์ใหม่ทุกยี่ห้อ อัดน้ำยามาให้เฉพาะที่คอยล์ร้อน
ที่คอยล์เย็น และท่อน้ำยา ไม่ได้อัดน้ำยามาให้
เวลาติดตั้ง ต้องทำการ Vacuum ทุกครั้ง ไม่มียกเว้น

ที่ไม่ Vacuum เพราะช่างขี้เกียจยกเครื่อง Vacuum หรือไม่มีเครื่อง Vacuum
และไม่อยากเสียเวลารอ เพราะวันหนึ่งๆ จะติดตั้งหลายเครื่อง



เพิ่มเติมข้อมูล

โทรไปถามทาง dikin มา เขามีบริการล้างแอร์
ล้างธรรมดา - 963 บาท
ล้างถอดทั้งตัว - ค่าถอดมาล้าง1,605 + ค่าน้ำยา 400 = 2,005 บาท



ผมเคยเจอเคสน้ำหยดครับ ไหลเป็นทางเลย โดนผ้าม่านเปียกเต็มไปหมด สาเหตุเกิดจากท่อระบายน้ำตัน
ช่างก็ล้างคอยน์เย็นปกติ และลองเทน้ำดูว่าไหลออกท่อปกติไหม ช่างบอกถ้ายังตันอยู่ อาจมีตะไคร่เกาะในท่อ ท่ออาจจะเล็กเกินไป พอท่อตัน มันก็เลยล้นออกมาทางคอยน์เย็น อีกสาเหตุคือ ติดตั้งท่อไม่ดี ท่อเอียงไม่ลาดลงไปตามแรงโน้มถ่วง ทำให้น้ำไหลย้อนกลับมา



ผมล้างเองครับ  ก่อนล้างทุกครั้ง สับเบรกเกอร์ตัดไฟก่อนนะครับ
คอยล์เย็น แกะฟิลเตอร์ออกมาล้าง
และฉีดน้ำยาล้างแบบโฟมที่คอยล์  หาพลาสติกมาคลุมแผงวงจรไว้
แล้วเอาน้ำฉีดทำความสะอาดตามคอยล์
ระวังพัดลมอย่าให้หมุน  หาอะไรมาขัดไว้

รางแอร์ ถ้าถอดได้ให้ถอดข้างนึงให้น้ำไหลลง แล้วหาถุงพลาสติกมารอง
น้ำหยดบางทีก็เพราะรางมีเศษสกปรกกองจนบังทางลงท่อทำให้น้ำไหลกลับและล้นออกมา

แล้วฉีดน้ำ อัดเข้าไปที่ท่อระบายน้ำ  ไล่สิ่งอุดตันออก

ล้างเสร็จก็เอาโบลเวอร์ ฉีดลมไล่น้ำไล่ความชื้น

แค่นี้แอร์ก็เย็นขึ้นเยอะแล้ว

ยังมีคอยล์ร้อนด้านนอก
ถอดหน้ากากออก
จะเห็นคอมเพรสเซอร์กับ CAP  หาพลาสติกมาคลุมไว้
อีกช่องจะเป็นพัดลมกับแผงคอยล์ร้อน
ให้ไขน็อตหมุนเอาใบพัดลมออกมา  แล้วเอาพลาสติกคลุมมอเตอร์
เอาน้ำยาล้างคอยล์ร้อน ฉีดๆ ทิ้งไว้ 4-5 นาที
แล้วฉีดน้ำล้างคอยล์ร้อนจนน้ำคราบดำๆ เริ่มหายไป
อย่าใช้เครื่องฉีดแรงมาก เดี๋ยวแผงล้ม  มันจะระบายความร้อนแย่ลง  ถ้าล้มบ้าง นิดหน่อย ก็ยังใช้ได้อยู่

ล้างเสร็จเอาโบลเวอร์ลม  ไล่น้ำไล่ความชื้น
ประกอบกลับ  เป็นอันเสร็จ

ที่มา: https://pantip.com/topic/33402588

15
หนังสือพระ จำกัด 1เล่ม ต่อ การแลก 1ครั้ง

หน้า: [1] 2 3 ... 86