แสดงกระทู้ - Butter
- +



ของในห้องแจกของแจกฟรีทุกชิ้น

^ประกาศ pordoo.com คือเว็บสำหรับแจกสิ่งของ สมาชิกสะสมพอยท์ภายในเว็บเพื่อนำไปแลกของรางวัลที่ต้องการ
พอยท์ได้มาจากไหนบ้าง?
1.สมัครสมาชิกรับ 100 พอยท์
2.กดรับจากAdmin สัปดาห์ละ 100 พอยท์
3.สมาชิกคนอื่นกดให้พอยท์ (กดที่กล่องของขวัญ)
แจก 2,000 พอยท์ทุกสัปดาห์ รอบ10 คลิ้กเลย

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Butter

หน้า: [1] 2 3 4
1
1.หนังศรีษะมันง่าย (อันนี้ร้ายแรงครับ) ทำให้รากผมที่ร่วงออกไป ฝ่อและตายไป ทำให้หัวล้านฐาวรครับ
2.คนที่ทำงานแบบใช้สมองเยอะๆคับ เพราะตอนนี้ใช้สมองมากบริเวณหน้าผากกับกลางศรีษะจะร้อนกว่าที่อื่นๆ
ทำให้รากผมไม่แข็งแรง แล้วยังมีการหลั่งสารความเครียดอีกหลายตัวออกมาอีกคับ เหอะๆ

*เห็นในรายงานต่างประเทศเขาบอกว่า หัวล้านเกิดจากพันธุกรรม 10% ที่เหลือก็มาจากสองสาเหตุแรกครับ

ผมอ่านแล้วผมร่วงเยอะกว่าเดิมอีกครับคราวนี้เหอะๆๆๆๆ สรรหาแชมพูทุกยี่ห้อมาใช้ก็ไม่ได้ผมคับ เริ่มจากนี่เลยครับ
1.เบอร์กาแมว ครับ ทำจากมะกรูด แรกๆได้ผมดีคับ ผมร่วงน้อยลง หลังๆก็กลับมาร่วงอีกครับเพราะศรีษะยังมันเหมือนเดิม
2.ฟอร์แรท เหมือนอันแรกครับ แรกๆก็ดี หลังๆก็กลับมาอีก
**หลังจากลองอันนี้มาปีนึงแล้ว จากหัวหมื่น ลูปดูอีกทีเป็นหัวแสนแล้วครับ เผลอไม่ได้เลยอ่ะ wanwan031
3.ใช้แชมพูที่ทำจากดอกอัญชัญครับ สินค้าโอท็อป ดีมากๆคับ ผมแห้งสนิทเลยครับ ผมร่วงน้อยลง
สระได้ทุกวันครับเพราะไม่มีสารเคมี เฮ้อๆๆๆๆๆ แล้วทำไงเราจะกลับมาเป็นหัวหมื่นอ่ะ เหม่งไปแล้วหนิ
4.ผมลองศึกษาเพิ่มเติมดู สมุนไพรไทย สมุนไพรจีน แล้วก็คำแนะนำตามเว็บบอร์ดต่างๆ
สรุปว่า**ถ้าแชมพูมีโสมเป็นส่วนประกอบด้วยจะดีมากครับ แต่สมุนไพรนี้จะขาดคู่ขาสมุนไพรไทยอีกตัวไม่ได้ครับ
คือกระเม็ง(หรือกันเหม่งนั่นเอง 555) ยาสมุนไพรสองตัวนี้จะรวมสรรพคุณกันทำให้ได้สรรพคุณตามนี้ครับ
1.ควบคุมความชุ่มชื้นและความมันส์บริเวณหนังศรีษะให้คงที คนที่หนังศรีษะมันก็จะปกติ คนที่ผมแห้งหนังศรีษะก็จะปกติ
ระยะยาวรังแคจะหายไปเอง
2.เส้นผมจะแข็งแรง แต่นุ่ม ไม่สาก
3.ช่วยบำรุงรากผมให้แข็งแรงอยู่เสมอ ผมร่วงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับจำนวนที่เกิดใหม่
4.อันนี้เทพดี ช่วยบำรุงรากผมที่ฝ่อชั่วคราวให้กลับมาแข็งแรงและสร้างเส้นผมใหม่อีกรอบ
(เอกสารภาษาปะกิดอ่ะน่ะ แปลๆมา+กะตัวเองใช้ด้วย)

**ผมใช้แล้วเป็นไงหรอครับ ใช้มาปีกับอีก4เดือน ตอนนี้ผมร่วงนับเส้นได้แล้วคับ ไม่เยอะเหมือนก่อน
บริเวณมุมคิวเส้นผมเกิดมาบ้างแล้ว และผมบริเวณกลางศรีษะกลับมาหนาเหมือนเดิมครับ หายเครียดซ่ะที
ที่ถูกใจที่สุดก็เห็นจะเป็นความมันที่หายไปอ่ะครับ เพราะทำให้รากเส้นผมไม่ฝ่อ
แล้วยังแต่ผมให้อยู่ทรงได้ทั้งวันโดยไม่ต้องใช้มูทอ่ะ (หุหุหุ ไอ้หล่อ)

แต่คนขายบอกว่าต้องใช้ไปตลอดอ่ะ ผมจะหนาขึ้นมาเท่าเดิมเอง ส่วนที่เหม่งบางจุดต้องรอลุ้นว่ามัน
ฝ่อฐาวรป่าว ใช้ๆไปเดี๋ยวก็รู้ (ไม่เป็นไรแค่ปิดแสนให้เหลือหมื่นตลอดไปก็พอ ขอมากไม่ได้ เดียวแห้้วหมด)

ทดสอบกันไปครับ อันไหนดีไม่ดีก็มาแชร์กันครับ

อ้อลืมบอกครับ คนที่หนังศรีษะมันๆ แต่ผมไม่ร่วงเลยอ่ะ ระวังตัวไว้น่ะครับ
พี่ชายผมไม่เคยหัวเหม่งเลย อยู่แค่เดือนเดียวข้ามไปล้านเลยอ่ะ ใช้อะไรก้ไม่หาย
หมอบอกว่ามันฝ่อฐาวรแล้ว เพราะปล่อยให้หนังศรีษะมันและยังเป็นรังแคร์อีก คงต้องผ่าตัดปลูกถ่ายผมแทน


ที่มา:คุณgrishconner
http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,91610.40.html

2
โรคภัยไข้เจ็บ / เป็นสิว ใช้ยาอะไรดี
« เมื่อ: 26 เมษายน 2017, 00:57:08 »
เอาแบบจริงๆเลยนะครับ ของผมหายด้วย ยานี้จริงๆ ไม่ได้ค่าโฆษณา แต่อยากให้หายสิวไวๆ ไม่ต้องเสียค่ายา ค่าหมอ มากมาย

รูปครับ

ืชื่อของมันก็คือ BP มีทั้ง 2.5% 5% ยี่ห้อ Garderma ไม่แรงจนเกินไป เพราะละลายตัวยาด้วยน้ำ (Water Base)

ลองไปหาดูครับ ใน Google

แต่ผมใช้แล้วหายจริงๆ ทั้งสิวหน้า และสิวหลัง เพราะมันมีตัวยา ละลายหัวสิว และป้องกันไม่ใ้ห้เ้กิดสิวขึ้นใหม่

วิธีใช้ ให้ทาทิ้งไว้ก่อนไปอาบน้ำ
- ทาครั้งแรก 10 นาทีพอครับ อย่านานกว่านั้นเดียวจะแพ้
- ทาครั้งต่อไป ค่อยเพิมระยะเวลาในการทิ้งยาไว้ ดูแล้วว่าไม่แสบหรือไม่คันยังไง ประมาณ 1 เดือน นับไปครับ ถ้าไม่แสบแล้วทาทิ้งไว้ทั้งคืนเลยก็ได้  รับรองไม่เกิน 3 เดือน สิวหาย ไม่ขึ้นใหม่ แผลเป็นจางลงอีกด้วยลองครับ


เชื่อหรือไม่ว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ราคาถูกมากถ้าเทียบกับต้องไปรักษาที่คลินิกผิวหนังต่างอย่างมาก

15 กรัม ราคา 100 กว่าบาท ใช้ได้ ประมาณ 1 เดือน
60 กรัม ราคา 280 บาท ใช้ได้ ประมาณ 3 เดือน



คนอื่นผมไม่ทราบนะครับ ของผมใช้ Oxycure ทั้งแบบอาบแบบฉีด แล้วหายครับ มีขายที่บู๊ทส์คับผม



ที่มา:คุณaussavin
http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=121747.15

3
ผมก็ปวดตาบ่อยเหมือนกันครับ ขอแชร์ประสบการณ์ ที่ได้ไปคุยกับหมอมาติดต่อกันทุกเดือน 3 เดือนแระครับ

ครั้งแรกเส้นเลือดฝอยรอบตาดำ มันอักเสบเลยครับ
ซึ่งเหมือนคุณหมอจะบอกว่า เส้นเลือดฝอยพวกนี้แตกได้นะครับ (ถ้าจำไม่ผิด)
ผมไปตอนตาเส้นเืลือดมันอักเสบเป็นเส้นแดงๆ บวมๆเล็กๆ แล้วน่ะคัรบ

ผลสรุปหมอบอกว่า : ทำงานหน้าคอมไม่ค่อยกระพริบตา (สงสัยเพราะอ่านกระทู้ใน ไทยเสียวนี่แหละครับ)
ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกนัยน์ตาไม่มี ตาแห้ง ก็เลยปวดตาครับ


ทำงานห้องแอร์ อากาศก็แห้งอยู่แล้ว ยิ่งลืมกระพริบตาก็ยิ่งตาแห้ง ก็ยิ่งปวดได้ง่ายขึ้น
นอนห้องแอร์ ก็ด้วย ถึงจะหลับตาแต่อากาศก็แห้ง อยู่ดี

ครั้งแรก ได้ยาลดการอักเสบ และน้ำตาเทียม ให้หยอดวันละ 3-4 ครั้ง รพ.พญาไท2
ครั้งที่สอง ไม่อักเสบแล้ว (เพราะรักษาสุขภาพตา ดีขึ้น) ได้แต่น้ำตาเทียม ให้หยอดวันละ 3-4 ครั้ง เหมือนเดิม รพ.เปาโลสะพานควาย
ครั้งที่สาม น้ำตาเทียม รพ.พญาไท2


ปล. พบหมอแต่ละครั้ง ผมเบิกประกันได้ ครั้งละ 1000 บาท
แจ้งพนักงานล่วงหน้าว่าเบิกประกันเท่านั้นแหละ คุณหมอก็จัดยามาซะ 9ร้อยกว่าบาททุกครั้งไป

โรคนี้คนทำงานใน office น่าจะเป็นเยอะครับ เจอแอร์และจอคอมตลอดเวลา


ที่มา: http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=77095.10

4
เมื่อวานก็เลยไปร้านขายยาในห้าง(เฟริสดรั๊ก) จะหาซื้อมากินซะหน่อย เห็นมีอยู่2ยี่ห้อที่น่าจะโอเค คือ1.แบล็กมอ60เม็กราคา500กว่า(แปะป้ายลดเหลือ400กว่าบาท) กินวันละ1-2เม็ด ส่วนอีกยี่ห้อนึงของBoots(อันนี้ลืมราคาจำไม่ได้ครับ) 60เม็ดเท่ากัน ซื้อ1ขวดแถม1ขวด

แต่เภสัชแนะนำว่า วิตามินพวกบิลเบอรี่ เบอรรี่ต่างๆ ประโยชน์มันแค่ถนอมสายตาเท่านั้นไม่ได้ช่วยรักษาอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับตาของเรา

ถ้าทำงานหน้าคอมนานๆหรือเจอแสงนานๆ เภสัชแนะนำให้ทานพวกวิตามิน"ลูทีน(Lutein)" เพราะมันมีประโยชน์มากกว่าพวกบิลเบอรี่ เบอรรี่ต่างๆ ลูทีนช่วยบำรุงและ"รักษา"สายตา และ"รักษา"อาการผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นกับสายตาด้วย

(ผมซื้ออันนี้)ผมเห็นมีขายอยู่ยี่ห้อเดียวจำชื่อยี่ห้อไม่ได้ ราคา799 ได้30เม็ด ถ้าช่วงแรกมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับตาให้ทานวันละ2เม็ด ถ้าอาการเริ่มดีขึ้นก็ลดเหลือวันละ1เม็ด


ที่มา: http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,103719.0.html

5
วิธีช่วยแก้อาการปวดตา

1. ปรับจอให้แสงพอดีกับสายตาเรา มองแล้วไม่แสบตา ไม่เคืองตา
2. ปรับจอให้อยู่ในระดับเดียวกับสายตา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลิ้งตาไปมาบ่อยๆ หรือก้มๆเงยๆบ่อยๆ
3. ปรับระยะห่างจากจอ หใ้ห่างจากสายตาเรา 1 เมตรอย่างต่ำ เพื่อช่วยลดระยะการกระจายของแสง
4. ดื่มน้ำมากๆ เวลาผมทำงานจะติดน้ำไว้ข้างๆจอขวดหนึ่งตลอด จะได้ไม่ลืมดื่ม
5. เวลาออกไปข้างนอก ถ้าสวมแว่นได้ยิ่งดี เพื่อปกป้องตาจากสิ่งแปลกปลอม
6. ว่างๆ นั่งหลับตา แล้วกลิ้งลูกคาไปมาบ่อยๆ เน้นว่าหลับตาทำครับ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อตา
7. หลังอาบน้ำตอนเย็นหรือกลางคืน ให้เอายาล้างตามาล้างตาด้วยครับ 2 ข้างเลย
8. ก่อนนอนให้หยอดตาด้วยยาหยอดตาแบบฆ่าเชื้อโรค 2 ข้างด้วยครับ
9. หลับในห้องที่ไม่มีแสงสว่างจนเกินไป เพื่อป้องกันการปรับสภาพม่านตาไม่ทันในเวลาลืมตา


ที่มา: คุณwhitecross
http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=133069.msg1748149;topicseen

6



อีกหนึ่งสิ่งที่นอกจากการทำเว็บแล้วสิ่งที่ผมชอบอีกเรื่องนึงก็คือเรื่องกินเรื่องอาหาร เขียนเรื่องการทำเว็บไซต์ต่างๆ นาๆ มาก็หลายบทความแล้วเริ่มรู้สึกเบื่อและก็หิวด้วย (ทำงานมันก็ต้องใช้พลังงาน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง) วันนี้หลังจากที่ผมเขียนบทความและอัพเดสเว็บไซต์ต่างๆ เสร็จแล้วก็เกิดอาการหิวขึ้นมา ไม่รู้จะกินอะไรดี พอดีเข้าไปที่บริษัทที่ผมดูแลเว็บให้อยู่และเขาก็กำลังทำอาหารเมนูพิเศษรับประทานกันอยู่ ผมก็ได้โอกาสแจมไปด้วยเลย เมนูที่ได้ลองชิมในวันนั้นคือ ซุปไก่โสมซัมเกทัง อาหารชั้นดีเพื่อสุขภาพเลยละ พอรู้ว่ามันมีประโยชน์ก็เลยจะนำเอาสูตรและวิธีทำกันมาฝากสักหน่อย มันน่าจะเหมาะกันคนทำงานออนไลน์อย่างเราๆ

ซุปไก่โสมซัมเกทัง เป็นอาหารโบราณของชาวตะวันออก ที่นิยมปรุงเพื่อบำรุงสุขภาพมากด้วยสมุนไฟรและเครื่องเทศที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง อาทิเช่น โสม เก๋ากี้ ฮ่วยซัว ปักคี้ ตังเซียม และเง็กเต็ก ที่ต่างช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสมมีดังนี้

    เนื้อไก่ 1 ตัว หรือแล้วแต่จะรับประทานมากน้อย แต่ผมเอา 1 ตัวไปเลย
    เห็ดหอม
    ชุดเครื่องตุ๋นยาจีนอิลวา 1 ชุด (หาซื้อไม่ได้ผมมีขายนะ 555)
    เกลือป่น 10 กรัม
    ซีอิ้วขาว 10 กรัม
    เหล้าจีน 20 กรัม
    น้ำสะอาด 1 ลิตร

ส่วนวิธีทำไม่ยากครับทำตามนี้เลย

    ใส่น้ำในหม้อพอประมาณ ต้มน้ำจนเดือดจัดจากนั้นใส่เครื่องตุ๋นที่รวมสมุนไฟรจีนลงไปต้มพร้อมกัน
    ใส่ไก่ทั้งตัวลงในหม้อ ตามด้วยเครื่องปรุงรสทั้งหมด เสร็จแล้วตุ๋นทิ้งไว้ประมาณ 45-60 นาที ตุ๋นจนเนื้อไก่นุ่ม ในระหว่างที่รอก็หาอะไรทำไปก่อนครับ จะโพส facebook twitter ดู youtube ก็ว่าไป
    เมื่อเนื้อไก่นุ่มแล้วก็ใส่ผงโสมลงไป ค้นให้ทั่วก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

แค่นี้เองครับก็ได้อาหารพิเศษสำหรับสุขภาพของเราแล้ว ใครว่างๆ ก็ลองเอาไปทำกันดูครับ

ส่วนรูปจริง ขออภัยที่ไม่ได้เอามาให้ดู กินจนลืมถ่ายเก็บไว้ ไวเวันหลังทำอีกจะเอามาให้ดูกันครับ


ที่มา: https://www.nampheung.com/4971/%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%87.html

7
สูตรอาหาร,สอนทำอาหาร / ไข่เค็ม
« เมื่อ: 1 ตุลาคม 2016, 19:58:51 »
สูตรทำไข่เค็ม

เกลือสะอาด 1 ถ้วย ต่อน้ำ 2 ถ้วยค่ะ (ไข่เป็ดประมาณ 7 ฟอง)
(เพราะฉนั้น เมื่อไข่มากขึ้น สัดส่วนก้อเพิ่มตามไปนะคะ)


วิธีทำก้อยิ่งง่ายแสนง่ายค่ะ

- ล้างไข่เป็ดให้สะอาด แล้วผึ่งในตะกร้าให้แห้งสนิทดี

- ต้มน้ำเกลือ ตามสัดส่วน ให้น้ำเกลือเดือดดี นำมากรองด้วยผ้าขาวให้สะอาด
ทิ้งให้เย็น

- นำไข่เป็ดเรียงใส่โหลให้เรียบร้อย นำน้ำเกลือที่ต้มเย็นแล้วเทใส่ลงไป ปิดฝาให้สนิท

- เก็บไว้ในที่ลมถ่ายเทสะดวก แนะนำว่าให้ติดฉลากวันที่เริ่มดอง และวันที่สามารถเปิดทานได้ค่ะ

- เวลาดองไข่เค็ม 15 วัน สามารถนำมาทอดทานได้ค่ะ

- เวลาดองไข่เค็ม แบบที่ไข่เค็มแข็งดี และมีน้ำมันเยิ้มน่ารับประทาน ใช้เวลาทั้งสิ้น 30 - 40 วันค่ะ เมื่อถึงเวลาก้อนำออกมาล้างน้ำ แล้วนำไปต้มตามปกติ ก้อจะได้ไข่เค็มที่มีสีแดงสด มีน้ำมันเยิ้มน่ารับประทานค่ะ

เห็นมะค่ะว่าง่าย ๆ แค่นี้ ก้อมีไข่เค็มทานเองแบบสะอาดและปลอดภัยค่ะ





อีกสูตร

ไข่เป็ด 10 ฟอง, เกลือ 1 ถ้วย, น้ำ 3 ถ้วย

วิธีทำ

1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาดฟักไว้ให้แห้ง

2. ต้มเกลือกับน้ำให้เดือด ยกลงกรองทิ้งไว้ให้เย็น

3. เรียงไข่เป็ดที่ล้างไว้ในขวดโหล ที่จะดอง เทน้ำเกลือที่ต้มไว้ลงไปจนท่วมไข่ ใช้ไม้ขัดหรือถุงพลาสติกใส่น้ำ กดไข่ให้จมในน้ำเกลือตลอดเวลา ปิดฝาขวด เก็บไว้ประมาณ 2 สัปดาห์

4. นำมาต้มประมาณครึ่งชั่วโมง ตักขึ้นพักไว้ให้เย็น นำมารับประทานได้

หมายเหตุ

1. สูตรที่ให้นี้เรียกว่าหนึ่งต่อสาม คือ เกลือ 1 น้ำ 3 ใช้เวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสูตรที่รับประทานได้เร็ว

2. ถ้าไม่รีบใช้สูตรหนึ่งต่อสี่ก็ได้ คือ เกลือ 1 น้ำ 4 ใช้เวลา 3 สัปดาห์

8



ส่วนผสม
- ไข่ไก่ 1-2 ฟอง (วางไว้ที่อุณหภูมิห้องให้หายเย็น)
- แป้งโกกิผสมน้ำเล็กน้อย
- ผงฟู 1/2 ช้อนชา
- น้ำปลาและน้ำตาลเล็กน้อยสำหรับปรุงรส
- น้ำมันสำหรับทอด (น้ำมันหมูอร่อยที่สุด แต่น้ำมันพืชก็ใช้ได้)
วิธีทำ
1. ตอกไข่ใส่ชาม ตามด้วยแป้งโกกิที่ผสมน้ำไว้แล้ว ผงฟู และน้ำปลากับน้ำตาลสำหรับปรุงรส (ใครอยากใส่”ส่วนผสมเพิ่ม”ก็ตามสบาย) จากนั้นตีไข่กับส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนขึ้นฟอง
2. ในกะทะที่ตั้งน้ำมันรอไว้จนร้อนแล้ว (ใช้น้ำมันเยอะๆ ) ให้นำไข่ที่เจียวเตรียมไว้เทจากที่สูงๆ ลงไปทอด ให้เหลือง ฟู และกรอบทั้งสองด้าน แล้วนำเสริฟร้อนๆ ทานคู่กับซอสพริกเข้ากันดี
(ส่วนผสมเพิ่มก้ออาจจะเป็น หมูสับ ไก่สับ กุ้ง ปู แฮม แหนม หอย มาม่า ปลาป๋อง พริกสด หอมแดง ข้าวโพด ทูน่า ฯลฯ แล้วแต่รสนิยมเลยค่ะ)



 

ไข่เจียวฟู
1. ตีไข่ปรุงรสตามชอบ ใส่น้ำตาลนิดหน่อยเพราะน้ำตาลจะทำให้กรอบ
 2. ใช้กระป๋องนมข้นเจาะให้เป็นรูๆ หรือใช้ทัพพีที่มีลีกษณะเป็นรูๆก็ได้ ใส่ไข่ในกระป๋องแล้วก็ให้ไข่ไหลออกมาเรื่อยๆ ใส่ลงกระทะน้ำมันเดือดไฟแรงเมือสุกแล้วช้อนขึ้นมาพักไว้ พร้อมเสิร์ฟ




 ไข่เจียวใบตองเป็นการเจียวไข่โบราณ ' โดยไม่ใช้น้ำมัน ' ให้ใช้ใบตองเขียวๆ แบบ อ่อนๆ เพิ่งออกมาใหม่ๆ ล้างหลายๆครั้งและตากให้แห้ง
วิธีทำ
 1. ตีไข่ปรุงตามชอบใจ
 2. นำกระทะตั้งไฟจนร้อน ไม่ต้องใส่น้ำมัน
 3. แล้วนำใบตองมารองก้นกะทะ แล้วเทไข่ลงไป ทอดบนใบตอง




ไข่ป่ามอาหารล้านนา ที่หารับประทานได้ยาก ไข่ป่าม มีลักษณะคล้ายไข่เจียว ป่าม หรือ การทำให้อาหารสุกโดยนำอาหารใส่ในใบตองแล้วนำไปปิ้งหร ือย่างบนไฟอ่อน ๆ นอกจากไข่จะสุกแล้ว ยังมีกลิ่นหอมจากใบตองอีกด้วย
1. ตีไข่ ปรุงรสด้วยเกลือป่น
 2. พับใบตองเป็นกระทง ใส่ไข่ที่ตีแล้วลงไป โรยด้วยต้นหอม ใบหอม
 3. นำไปย่างไฟอ่อน ๆ จนไข่สุกเหลือง น่ารับประทาน




 แล้วก้อมาถึงเมนูไข่เจียวนานาชาติอร๊อยย อร่อย
ไข่เจียวต้มยำ
ประเดิมกันด้วยของไทยๆ ก่อนเลย
ส่วนผสม
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
 - น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
 - ตะไคร้ซอยแว่นบาง 1 ต้น
 - พริกขี้หนูซอยหรือสับหยาบๆ 3-5 เม็ด- น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
 - น้ำพริกเผา(ไม่เอาน้ำมัน) 1 ช้อนชา- ใบมะกรูดหั่นฝอย 2 ใบ
 - กุ้งสดสับหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ(ไม่ใส่ก็ได้)
วิธีทำ
1. ตอกไข่ใส่ชามปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาวและเครื่องปรุงทั้งหมด ตีให้ขึ้นฟู
 2. ทอดไข่ในกระทะน้ำมันร้อนจนสุกเหลือง
 3. ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จานเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนๆ



ไข่เจียวฝรั่งใส่เห็ดและชีสอาหารเช้าฝาหรั่ง
เครื่องปรุง
- เห็ดนางฟ้า หรือเห็ดอะไรก็ได้ตามที่ชอบ 1 ขีด
 - เนย Clarify 1/2 ถ้วยตวง- หอมแดงสับ 1 ช้อนชา
 - เนยแข็งขูด Cheddar ชีส 30 กรัม- ไข่ไก่ 3 ฟอง- นม 3-4 ช้อนโต๊ะ
 - เกลือ / พริกไทย พอประมาณ
วิธีทำ
1 นำกระทะตั้งไฟแล้วใส่เนย Clarify 2 ช้อนโต๊ะ
 2 เมื่อกระทะร้อนนำเห็ดลงไปผัดกับหอมสับ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย แล้วตักออกพักไว้
 3 นำกระทะ ตั้งไฟ แล้วนำเนย Clarify ใส่ลงไปให้ร้อนประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะเมื่อร้อนแล้วจึงนำไข่ไก่ที่ตีให้เข้ากันกับนม หรือครีมลงไปในกระทะ คนให้ข้น แล้วกระจายไข่ให้ทั่วกระทะ
 4 ลดไฟอย่าให้ไข่ไหม้หรือเหลือง ตักเห็ดยัดแล้วโรยด้วย Cheddar ชีสขูด แล้วจึงค่อย ๆ เคาะ กระทะเพื่อม้วนไข่ให้เป็นห่อกลมๆ เรียว ๆ ยาว ๆ เสิร์ฟร้อนๆ




ไข่ทอดน้ำหน้ากระเพราไก่เมนูนี้ลูกครึ่งไทยอเมริกัน
เครื่องปรุง
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
 - ขนมปังปิ้ง 4 ชิ้น
 - น้ำต้มสุก 1/2 ลิตร
 - น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วยตวง
 - พริกขี้หนู รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลก 1 ช้อนโต๊ะพูน
 - เนื้อไก่ติดหนังบด 150 กรัม- น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ - น้ำปลา พอประมาณ
 - น้ำตาลปี๊บ พอประมาณ
 - ใบกระเพราสด 1/2 ถ้วยตวง- ใบกระเพราทอดกรอบ 1/2 ถ้วยตวง
วิธีทำกระเพราไก่ :-
1. นำพริกขี้หนู รากผักชี กระเทียม พริกไทย ที่โขลกหยาบ ๆ
ไว้แล้วลงไปผัดไฟอ่อน ๆ เร่งไฟขึ้นนำเนื้อ ไก่ลงไป ผัดต่อให้สุกใส่ใบกระเพราสดลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ พักไว้สำหรับราดหน้าไข่ทอดน้ำ

วิธีทำไข่ทอดน้ำ :-
1. ต้มน้ำผสมน้ำส้มสายชูให้เดือด
2. ตอกไข่สดลงไปในถ้วย แล้วค่อย ๆ เทลงไปในน้ำที่เดือดอยู่ ไข่ขาวจะรวมตัวเป็นลูกเอง
3. ลดไฟ และต้มต่อไปจนกระทั่งไข่ขาวเริ่มแข็งตัว
4. นำทัพพีที่มีรูตักไข่ขึ้นมา ซับน้ำให้แห้งด้วยกระดาษซับมันแล้วนำไข่ไปวางบนขนมปังที่ปิ้งและตัดขอบไว้แล้ว
5. ราดหน้าไข่ด้วยไก่ผัดใบกระเพรา
6. แต่งหน้าไข่ด้วยใบกระเพราทอดกรอบ เสริฟร้อน ๆ รับประทานเป็นอาหารเช้า



ไข่เจียวเสฉวนเจียวไข่กันแบบจีนๆ
เครื่องปรุง
- ไข่ไก่ 6 ฟอง
 - หมูสับ 50 กรัม
 - ต้นหอมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
 - น้ำซุปไก่ 1 ถ้วย- แป้งมัน 1/2 ช้อนโต๊ะ- เกลือ 1/2 ช้อนชา
 - หน่อไม้กระป๋องสับ 60 กรัม- เห็ดหูหนูสับ 20 กรัม- ผักกาดดองสับ 20 กรัม
 - เกลือ 1 ช้อนชา- แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ- น้ำ 1 ช้อนโต๊ะ
 - น้ำมันสำหรับทอด 1/2 ถ้วย
วิธีทำ
1 นำไข่ไก่ 6 ฟองมาตีกับแป้งมัน และเกลือ
 2 นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันให้ร้อนไม่ต้องมากนัก ( ปานกลาง) เทไข่ลงไปแล้วลดไฟให้อ่อน ทอดไข่ข้างหนึ่ง 3 นาที เมื่อไข่ฟูเสมอกันกลับไข่ ทอดต่ออีกข้างให้เหลือง เมื่อเหลือและ กรอบนิดหน่อยตักออกแล้ว นำไปหั่นเป็นชิ้นพอคำ ใส่จานพักไว้
 3 นำกระทะอีกใบตั้งไฟใส่น้ำมันลงไปนิดหน่อย เมื่อร้อนนำหมูสับลงไปผัดให้สุก แล้วจึงใส่น้ำซุปลงไป ต้มให้เดือด ใส่หน่อไม้ เห็ดหูหนู และผักกาดดองสับ ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกไทย เมื่อรสชาติเป็นที่พอใจแล้วทำให้ซอสข้นด้วยแป้งมันผสมน้ำ นำซอสนี้ไปราดบนไข่เจียว โรยหน้าด้วยหอมสับ เสิร์ฟร้อนๆ




ไข่เจียวญี่ปุ่น > ทามาโกะยากิ ทำเองด้ายง่ายนิดเดียว

ไข่เจียวสไตล์ญี่ปุ่น หรือไข่ม้วน (Egg roll) ไข่เจียวจะออกหวาน
ดังนั้นจะทำให้ไข่ไหม้ง่ายมากๆ ควรระมัดระวังเรื่องความร้อนด้วยนะคะ
ส่วนผสม
-ไข่ 3 ฟอง
-น้ำตาล 1 ช้อนชา
-น้ำซุป 2 ช้อนโต๊ะ
-ซอสถั่วเหลือง 2 ช้อนชา
-น้ำมันพืช 2 ช้อนชา

วิธีทำ
1. ตอกไข่ใส่ชาม
2. เติมน้ำตาล น้ำซุป ซอสถั่วเหลืองและตีให้เข้ากัน
3. เทน้ำมันใส่กระทะและรอให้ร้อน
4. ปรับความร้อนลงมาและเทไข่ลงไป 1/3 ของในชามลงไปในกระทะ
5. แผ่ไข่ให้ทั่วกระทะ
6. เมื่อไข่เกือบสุก ให้ม้วนไข่ไปทางด้านบนจนถึงขอบด้านบนของกระทะ (ชั้นที่ 1ในสุด)
7. เทส่วนผสมที่เหลือลงไปอีกครึ่งหนึ่ง และแผ่ให้ทั่วกระทะ
8. ขณะที่แผ่ไข่ให้ทั่วกระทะ ให้ตักไข่ม้วน(ชั้นที่1)มาไว้ด้านบนไข่ที่แผ่ไว้
9. เมื่อไข่ชั้นล่างเกือบสุก ให้ม้วนไข่ไปไว้ด้านบนของกระทะ (ชั้นที่ 2)
11.เทส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด และทำแบบเดิมอีกครั้ง
12. เมื่อทำชั้นที่ 3 แล้วและม้วนแล้ว หั่นพอดีคำ พร้อมเสิร์ฟ



ไข่ตุ๋นญี่ปุ่น > อดไม่ได้ของโปรด ชาวามูชิ ไข่นุ่มๆเนียนๆ

1.ตอกไข่ใส่ชาม ตีแบบไข่เจียว
2.ใส่น้ำ(หรือจะใช้น้ำซุป) 3เท่าของปริมาณไข่
3.คนให้ไข่เข้ากะน้ำซุป
4.ปรุงรสด้วยซีอิ๊วหรือเกลือ(ถ้าใช้น้ำซุปทำให้ใช้เกลือปรุง ไม่งั้นซีอิ๊วจะทำลายกลิ่นน้ำซุป)
5.เอาส่วนผสมที่ได้มากรองฟองออก "จนฟองหมด"
6.เทใส่ชาม (อาจใส่เนื้อกุ้ง ปู แฮม ไปด้วยตามสะดวก) ตุ๋นไฟปานกลางจนกว่าจะสุก
(วิธีดูว่าสุกหรือไม่ ใช้ส้อมจิ้มไปตงกลางไข่ ถ้าไม่มีน้ำไข่ติดส้อมออกมาเปนอันใช้ได้ หรือ
ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มดู ถ้าไม้จิ้มฟันเปลี่ยนสีเข้มคือยังไม่สุก)



ไข่เจียวผักโขมชีส > อิตาเลียนน..น
ส่วนผสม
ไข่ไก่ 1 ฟอง
ซอสหอยนางรมตราแม็กกี้ 2 ช้อนชา
เนื้อหมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ
ผักโขมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
มอสซาเรลลาชีส หั่นชิ้นเล็กๆ 1ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ
1.ตอกไข่ ใส่ภาชนะ ตามด้วยซอสหอยนางรมตราแม็กกี้ หมูสับ มอสซาเรลลาชีส และ ผักโขม ตีพอส่วนผสมเข้ากันดี
2.ใส่น้ำมันพืชลงกระทะพอร้อน นำส่วนผสมลงทอดไฟปานกลางพอสุกเหลืองทั้งสองด้าน



ไข่เจียวมันฝรั่ง
ไข่เจียวมันฝรั่ง > เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนผสม
มันฝรั่ง 500 กรัม
ไข่ไก่ 2 ฟอง
กระเทียมสับละเอียด   6 กลีบ
ผักชีสับละเอียด (ไม่ใช้ราก)   1 ช้อนโต๊ะ
เนยสด   1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น  1 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. นำมันฝรั่ง มาปอกเปลือก ล้างน้ำ แล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ
2. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันลงไป เมื่อร้อน นำมันฝรั่งลงไปทอดให้เหลือง แล้วตักขึ้น พักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน       
3. ในกระทะเดียวกัน เทน้ำมันออก เหลือติดไว้เล็กน้อย แล้วนำผักชี กระเทียม พริกไทย เกลือ ใส่ลงไป คนให้สุกทั่วกัน
4. นำมันฝรั่งทอด ที่พักไว้ใส่ลงไปในกระทะ ตามด้วยใส่เนยสด ลงไปข้างๆ มันฝรั่งวนไปรอบๆ เพื่อให้เนยละลายเข้าไปในมันฝรั่งเสียก่อน จึงเทไข่ที่ตีจนขึ้นฟูไว้แล้วลงไปให้กลบมันฝรั่ง กะว่าพอเหลืองค่อยกลับพลิกอีกด้านให้เหลือง
5. ตักขึ้นใส่จาน เสิร์ฟกับซอสมะเขือเทศ รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

9
วิธีแก้__เล่นคอมนานๆ แล้วปวดตา
 โดยเมื่อใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ
 ส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อยล้าในลูกตา ปวดตา
 ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน ตาแห้ง รู้สึกไม่สบายตา ตาสู้แสงไม่ได้
 นอกจากนั้นยังมีอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดไหล่ และปวดหลังอีกด้วย
 มักจะพบในผู้ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องต่อวันเป็นประจำ
 สาเหตุเนื่องมาจากการที่เราใช้ตาดูจอคอมพิวเตอร์นานๆ
 เป็นผลให้การกระพริบตาลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาตาแห้ง
 นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์
 และภาวะแสงสว่างที่ไม่เหมาะสม การเพ่งทำงานในระยะใกล้เป็นเวลา
 นานๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการเพ่งเกิดการแข็งเกร็ง
 เป็นสาเหตุนำมาซึ่งอาการปวดตา ปวดหัวได้ ส่วนอาการปวดคอ
 ปวดไหล่และหลังนั้นเป็นผลจากตำแหน่งในการวางคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม
 ทำให้ต้องอยู่ในท่าที่ผิดปกติ

วิธีแก้ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากครับ ตามนี้เลย
 1. การจัดสิ่งแวดล้อมใหม่
 ได้แก่การจัดวางโต๊ะคอมพิวเตอร์ให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระยะที่ห่างจากลูกตาประมาณ
 20 -24 นิ้ว วางในระดับที่ต่ำกว่าระดับตาประมาณ 10 - 20 องศาเพื่อจะได้ไม่ต้องเหลือบตาขึ้นสูง
 ความสว่างของห้องต้องเพียงพอ  ความสว่างในห้องหรือบริเวณโดยรอบจอคอมพิวเตอร์ต้องใกล้เคียงกัน
 นอกจากนี้ยังอาจใช้แผ่นกรองแสงเพื่อช่วยลดแสงสะท้อน เป็นต้น

 2. การปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ได้แก่
 การปรับความสว่างของคอมพิวเตอร์ ควรจะปรับให้สว่างเท่าๆกับความสว่างของห้อง
 ขนาดของตัวหนังสือควรจะมีขนาดประมาณ 3 เท่าของขนาดตัวหนังสือที่เล็กที่สุดที่ท่านยังสามารถอ่านได้จากจอคอมพิวเตอร์ในระยะเดียวกัน ส่วนสีของตัวหนังสือควรเป็นสีดำบนพื้นสีขาว
 นอกจากนั้นควรวางกระดาษหรือหนังสือที่จะต้องดูให้อยู่ในแนวเดียวกับจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

 3. การฝึกนิสัยของตนเอง ควรปรับให้มีการกระพริบตาอย่างสม่ำเสมอ
 ให้มีการคลายกล้ามเนื้อที่ใช้ในการมองใกล้ โดยบังคับให้มองไปในที่ไกลๆนานประมาณ 1-2
 นาทีเป็นครั้งคราวหรืออย่างน้อย 1-2 ครั้งทุกชั่วโมง หรือให้มีการหยุดพักการทำงานทุกชั่วโมงประมาณ 5-15 นาที เป็นต้น
 การใช้น้ำตาเทียมก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาตาแห้งได้ โดยแนะนำให้ใช้ได้เมื่อรู้สึกเมื่อยล้า แสบตาหรือตาแห้ง

 4. ในผู้ที่อายุเริ่มมีสายตายืดหรือตายาวตามอายุ ควรใช้แว่นสายตาชนิด Progressive lens
 ซึ่งมีช่วงการมองหรือจุดโฟกัสหลายระดับโดยเฉพาะที่สำคัญคือระยะกลาง  (intermediate zone) ซึ่งเป็นตำแหน่งของจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้แว่นตาก็ควรจะเคลือบสารที่ป้องกันการสะท้อนเพื่อช่วยลดการสะท้อนของแสงเข้าตาได้อีกระดับหนึ่ง

 5. การแก้ปัญหาปวดคอ ปวดไหล่และปวดหลัง นอกจากจะจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมดังกล่าวแล้ว
 ท่านั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็มีความสำคัญ ควรจะต้องนั่งตัวตรง หลังเอนไปด้านหลังเล็กน้อย
 แขนทั้งสองในขณะกดแป้นพิมพ์ให้อยู่ในแนวขนานกับพื้น  ส่วนเท้าควรวางราบกับพื้น

 6. อย่านั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ถ้าเป็นไปได้ทุก 2-3 ชั่วโมงที่อยู่หน้าจอ ควรเว้นวรรคพักสายตาสัก 10-15 นาทีมั่งนะ ส่วนจะหลับตาเฉยๆ หรือเดินไปดื่มน้ำ, ดื่มชาหรือกาแฟ  หรือเข้าห้องน้ำบ้างก็ได้ ไม่งั้นก็หันไปคุยกับคนรอบๆข้าง
 หรือแฟน ก็ได้นะ เป็นการผ่อนคลายไง

 7. ช่วงเบรกระหว่างใช้คอม ออกกำลังกายบ้างสิ อย่างน้อยทำเป็นบิดขี้เกียจก็ยังดี ไม่ใช่นั่งอยู่ท่าเดิมๆตลอดเวลา

 8. หางานอดิเรกที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคอมทำบ้าง เช่น ไปเดินห้างสรรพสินค้า พาแฟนไปเที่ยว
 ไปดูหนังสักเรื่องเป็นการผ่อนคลาย แล้วค่อยกลับมาทำงานหน้าคอมแบบเดิม ก็จะทำให้เราสดชื่นขึ้นมาบ้าง

ชีวิตในปัจจุบัน ทำให้จำเป็นต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน หรือการพักผ่อนหย่อนใจในโลกไซเบอร์ แต่ถ้าเราทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ จะก่อให้เกิดปัญหาในร่างกาย เช่น ภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เอ็นอักเสบ หรือวุ้นในตาเสื่อม เป็นต้น ลองนำ 10 วิธี ของเราไปปฏิบัติ แล้วคุณจะสามารถทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความสุข

     1. ควรตรวจสายตาก่อนทำงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และตรวจวัดสายตาซ้ำเป็นระยะๆ
     2. ผู้ที่แพ้แสงสว่าง ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนปฏิบัติงานร่วมกับคอมพิวเตอร์
     3. ควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ ไม่ควรนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินไป
     4. จอจัดแสงที่จอแสดงภาพ (Monitor) ควรเหมาะสม คือไม่ควรมีแสงกระพริบ หรือวูบวาบ และควรมีความสว่างหรือความเข้มของแสงที่เหมาะสม คือ ควรปรับให้ ไม่สว่างหรือมืดเกินไป
     5. ระยะจากสายตามายังจอคอมพิวเตอร์ ควรมีมุมก้มประมาณ 20 องศา ระยะห่าง 18-22 นิ้ว
     6. การวางตำแหน่งมือที่แป้นพิมพ์ ข้อศอก ควรตั้งฉากกับลำตัว(ประมาณ 90-120 องศา) เพื่อลดแรงยกที่หัวไหล่
     7. การจับ Mouse ไม่ควรให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งที่บิดเอียงออกทางด้านนอกลำตัว ควรจับในท่าที่ข้อมือเอียงหรือบิดน้อยที่สุด
     8. เก้าอี้ ควรสามารถปรับระดับสูงต่ำ ตามสรีระของผู้ใช้งานได้ และต้องมีพนักพิงที่ปรับระดับได้ และที่พักแขน ส่วนเบาะรองนั่งควรมีลักษณะโค้งลาดลง ไม่เป็นสันคม และไม่กดที่ใต้ตำแหน่งของเข่า
     9. จอแสดงภาพต้องสามารถปรับมุมก้มเงย หรือเอียงได้
     10. หากปวดกล้ามเนื้อหรือเอ็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์
ที่สำคัญ การทำงานทุกการทำงานต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมง ควรมีการหยุดพักประมาณ 10 นาที ด้วยนะครับ

มีวิธีแนะนำดีๆ

เริ่มจากการปรับสิ่งแวดล้อมในการทำงานก่อน ให้มีแสงสว่างเพียงพอ
แสงจ้า และแสงสะท้อน (Glare reflection) จากจอคอมพิวเตอร์ทั้งที่สะท้อนมายังจอภาพ หรือ
แม้แต่แสงสว่างจากหน้าต่างส่องปะทะหน้าจอภาพโดยตรง
ก่อให้เกิดแสงจ้าและแสงสะท้อนเข้าตาผู้ใช้คอมทำให้เมื่อยตาล้าง่าย
จึงต้องจัดแสงไฟและตำแหน่งจอภาพให้เหมาะสม
อย่าให้จอภาพหันหน้าเข้าหน้าต่างหรืออยู่หน้าต่อหน้าต่าง
โคมไฟที่ส่องหน้าตรงๆ ลงมาอาจทำให้เกิดแสงจ้า
น่าจะเปลี่ยนเป็นหลอดไฟที่กระจายทั่วๆ ไป
หรือโคมไฟที่ส่องเฉพาะกระดาษอย่าให้แสงปะทะกับจอภาพและตาผู้ใช้

นอกจากนี้ควรปรับคลื่นแสงที่หน้าจอ (Refresh rate)
ซึ่งเครื่องส่วนใหญ่จะปรับอยู่ที่ 60 Hg ซึ่งขนาดนี้ทำให้เกิดแสงกระพริบ
ทำให้ภาพบนจอเต้นกระตุ้นให้เราต้องปรับตาเพื่อโฟกัสใหม่อยู่เรื่อยๆ
ทำให้ตาเมื่อยล้าได้
ควรปรับความถี่ให้อยู่ระดับ 70-80 Hg จะทำให้จอภาพเต้นน้อยลง สบายตาขึ้น

ระยะของการทำงานที่ไม่เหมาะสมทำให้ตาของเราเมื่อยเพราะต้องเพ่ง
ระยะจากตาถึงจอภาพควรเป็น 0.45 ถึง 0.50 เมตร
ตา อยู่สูงกว่าจอภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้แว่นตาแบบ Bifocal (คือแว่นสายตาที่มองทั้งระยะใกล้และไกล) จะต้องตั้งจอภาพให้ต่ำกว่าระดับตาเพื่อตาจะได้มองตรงกับเลนส์แว่นตาที่ใช้ มองใกล้ การตั้งจอคอมพิวเตอร์สูงกว่าระดับสายตา
จะทำให้ผู้ใช้ต้องแหงนหน้ามอง การแหงนหน้าอยู่ประจำทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ได้ง่าย
พอจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็มาจัดการตัวเองต่อ
คนที่มีค่าสายตาที่ผิดปกติอยู่เดิม เช่น มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง หรือสายตาผู้สูงอายุ
ควรแก้ไขสายตาให้มองเห็นชัดที่สุด จะได้ไม่ต้องเพ่งโดยไม่จำเป็น
การทำงานจ้องจอภาพนานเกินไป ย่อมเกิดอาการไม่สบายตาได้ง่าย
ทุกคึ่รึ่งชั่วโมง ที่จ้องจอภาพควรพักสายตาประมาณ 5 นาที
โดยมองออกไปไกลๆ หรือหลับตาเฉยๆ
การหยอดน้ำตาเทียมระหว่างวันอาจจำเป็น เพราะน้ำตาระเหยมากขึ้นเวลาใช้คอม ทำให้
ตาแห้งง่ายขึ้น
ลองทำดูนะคะ เพื่อสภาพตาที่ควรถนอมของคุณ



ที่มา: http://gamer-gate.net/view/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%81-%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C
โดย ผศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ
 ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และhttp://www.drtulaya.com/forum/index.php?topic=29.0
 

10
ผักต่างๆที่มีสีเขียวจะมีองค์ประกอบที่เรียกว่า โคโรฟิลล์ (Chlorophyll) ซึ่งเป็นสารที่ให้ความเขียวในพืชอยู่จำนวนมาก สารนี้จะไม่ทนกรด และความร้อน เมื่อเรานำผักหุงต้มเป็นเวลานานเท่าไหร่สีเขียวนี้จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวขี้ม้า และสีน้ำตาลเป็นลำดับ จึงควรต้ม หรือลวกผักในเวลาที่พอเหมาะ ดังนี้ ต้มน้ำพร้อมเกลือและน้ำตาล (น้ำ 1 ถ้วยตวง,เกลือ 1 ช้อนชา,น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา) ให้เดือดพล่าน ใช้ไฟแรง ใส่ผักสีเขียว เช่น ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ผักคะน้า ผักกาดเขียว กวางตุ้ง ฯลฯ ลงในน้ำเดือดเป็นเวลา 2 นาที เทใส่กระชอน แล้วนำลงแช่ในน้ำเย็นจัด เพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลงของผักทันที เราจะได้ผักที่ยังคงความเขียวสดใสและรสชาติไม่จืดชืดค่ะ

http://www.roithai.com/th/tips-details.php?id=16
 

11
อาหารที่หุงต้มด้วยวิธีทอดมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ละชนิดก็จะมีองค์ประกอบ ที่แตกต่างกันผู้ทอดอาหารควรจะทราบถึงของที่จะทอดและน้ำมันที่ใช้ทอด

ของที่จะทอด
1. จะต้องแห้ง ที่ผิวของอาหารไม่มีน้ำฉ่ำที่ผิว
2. อาหารที่มีน้ำตาลเป็นเครื่องปรุงจะอมน้ำมันได้มากกว่าอาหารที่ไม่มีน้ำตาล
3. เนื้อสัตว์หรือผักหากเคลือบผิวด้วยแป้งแห้งหรือไข่และขนมปังป่นแป้งผสมกับน้ำเหลวๆ จะช่วยให้ตัวอาหารอมน้ำมันน้อยลง เมื่อใช้อุณหภูมิทอดที่พอเหมาะ

น้ำมันที่ใช้ทอด
1. น้ำมันที่ทอดแบบใช้น้ำมันมาก ต้องเป็นน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง เช่นน้ำมันปาล์ม
2. อุณหภูมิเหมาะสมกับอาหารที่ทอด เช่น ทอดข้าวเกรียบกุ้งต้องใช้ไฟแรง ทอดอาหารชุบแป้งทอดใช้ไฟปานกลาง เมื่ออาหารสุกหรือแป้งเปลี่ยนเป็นสี น้ำตาลทองแล้วตักขึ้นแล้วควรตะแคงชิ้นอาหารไว้ข้างกระทะชั่วครู่ เพื่อให้น้ำมันที่ร้อนไหลออกให้มากที่สุดแล้วจึงวางบนตะแกรง และอย่าตักอาหารที่ทอดเสร็จใหม่วางทับข้างบนเพราะน้ำมันจากชิ้นใหม่จะไหลลงไปแล้วอาหารที่อยู่ข้างล่างซึ่งเริ่มเย็นกว่าจะดูดซับน้ำมันที่ได้รับ จากนั้นนำมาวางบนกระดาษซับน้ำมันอีกครั้ง
 

http://www.roithai.com/th/tips-details.php?id=18


12
เคล็ดลับ สาระน่ารู้ / เคล็ดลับการต้มไข่
« เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2016, 11:54:34 »
ถ้าต้องการไข่ต้มที่ปอกแล้วผิวเรียบผิวเรียบเนียนทั้งฟอง และมีไข่แดงอยู่ ตรงกลางเมื่อผ่าเป็นซีก ควรทำดังนี้ คือ
1. เลือกใช้ไข่เก่าสำหรับต้ม ควรเป็นไข่อายุ 4-5 วันขึ้นไป เมื่อต้มแล้วเมื่อปอกจะไม่ติดเปลือก
2. หากไม่แน่ใจในอายุของไข่ ควรใส่เกลือลงในน้ำต้มให้มากหน่อย เช่น ใช้น้ำ 2-3 ถ้วยตวง ควรใส่เกลือ 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือจะทำให้ไข่หดตัวแยกออกจากเปลือกเมื่อต้ม
3. เมื่อไข่สุกตักขึ้นแช่น้ำเย็นจัดทันที นอกจากจะหยุดไม่ให้ความร้อนทำให้เกิดผิวของไข่แดงคล้ำลงแล้วยังช่วยให้ไข่ขาวหดตัวแยกออกจากเปลือกด้วย
4. วิธีต้ม นำไข่ใส่หม้อใส่น้ำให้ท่วมไข่อย่างน้อย 1 นิ้ว ตั้งไฟให้น้ำเดือดพล่าน ขณะนี้ควรคนไข่บ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แดงติดอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง ไข่แดงจะได้อยู่ตรงกลาง เมื่อน้ำเดือดเต็มที่ปิดไฟ หรือ ยกหม้อลง ปิดฝาหม้อพักไว้ 15 นาที ตักขึ้นแช่น้ำเย็นไว้ทันที เพื่อให้ได้ผลตามข้อ 3
 
http://www.roithai.com/th/tips-details.php?id=19

13
การเลือกซื้อเนื้อวัวให้เหมาะกับอาหารประเภทนั้น ผู้ซื้อจะต้องทราบว่าเนื้อวัวส่วนใดเปื่อยนุ่ม ส่วนใดเหนียว การแบ่งส่วนของเนื้อของไทยกับของต่างประเทศก็ต่างกันเพราะวิธีการหุงต้มแตกต่างกันถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ เนื้อวัวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ เนื้อนุ่ม และเนื้อเหนียว
    เนื้อนุ่ม เหมาะสำหรับอาหารที่ใช้เวลาหุงต้มสั้นๆ เช่นการทอด(พอสุก) การผัด หรือใช้ทำลาบ(ควรทำให้สุกในระยะเวลาสั้นๆจึงอร่อย)
    เนื้อเหนียว เหมาะสำหรับทำอาหารที่ต้องต้มเคี่ยวเป็นเวลานาน จนเนื้อนั้นเปื่อยนุ่มด้วยความร้อนจึงจะมีความอร่อย นอกจากความร้อน ความเป็นกรด คือน้ำแกงมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆจะช่วยให้เนื้อนุ่มเร็วขึ้น
    ตัวอย่างเช่น เนื้อน่องและเนื้อขาที่มีพังพืดแทรกอยู่มากควรใช้ทำเนื้อเปื่อย โดยต้มทั้งชิ้น ใหญ่ด้วยไฟอ่อนๆ อาจใส่มะเขือเทศลงต้มด้วย(เพื่อเพิ่มกรด) เมื่อเปื่อยดีแล้วจึงนำมาหั่นเป็นชิ้นพอคำ
    เนื้อสำหรับทำแกงต่างๆ ควรเลือกใช้เนื้อติดมัน ถ้าเหนียวควรรวนกับใบมะกรูด กะทิและน้ำปลาจนเปื่อยนุ่มแล้วจึงแกง เนื้อที่นิ่มมากเช่น เนื้อสันใน เนื้อสันนอกเป็นเนื้อที่ไม่มีไขมันแทรกเมื่อนำมาแกงสุกแล้วเนื้อจะแห้ง ผู้ปรุงอาหารต้องเลือกตามที่ต้องการแล้วใช้เทคนิคในการทำช่วยจะได้อาหารที่อร่อยตามต้องการ

http://www.roithai.com/th/tips-details.php?id=21

14
   เครื่องปรุงหลักของพล่าคือ เนื้อสัตว์ดิบ หรือสุกๆดิบๆ จึงต้องใช้รสเปรี้ยวจากมะนาวหรือน้ำมะขามเปียกช่วยดับคาวและช่วยทำให้สีของเนื้อสัตว์ดิบเปลี่ยนเป็นสีที่ซีดลงจนมองเหมือนเนื้อสุก และต้องให้เผ็ดเพื่อกลบรสดิบของเนื้อสัตว์อีกทางหนึ่ง รสเค็มจะช่วยดึงรสทั้งสองให้กลมกล่อมดีขึ้น พล่าจึงต้องมีรสเปรี้ยว เค็มและเผ็ดไม่เติมรสหวาน แต่จะได้รสหวานจากเนื้อสัตว์ดิบ ผักชูกลิ่นที่ใช้ในพล่านิยมใช้ ตะไคร้หั่นบาง สะระแหน่ ผักชีดอยเป็นหลัก ผักเหล่านี้ช่วยกลบกลิ่นคาวได้ดี
         ส่วนยำเครื่องปรุงหลักหากเป็นเนื้อสัตว์ต้องทำให้สุกก่อนส่วนตำรับที่ใช้ผักสามารถใช้ได้ทั้งผักสดและผักต้ม รสชาติของยำ คือ เปรี้ยว เค็มและหวาน อาจเสริมเผ็ดเพิ่มแต่เผ็ดเพียงเล็กน้อย เครื่องปรุงเสริมจะมีหลายชนิดตามความเหมาะสมของเครื่องปรุงหลัก เช่น มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น หัวกะทิ ถั่วลิสง/เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หัวหอมเจียว ผักชูกลิ่นนิยมใช้ผักชี หัวหอมซอย บางตำรับอาจใช้โหระพาหรือต้นหอมหรือสะระแหน่บ้างเล็กน้อย

credit: http://www.roithai.com/th/tips-details.php?id=22

15
 1. เตรียมปลาที่จะทอดให้พร้อม อาจทอดทั้งตัว หรือแล่ออกเป็นซีก หรือหั่นตามขวางตัวเป็นแว่นหนาพอควร จากนั้นเคล้าเกลือป่นและเครื่องปรุงเสริมรสอื่นๆ เกลือจะช่วยให้เนื้อปลาแข็งตัวขึ้นจะสะดวกต่อการทอด ควรพักไว้ประมาณ 2 นาทีหลังจากเคล้าเกลือ

                2. ตั้งกระทะให้ร้อนจดเสียก่อนจึงใส่น้ำมัน เมื่อกระทะร้อนโลหะจะขยายตัวเมื่อใส่น้ำมันลงไปน้ำมันจะแทรกหล่ออยู่ตามภาชนะเมื่อน้ำมันร้อนจึงใส่ปลาที่เตรียมไว้ อย่าขยับปลาเด็ดขาด ปล่อยให้ปลาเริ่มสุกและเหลืองดีแล้วค่อยกลับด้านปลาแล้วจึงทอดปลาให้เหลืองดีทั้งสองด้าน เมื่อเหลืองแล้วตักขึ้นซับน้ำมันโดยกระดาษซับมัน
 
credit: http://www.roithai.com/th/tips-details.php?id=23

หน้า: [1] 2 3 4
anything