แสดงกระทู้ - Master
- +



ของในห้องแจกของแจกฟรีทุกชิ้น

^ประกาศ pordoo.com คือเว็บสำหรับแจกสิ่งของ สมาชิกสะสมพอยท์ภายในเว็บเพื่อนำไปแลกของรางวัลที่ต้องการ
พอยท์ได้มาจากไหนบ้าง?
1.สมัครสมาชิกรับ 100 พอยท์
2.กดรับจากAdmin สัปดาห์ละ 100 พอยท์
3.สมาชิกคนอื่นกดให้พอยท์ (กดที่กล่องของขวัญ)
แจก 2,000 พอยท์ทุกสัปดาห์ รอบ16 คลิ้กเลย

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Master

หน้า: [1] 2 3 ... 33
1
ปัญหาห้องน้ำรั่วซึม สามารถสังเกตได้จากคราบน้ำ 2 กรณี คือ
 
 กรณีแรก  บริเวณท้องพื้นหรือใต้พื้นห้องน้ำ มีคราบน้ำ คราบตะกรันสีขาว  หรือพบการแตกร้าว หลุดร่อนของปูนจนเห็นเหล็กเสริมโครงสร้าง  รวมถึงเกิดสนิมบนเหล็กเสริมโครงสร้าง แสดงว่าเกิดการรั่วซึมของพื้นห้องน้ำ 
 
 กรณีที่สอง คือ เกิดคราบน้ำหยดบนบริเวณบริเวณท่อน้ำ  ข้อต่อท่อน้ำ หรือบริเวณรอยต่อระหว่างงานท่อน้ำกับงานพื้นคอนกรีต แสดงว่าระบบลำเลียงน้ำของห้องน้ำเกิดการรั่วซึม




        การซ่อมแซมรอยร้าว

ปัญหาการรั่วซึมของพื้นห้องน้ำ
       สำหรับปัญหาคราบน้ำที่เกิดจากพื้นห้องน้ำรั่วซึม อาจเกิดขึ้นช้าเร็ว หรือไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยดังที่กล่าวข้างต้น แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดซึ่งเกิดขึ้นก่อนการก่อสร้าง และเป็นสาเหตุเริ่มต้นของปัญหาห้องน้ำรั่วซึม ก็คือ
       1. การออกแบบ ทั้งการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่ไม่มีการแยกพื้นที่ส่วนเปียกส่วนแห้ง หรือการคำนวณขนาดความลาดเอียงที่ผิดพลาด
       2. การเลือกใช้วัสดุ เช่น การเลือกคุณภาพของท่อน้ำทิ้งที่ไม่เหมาะสม หรือการเลือกกระเบื้องปิดผิวผิดประเภท
       3. ความชำนาญและวิธีการก่อสร้างของช่าง เช่น สัดส่วนของคอนกรีตที่ใช้เทพื้นห้องน้ำไม่เหมาะสม การหล่อคอนกรีตไม่สมบูรณ์  หรือละเลยการบ่มคอนกรีตทำให้โครงสร้างแตกร้าว แม้กระทั่งการปูกระเบื้องแบบซาลาเปา ซึ่งทำให้เกิดโพรงใต้กระเบื้องและน้ำเข้าไปขังแทนที่ได้

       นอกจากนี้การใช้งานของผู้อยู่อาศัยก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เช่น การทำความสะอาดและการใช้ห้องน้ำ  ทำให้ปูนยาแนวสึกหรอหลุดร่อน น้ำจะซึมผ่านร่องยาแนว ไปสะสมอยู่ใต้พื้นกระเบื้องและโครงสร้างพื้นคอนกรีต โดยซึมผ่านตามรอยแตกร้าวหรือช่องต่างๆ ที่เกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้าง หากทิ้งไว้นาน จะเกิดสนิมที่เหล็กเสริมโครงสร้าง จนทำให้คอนกรีตแตก หลุดร่อน และอาจเกิดปัญหากับโครงสร้างพื้นอาคารได้

         ปัญหารั่วซึมที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นห้องน้ำ สามารถแก้ไขได้ 2 วิธี  วิธีแรก เป็นการแก้ไขที่ปูนยาแนว โดยลอกยาแนวเดิมที่เสื่อมสภาพออก ก่อนจะทำความสะอาดและรอให้ความชื้นระเหยออกมาให้มากที่สุด (อาจตรวจสอบความชื้นโดยใช้แผ่นพลาสติกปิดบริเวณร่องยาแนว และสังเกตว่ามีหยดน้ำเกาะหรือไม่) หากพบว่าไม่มีความชื้นแล้ว ให้ใช้ปูนยาแนวที่มีคุณภาพอุดบริเวณร่องยาแนวกระเบื้องต่อไป วิธีนี้จะช่วยระงับปัญหาได้ประมาณ 1-2 ปี ส่วนอีกวิธีจะเป็นการแก้ไขทั้งระบบเพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว โดยมีขั้นตอนดังนี้
        1. สกัดรื้อกระเบื้องและปูนทรายปรับระดับออก
        2. ตรวจสอบและซ่อมรอยแตกร้าวด้วยปูนซ่อมโครงสร้าง
        3. โดยใช้ผลิตภัณฑ์สูตรซีเมนต์หรือสูตรโพลิเมอร์  ด้วยการทาในลักษณะพับตามมุมรอยต่อกับแผ่นผ้าประสานตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์  (ทาในบริเวณมุมรอยต่อระหว่างพื้นกับผนัง และทาเลยขึ้นไปบนผนังประมาณ 15 ซม.)
        4. ปูกระเบื้องพื้น โดยเลือกชนิดกระเบื้องที่มีค่าการดูดซึมน้ำต่ำ เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องน้ำ และติดตั้งโดยใช้ปูนทรายปรับระดับที่มีส่วนผสมของน้ำยากันซึม
        5. ซ่อมแซมพื้นโครงสร้างส่วนล่างที่แตกร้าว ตรวจสอบเหล็กเสริมโครงสร้างว่าหน้าตัดหายไปหรือไม่ หากพบว่าหน้าตัดเหล็กอยู่ในสภาพปกติ  ให้ตรวจสอบเรื่องสนิมและกำจัดออก โดยใช้แปรงโลหะหรือกระดาษทรายร่วมกับเคมีภัณฑ์ จากนั้นสกัดเปิดพื้นผิวแล้วอุดเติมด้วยปูนซ่อมโครงสร้าง แต่หากเกิดรอยแตกร้าวเป็นบริเวณกว้าง หรือเหล็กโครงสร้างถูกสนิมกินลึก ควรให้วิศวกรโครงสร้างเป็นผู้แนะนำเรื่องการซ่อมแซม
        6. เมื่อซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ปิดฝ้าเพดาน จากนั้นเก็บงานและทาสีให้เรียบร้อย
 
 ปัญหาการรั่วซึมของระบบท่อลำเลียงน้ำ
        ปัญหาคราบน้ำที่เกิดขึ้นเพราะการรั่วซึมของระบบท่อลำเลียงน้ำ ทั้งน้ำดี (น้ำประปา) และน้ำเสีย (น้ำทิ้ง) นั้น สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่ากรณีพื้นห้องน้ำรั่วซึม เพียงแค่เปลี่ยนอุปกรณ์ข้อต่อที่เกิดปัญหา โดยใช้วิธีการตัดและต่อท่อด้วยกาวประสานท่อที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ควรอาศัยฝีมือช่างก่อสร้างที่มีความชำนาญ เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำอีก


 
        ส่วนการรั่วซึมบริเวณรอยต่อท่อที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นคอนกรีตและท่อน้ำ สามารถแก้ไขได้โดยใช้เคมีภัณฑ์ประเภทโฟมฉีดขยาย หรือซีเมนต์พิเศษสำหรับอุดรอยต่อเพื่ออุดรอยรั่วซึม โดยต้องทำการรื้อหรือขจัดคราบสิ่งสกปรก รวมทั้งวัสดุที่เสื่อมสภาพออก ก่อนจะทำการอุดรอยรั่วซึมต่างๆ
 
        และท้ายที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาการรั่วซึมในห้องน้ำอีกทางหนึ่ง ควรติดตั้งตำแหน่งสุขภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ตามตำแหน่งที่เหมาะสม และเลือกวัสดุที่มีคุณภาพ เลือกใช้บริการช่างที่มีความชำนาญ รวมถึงการใช้ อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ช่วยป้องกันปัญหาการรั่วซึม เช่น อุปกรณ์การวางท่อฝังที่พื้น (Sleeve)  หรือการใช้เคมีภัณฑ์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกันรั่วซึม เพราะการแก้ปัญหาเรื่องนี้ค่อนข้างยากลำบาก ทั้งเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย ดังนั้น การป้องกันจึงย่อมดีกว่าการตามแก้ไขภายหลังอย่างแน่นอน



ขอขอบคุณ: https://www.scgbuildingmaterials.com/th/HomeConsult/Blog/improve-care/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.aspx

2
ก่อนปูกระเบื้อง อย่าลืมขังน้ำไว้นะครับ จะได้ดูว่าไม่รั่วชัวร์
ถ้าไม่อยากรื้อกระเบื้อง ลองยิงโฟมเข้าไปดูนะครับ (แล้วค่อยยาแนว) แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ได้ผลค่อนข้างดี

ผมเป็นช่างอะนะ ถ้าปัญหาแบบนี้ควรใช้ ชีเมนกันชึมทาลงร่องกระเบื้องเลยก็ได้ครับ(ต้องแซะยาแนวเก่าออกก่อน)แล้วลงชีเมนกะนซึม
ข้องดีคือง่ายประหยัดค่าใช้จ่ายทำเองก็ได้
ข้อเสียคือมันไม่สวยงามเลย

ที่มา:https://pantip.com/topic/33284006

3
อย่าลืมเช็คปูนในส่วนของFloor Drainด้วย
 
 ในส่วนตรงนี้ มักพบปัญหาเยอะ เพราะเป็นจุดต่อระหว่างท่อน้ำทิ้งครับ
 ถ้ามีปัญหา ควรทำการแก้ไข
 
 หากอยากตรวจเช็คว่า ส่วนไหนของพื้นห้องน้ำชั้นบนเป็นปัญหา
 ให้ทำการกักน้ำที่พื้นให้เต็ม แล้วทิ้งไว้ซัก 2-3 ช.ม.
 จากนั้นไปเช็คที่ชั้นล่าง ว่ามีการรั่วซึมมาจากจุดไหน ก็จะสามารถแก้ไขให้ถูกจุดกันไปเลย
 

4
ทำได้ 2 แบบ
 แบบแรก แก้ที่ปลายเหตุ
 ในส่วนพื้นปูนใต้ฝ้า ให้สกัดในส่วนที่รัวซึมออกซักนิดหน่อย แล้วใช้ซีเมนต์กันซึมโบกตามรอยน้ำรั่วซึม
 จากนั้นไปยาแนวใหม่ที่กระเบื้องห้องน้ำด้านบน
 
 แบบสองแก้ที่ต้นเหตุ ให้รื้อกระเบื้องแนวริมกำแพงออกให้หมด สะกัดพื้นปูนส่วนนั้นเล็กน้อย แล้วลงซีเมนต์กันซึมปาดให้ทั่ว
 จากนั้นค่อยลงกระเบื้องพื้นเข้าไปใหม่
 

5
หลายบ้านคงเคย หรือกำลังประสบกับปัญหา น้ำรั่วซึม จากพื้นห้องน้ำ  กันใช่ไหมล่ะคะ จริงๆ ปัญหานี้มักพบบ่อยในบ้านสองชั้น ที่มีห้องน้ำอยู่ชั้นสองของบ้าน จะพบว่าจากตำแหน่งห้องน้ำชั้นสองจะมีรอยรั่วของน้ำซึมลงมาบริเวณฝ้าชั้นล่าง วันนี้ Decor.MThai จึงได้รวบรวมปัญหา และวิธีอุดรอยรั่วซึมภายในห้องน้ำมาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ ว่าแล้วเราไปพบกับวิธีแก้กันเลย
ห้องน้ำรั่วซึม ควรแก้ไขอย่างไร?
สาเหตุของปัญหาพื้นห้องน้ำรั่วที่พบบ่อย
  • ปัญหาส่วนใหญ่มักจะเกิดจากขั้นตอนการเจาะท่อ แล้วทำให้เกิดช่องว่างระหว่างท่อกับพื้นห้องน้ำ ช่างส่วนใหญ่จะนำเศษกระดาษมาอุดช่องว่างไว้ แล้วจึงใช้ปูนซีเมนต์เทอุดรอบๆ ท่อ จึงทำให้เกิดรั่วซึมบริเวณท่อได้ง่าย
  • ก่อนปูพื้นกระเบื้องห้องน้ำ ช่างต้องเทกันซึมให้ก่อนปูกระเบื้อง แต่บ้านบางหลังก็พบแจ็คพอตช่างไม่ได้เทกันซึมให้ พื้นห้องน้ำจึงรั่วซึมได้ง่ายค่ะ
  • หรืออีกข้อคือห้องน้ำที่ใช้ผ่านการใช้งานมาหลายปี ปูนยาแนวตามร่องกระเบื้องจะร่อนออกทำให้เป็นสาเหตุให้น้ำรั่วซึมได้
วิธีแก้ไข
  • เปิดฝ้าชั้นล่าง ดูตำแหน่งท่อจากชักโครก และท่อระบายน้ำทิ้งว่ามีรอยน้ำรั่วซึมตามท่อหรือไม่วิธีการตรวสอบง่ายๆ คือใช้กระดาษทิชชูพันรอบๆ ท่อ แล้วทิ้งไว้ จากนั้นทดลองใช้ห้องน้ำตามปกติ ดูว่ากระดาษทิชชูเปียกหรือเปล่า ถ้าเปียกแสดงว่าเกิดการรั่วซึมบริเวณรอบ ๆ ท่อ
     ถ้าเกิดจากสาเหตุนี้ ให้นำกระดาษรอบๆ ท่อออก ผสมปูนซีเมนต์กับน้ำ และน้ำยากันซึมให้เหลวพอประมาณ เทรอบๆ ท่อ บริเวณที่เอากระดาษออก โดยเทให้สูงกว่าปากท่อที่ตัดออก และปล่อยน้ำปูนให้แห้งพอหมาดๆ ทิ้งไว้จนแห้ง จึงเอาเศษท่อที่ครอบไว้ออก ติดตั้งชักโครก หรือ ปูกระเบื้องพื้นห้องน้ำให้เหมือนเดิม แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย
  • ขูดปูนยาแนวกระเบื้องออกให้หมด ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษวัสดุใต้กระเบื้องออก ผสมปูนซีเมนต์ และน้ำยากันซึม เทน้ำปูนใส่ตามร่องกระเบื้องให้เต็มทุกแผ่น พอน้ำปูนหมาดๆ ใช้เกรียงยางปาดน้ำปูนลึกเป็นร่องต่ำกว่ากระเบื้องเล็กน้อยเพื่อยาแนวกระเบื้อง ปล่อยให้แห้งสนิทแล้วใช้ปูนยาแนว ยาแนวให้หมดทุกพื้นที่แล้วปล่อยให้แห้ง จึงใช้ห้องน้ำได้ อันนี้เป็นวิธีแก้ไข ในกรณีที่ช่างลืมเทกันซึม หรือห้องน้ำที่ยาแนวหลุดร่อนแล้วค่ะ
เป็นไงคะเพื่อนๆ ได้เห็นปัญหาและวิธีการแก้ไขน้ำรั่วซึมกันไปแล้ว ถ้าห้องน้ำบ้านเพื่อนๆ กำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ก็ลองนำวิธีที่เรานำมาฝากไปใช้กันดูนะคะ


ที่มา:https://decor.mthai.com/room/bathroom/20401.html

6
บทความ / เทคนิคการใช้ Line
« เมื่อ: 28 ตุลาคม 2018, 11:43:49 »
- การใช้ LINE@ จะทำให้เรามีลิงค์ add friend ไปแปะไว้ในที่ต่างๆ  หรือจะ copy เป็น code (button url code) ก็ได้  โดยเข้าไปที่ Tell a friend > add friend button

7
ส้วมตันทำอย่างไร? อย่าเพิ่งตกใจไป! วิธีแก้ท่อตันสามารถแก้ได้ด้วยตัวคุณเองเพียงคุณมีอุปกรณ์และวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแต่ต้องทำอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย !

สิ่งอุดตันในท่อระบายน้ำที่ไม่สามารถระบายออกไปได้และยังทำให้เกิดกลิ่นเหม็น วิธีทำความสะอาดท่อระบายน้ำในห้องน้ำนั้นมีหลายวิธี ดังนี้

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างท่อ ทุกครั้งที่ใช้งานควรทำตามขั้นตอนตามที่ฉลากกำหนดและใส่ถุงมือยางขณะใช้งานเพื่อป้องกันน้ำยากัดมือ และเปิดให้ห้องน้ำมีการระบายอากาศถ่ายเทได้ดี

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยอุปกรณ์ คุณอาจจะลองใช้อุปกรณ์เพื่อดึงสิ่งอุดตันภายในท่อด้วยลวดตะขอหรืออุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดท่อโดยเฉพาะ
 
  • ทำปลายลวดให้โค้งงอเป็นรูปตะขอเพื่อสามารถเกี่ยวเศษผมภายในท่อ
  • ใส่ถุงมือยาง และเตรียมถุงพลาสติกไว้ให้พร้อมสำหรับใส่เศษขยะ
  • หมุนน็อตออกมาก่อน (ถ้ามี) และเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
  • ค่อยๆหย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่ออย่างช้าๆ โดยค่อยๆหมุนไปทีละนิดๆ
  • ค่อยๆดึงตะขอขึ้นมาพร้อมกับเศษผมที่จะถูกดึงติดขึ้นมาด้วยอย่างช้าๆ และเก็บขยะใส่   ถุงพลาสติกที่เตรียมไว้
  • ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเศษผมจะหมด
สุดท้ายให้ทำตามขั้นตอนด้านล่างด้วยการใช้เบคกิ้งโซดา และน้ำส้มสายชู โดยคุณต้องเตรียมเบคกิ้งโซดา น้ำส้มสายชู เศษผ้าและน้ำร้อนเพื่อทำความสะอาดและเพื่อให้วิธีนี้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรจะทำในช่วงที่ไม่มีการใช้งานห้องน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
 
  • ใส่เบคกิ้งโซดาครึ่งถ้วยตวงลงไปในท่อระบายน้ำ
  • ใส่น้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยตามลงไปทันที
  • ใช้เศษผ้าอุดรูท่อไว้ เมื่อเบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำส้มสายชู จะเกิดเสียงฟู่ และสามารถทำให้สิ่งอุดตันหลุดออกไปได้
  • ทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที ไปจนถึง 2-3 ชั่วโมง
  • ใส่น้ำร้อนที่เตรียมไว้ลงไปในท่อ เพื่อกำจัดเศษสิ่งอุดตันออกไป
  • สามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆจนกว่าจะสะอาด
ข้อควรระวังคือ อย่าให้น้ำร้อนหรือเบคกิ้งโซดากระเด็นมาโดนตัว แนะนำให้ใส่ถุงมือยาง และแว่นตา เพื่อป้องกัน และใส่เสื้อผ้าที่สามารถเลอะได้

แต่หากยังไม่สามารถแก้อาการท่อตันได้ ติดต่อช่างได้เลย ที่นี่!


ที่มา https://www.cleanipedia.com/in
https://www.helpdee.com/blog/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/

8
 ห้องที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ห้องที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่ควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศบริเวณกลางห้อง เพราะจะทำให้การกระจายลมเย็นไม่ทั่วถึง

กรณีที่ห้องยาวมาก ๆ กรณีที่ห้องยาวมาก ๆ ควรเปลี่ยนจากการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ BTU สูงๆมาใช้ขนาด BTU ต่ำๆ เพื่อประหยัดพลังงาน โดยสามารถใช้คู่กับฉากกั้นห้อง เพื่อกำหนดพื้นที่ทำความเย็นของแต่ละจุด(เครื่อง) เพราะหากใช้ขนาด BTU สูง เพียงเครื่องเดียว แต่มีคนใช้งานในห้องน้อย การเปิดให้ความเย็นเต็มที่จะไม่คุ้มค่าไฟ

ห้องมีความสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน (2.5เมตร) ห้องมีความสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน (2.5เมตร) ควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบแขวนแทน เพื่อให้กระจายลมเย็น สามารถกระจายได้ทั่วห้อง ไม่ควรติดแบบตั้งพื้น เพราะลมเย็นกระจายไม่ถึงด้านบน

บริเวณประตูห้อง บริเวณประตูห้อง ไม่ควรติดตั้งเครื่องปรับอากศเหนือประตู หรือตรงข้ามประตู เพราะเมื่อเราเปิดประตู ความร้อนก็จะเข้ามาในห้อง ซึ่งจะไปกระทบกับเซ็นเซอร์ตรวจกับอุณหภูมิ ทำให้วัดอุณหภูมิผิด คอมเพลสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะว่าห้องร้อนนั่นเอง


 การใช้เครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี
  • ควรติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญและวางในจุดที่กระจายความเย็นได้ดี
  • ควรล้างเครื่องปรับอากาศปีละ 2 ครั้งและมีการถอดล้างภายในหรือล้างใหญ่ปีละ 1 ครั้ง จะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าและช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์ได้
  • ควรตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรตั้งห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร
  • ควรตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส
  • ควรปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อไม่ให้อากาศร้อนหรือความชื้อจากภายนอกเข้ามาในห้อง
  • ควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้องอย่างน้อย 30 นาที - 1 ชั่วโมง จะช่วยลดการใช้ไฟได้ 30 หน่วย/เดือน ประหยัดค่าไฟประมาณ 75 บาท/เดือน

ที่มา: http://www.airbestbuy.com/article.php

9
 Benfits of Inverter

สิ่งที่ต่างจากเครื่องปรับอากาศแบบทั่ว ๆไป คือ เครื่องปรับอากาศที่มีระบบอินเวอร์เตอร์ สามารถปรับความเร็วของคอมเพรสเซอร์ เพื่อให้เหมาะสมกับความเย็นในขณะนั้น ๆ เมื่ออุณหภูมิภายในห้องปรับอากาศได้ถึงค่าที่ตั้งไว้แล้ว เครื่องปรับอากาศจะสามารถลดรอบความเร็ว ในการทำงานของคอมเพรสเซอร์ลง และรักษาอุณหภูมิภายในห้องได้คงที่ จึงทำให้ประหยัดพลังงานกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไปถึง 40-60%

ระบบอินเวอร์เตอร์ ทำงานอย่างไร
ส่วนประกอบสำคัญของเครื่องปรับอากศ คืออุปกรณ์ที่มีชื่อว่าคอมเพรสเซอร์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหัวใจของมนุษย์ที่คอยสูบฉีดน้ำยาไปหล่อเลี้ยงทั้งระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศแบบเดิม คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดต่อเป็นจังหวะตามช่วงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ซึ่งในการสตาร์ทคอมเพรสเซอร์แต่ละครั้งจะใช้พลังงานสูงกว่าช่วงการทำงานอื่น นั่นหมายถึงจำนวนเงินค่าไฟที่เราต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่ระบบปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อเนื่อง และปรับความเร็วตามสภาพการทำงาน จึงไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าจากการสตาร์ทเครื่องบ่อยๆ นั่นคือจำนวนเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟของแอร์นั่นเอง

ความแตกต่างของแอร์ที่มีระบบ Inverter และแอร์ธรรมดา ที่ไม่มีระบบ Inverter

  แอร์ธรรมดา
 สิ้นเปลืองไฟ เนื่องจากจะทำงานจนกว่าแอร์เย็นจนถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้วแอร์จะหยุดทำงาน และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ระดับคอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการสตาทร์ตัวเองจะกินไฟมากกว่าช่วง Run ประมาณ 3-5 เท่า จะเกิดเสียงทุกครั้งเมื่อระบบเริ่มการทำงานใหม่ แอร์ที่มีระบบ Inverter
 ประหยัดไฟกว่า เพราะว่าคอมเพรสเซอร์แอร์สตาร์ทครั้งเดียวและจะทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีลดรอบการทำงาน แอร์ทำงานเงียบเพราะเมื่ออุณหภูมิเย็นตามที่เราตั้งไว้รอบคอมเพรสเซอร์แอร์จะต่ำทำให้เสียงเงียบ และจะไม่มีเสียงสตาร์ทตัวของคอมแอร์ตลอดระยะเวลาใช้งาน

 ทำไมต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์
เนื่องจากแอร์อินเวอร์เตอร์สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าแอร์ทั่วไป ดังนั้นถึงแม้ว่าแอร์อินเวอร์เตอร์จะมีราคาสูงกว่าแอร์ทั่วไป แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าไฟฟ้าที่ลดลงในแต่ละเดือน จะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาอันสั้น เพียง 1-2 ปี ซึ่งอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศโดยทั่วไปคือ 10-15 ปี จึงคุ้มค่าแก่การลงทุน

DC Inverter คอมเพรสเซอร์ทำงานแตกต่างจากคอมเพรสเซอร์ทั่วไปอย่างไร
 การทำงานของ DC Inverter จะสอดคล้องกับปริมาณความเย็นที่ต้องการ ในช่วงของห้องที่ต้องการความเย็นมาก คอมเพรสเซอร์จะทำงานที่รอบสูงและพัดลมจะหมุนเร็ว แต่ในช่วงที่อุณหภูมิใกล้เคียงค่าที่ต้องการแล้ว คอมเพรสเซอร์จะลดงรอบการทำงานลงและพัดลมก็หมุนช้าลงด้วย ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ทั่วไป ทั้งคอมเพรสเซอร์และพัดลมจะหมุนด้วยความเร็วคงที่ตลอดการทำงาน


ที่มา: http://www.airbestbuy.com/article.php

10
 รูปแผนภาพขั้นตอนการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ การเลือก BTU ของเครื่องปรับอากาศ BTU (BRITISH THER MAL UNIT) คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ มีหน่วย ดังนี้ 1 ตันความเย็น เท่ากับ 12000 BTU/HR. ซึ่งเป็นค่าประสิทธิภาพที่แสดงว่า เครื่องปรับอากาศมีความสามารถในการนำพาความร้อนออกจากห้องในเวลา 1 ชั่วโมง เราควรเลือก BTU ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะติดตั้ง โดยใช้การเปรียบเทียบการเลือกขนาดของ BTU กับพื้นที่ห้อง ดังนี้
 
BTU/Hr.ขนาดห้องปกติห้องที่โดนแดด
9,0009 - 14 ตร.ม.9 - 13 ตร.ม.
12,00014 - 20 ตร.ม.13 - 17 ตร.ม.
18,00020 - 28 ตร.ม.17 - 25 ตร.ม.
24,00028 - 36 ตร.ม.25 - 33 ตร.ม.
30,00036 - 44 ตร.ม.33 - 41 ตร.ม.
36,00044 - 59 ตร.ม.41 - 55 ตร.ม.
42,00059 - 65 ตร.ม.55- 61 ตร.ม.
48,00065 - 76 ตร.ม.61 - 70 ตร.ม.
  ทำไมต้องเลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศให้พอดี เลือกแอร์ใหญ่เกินไป คอมเพรสเซอร์ตัดบ่อยครั้ง สิ้นเปลืองพลังงาน ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัว ราคาและค่าติดตั้งสูงขึ้น
เลือกแอร์เล็กเกินไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา สิ้นเปลืองพลังงาน อายุการใช้งานสั้น ห้องไม่เย็น หรือเย็นช้า
ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม
 
  • จำนวนและขนาดของหน้าต่าง
  • ทิศที่แดดส่องถึงหรือทิศที่ตั้งของห้อง
  • วัสดุหลังคามีฉนวนกันความร้อนหรือไม่
  • จำนวนคนใช้งานในห้อง
  • จำนวนและประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง

ที่มา: http://www.airbestbuy.com/article.php

 

11
ซ่อมแอร์ ล้างแอร์ / ระบบฟอกอากาศ
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2017, 23:36:06 »
ระบบฟอกอากาศ

1. ระบบแผ่นฟอก หรือตะแกรงประจุ ที่อยู่ภายในเครื่อง
2. ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าออกมานอกเครื่อง แบ่งเป็น
     2.1 พ่นอนุภาคไฟฟ้า – เพียงอย่างเดียว
     2.2 พ่นอนุภาคไฟฟ้า + และ – ทั้งคู่

     ระบบ แผ่นฟอก หรือตะแกรงประจุ ที่อยู่ภายในเครื่อง จะดีสำหรับการดักจับฝุ่น ควัน เพราะจะถูกดูดเข้ามาในเครื่อง แต่ก็จะไม่ได้ผลในกรณีที่ผู้ใช้แอร์ยอมไม่เปลี่ยนแผ่นฟอก หรือทำความสะอาดตะแกรงประจุ บ่อยๆ สำหรับเชื้อโรคบางชนิดก็สามารถถูกดักจับได้เหมือนกัน แต่ก็ติดปัญหาที่ว่ามันไม่ตาย และสะสมอยู่ภายในเครื่อง สังเกตุได้จากการมีกลิ่นอับชื้นตอนเปิดแอร์ ซึ่งเป็นกลิ่นอับชื้นจากเชื้อราภายในเครื่อง สามารถทำให้คนเกิดอาการภูมิแพ้ได้ เช่น จาม คัดจมูก หนักหน่อยก็พัฒนาเป็นโรคหอบหืด

     ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้า – ออกมานอกเครื่อง จะมีผลทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่มีต่อการฆ่าเชื้อโรค สลายกลิ่นอับชื้น

     ระบบ พ่นอนุภาคไฟฟ้า + และ – ออกมานอกเครื่อง (ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์) จะมีผลไปฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ที่ลอยในอากาศในห้อง ทุกซอกมุม หรือไปเจอกลิ่นอับชื้นที่ไหน ก็สลายกลิ่นเหล่านั้นให้หมดไปจากโลก ล่าสุด ค้นพบว่าพลาสม่าคลัสเตอร์สามารถสลายสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นได้ ประสิทธิภาพเหล่านี้ถูกรับรองจากสถาบันวิจัยนานาชาติ 8 แห่ง

ผู้ที่ควรใช้ระบบฟอกอากาศพลาสม่าคลัสเตอร์ได้แก่

1. ผู้มีโอกาสหรือเป็นโรคภูมิแพ้
2. เด็ก ทารก เพราะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ สังเกตุได้จากการเป็นหวัดบ่อย จามตอนเช้า
3. ผู้สูงอายุ ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และ ควบคุมระบบขับถ่ายไม่ได้
4. ผู้สูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ เพราะสามารถกำจัดสารพิษก่อมะเร็งในควันบุหรี่ได้
5. ผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ พลาสม่าคลัสเตอร์จะช่วยให้เป็นหวัดน้อยครั้งลงได้
6. คลีนิค โรงพยาบาล ย่านชุมชน ห้องอาหาร คาราโอเกะ เพราะสามารถกำจัดเชื้อโรค และสลายกลิ่นอับชื้น กลิ่นบุหรี่ ต่างๆ ได้ดี


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/22/air-purificationsystem/

12
ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำเพื่อให้การ ระบายความร้อนทำได้สะดวก เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่ทดแทนเครื่องเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือใช้งาน มานาน ลดความร้อนจากภายนอกที่ผ่านเข้ามายังบริเวณที่ปรับอากาศ ดังนี้

     1. ลดความร้อนผ่านผนัง ผนังกระจกที่ควรป้องกันความร้อนโดยใช้เครื่องบังแดดภายในอาคาร หรือหลบแนวหน้าต่างเข้ามาภายในผนังปูน ให้ทาสีด้านนอกด้วยสีขาวหรือสีอ่อน หรือใช้วัสดุผิวมัน เช่น กระเบื้องเคลือบ เพื่อช่วยสะท้อนแสง ปลูกต้นไม้หรือสร้างที่บังแดดเพื่อให้ร่มเงาแก่ผนัง ผนังห้องโดยเฉพาะด้านทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกซึ่ง ไม่มีเงากำบังเป็นส่วนที่มีความร้อนมาก ควรบุฉนวนกันความร้อนหรือ ใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ตั้งกั้นไม่ให้ความร้อนแผ่เข้ามาในห้องเร็วนัก ผนังอาคารที่เป็นไม้ หากมีช่องห่างของไม้มากควรตีผนังด้านในด้วยไม้อัดเพื่อกันการผ่านของความ ร้อนจากภายนอกเข้ามาในอาคาร

     2. การลดความร้อนผ่านหน้าต่าง หน้าต่างควรมีเฉพาะทิศเหนือหรือทิศใต้ของอาคารเพื่อลดการรับแสงแดดโดยตรง ไม่ให้มีรอยรั่วตามขอบประตู หน้าต่าง หรือบริเวณฝ้าเพดาน

     3. การลดความร้อนผ่านหลังคาและฝ้าเพดาน หลังคาที่เป็นสังกะสีหรือกระเบื้องควรตีฝ้าหรือติดตั้งวัสดุสะท้อนความร้อน หรือบุฉนวนกันความร้อนเพื่อช่วยลดความร้อนที่จะแผ่เข้ามาในอาคาร ถ้ามีช่องว่างระหว่างหลังคากับฝ้ามากควรเจาะช่องลมเพื่อระบาย อากาศ

     4. การลดความร้อนผ่านพื้น หากเป็นพื้นไม้ควรอุดช่องระหว่างไม้ให้ สนิท แอร์จะได้ไม่รั่วออกไป

     5. จัดพื้นที่ในห้องซึ่งไม่ได้ใช้งานประจำ เช่น ตู้เสื้อผ้า ห้องแต่งตัว อยู่ทางทิศตะวันตก ช่วยกันความร้อนไม่ให้เข้าถึงห้องที่ใช้สอยประจำคือส่วนนอน ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการปรับอุณหภูมิลงได้

     6. พยายามใช้แสงธรรมชาติช่วยส่องสว่างภายใน อาคาร และควรปิดไฟที่ไม่จำเป็น ภายในอาคารควรใช้สีอ่อนช่วยการสะท้อนแสง ทำให้ใช้ดวงไฟน้อยลง อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนควรใช้นอกห้อง


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/15/saveairpower/

13
แอร์จะกินไฟ ไม่กินไฟ… การติดตั้ง แอร์ตัวนอก ต้องดูฮวงจุ้ยครับ
     เคยบอกไว้ เวลาจะติดตั้งแอร์ตัวนอก ด้านหลังควรให้ห่างจากผนังประมาณ 1 ฟุต และด้านหน้า 1.5 เมตร ต้องไม่มี อะไรมาบังทางเป่าลมร้อนออก เพื่อแอร์ตัวนอกจะได้ดูดลมเข้า ระบาย ความร้อนได้สะดวก… แอร์จะได้ทำงาน เบาตัว ไม่กินไฟ ไม่พังเร็ว แต่ฮวงจุ้ยที่จะพูดถึงในวันนี้ เป็นฮวงจุ้ยอีกอย่าง…ก็อย่างที่รู้กัน แอร์มี 2 ส่วน ในบ้าน กับนอกบ้าน ตัวที่อยู่ในบ้าน…แอร์ทำให้ห้องเราเย็นได้ ด้วยการฉีดน้ำยาแอร์ให้กลายเป็นก๊าซ เพื่อจะดูดซับความร้อนภายในห้อง ดูดซับเสร็จ น้ำยาแอร์จะอุ้มความร้อนไหลตามท่อแอร์…ไปยังแอร์ตัวนอก แอร์ตัวนอกจะรับช่วงเอาความร้อนมาถ่ายทิ้งอีกที

แอร์จะกินไฟแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับว่าแอร์ตัวนอกถ่ายความร้อนทิ้งได้ดี ขนาดไหน?
     แอร์ ที่เราใช้กันส่วนใหญ่ จะใช้อากาศเป็นตัวพาความร้อนไปถ่ายทิ้ง… ด้วยการใช้พัดลมดูดอากาศเย็น ให้พัดผ่านแผงน้ำยาแอร์ที่อุ้มความร้อน

ดูดลมเย็นมาซับความร้อนไปให้พ้นจากคอมเพรสเซอร์
     คอมฯแอร์ถึงเขาจะออกแบบมาให้กันแดดกันฝนได้…แต่จะให้คอมฯ ดูดลมเย็นเอาความร้อนไปทิ้งได้ดี…ต้องมีฮวงจุ้ย

หนึ่ง ไม่ควรวางคอมฯตากแดด
     ยิ่งวางคอมฯบนดาดฟ้า หรือระเบียงบ้านที่ถูกแดดเผา…ดาดฟ้า ระเบียงทำจากปูน ถูกแดดเผา อากาศบริเวณนั้นจะร้อน ร้อนแบบไม่ธรรมดา…ร้อนมากๆ ถ้าไม่เชื่อลองไปยืนบนปูนตากแดดดูได้ เจออย่างนี้ แทนที่คอมฯจะได้ดูดลมเย็นมาซับความร้อน…กลับต้องดูดความร้อนมาซับความร้อน ลมร้อนซับความร้อนไปทิ้งได้ไม่มาก…คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนัก

คอมฯทำงานหนัก ซดไฟฟ้ามากกว่าคอมฯทำงานน้อย
     ยิ่งประเภทติดแอร์ใกล้ๆ กันหลายตัว ติดแบบให้คอมฯพ่นลมร้อนเข้าหากัน… คอมฯระบายความร้อนได้ไม่ดี แอร์กินไฟ อยู่คอนโดฯติดแอร์กันเป็นแถวเรียงกันเป็นชั้น…คอมฯแอร์ชั้นล่างพ่นลมร้อนลอยขึ้นชั้นบน คอมฯแอร์ที่อยู่ชั้นบนๆ ยิ่งระบายความร้อนได้ไม่ดี

สิ่งเหล่านี้เป็นฮวงจุ้ยที่เจ้าของแอร์ทุกคนต้องเลี่ยง…ช่วยประหยัดเงินค่าไฟได้ 20-25 เปอร์เซ็นต์ทีเดียวครับ
     คอมฯแอร์วางตากแดด ก็ให้จัดหาร่มเงา เช่น เอากระถางต้นไม้มาวางบังแดด แต่อย่าเอามาบังทางลม…ห้ามบังทั้งทางดูดลมเข้าและทางพ่นลมออก คอมฯพ่นลมร้อนใส่กัน…ทำท่อบังคับให้ลมร้อนพ่นออกไปทางอื่น หรือหันเปลี่ยนทิศ วางคอมฯหนีลมร้อน และจะให้คอมฯระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ควรล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง…หรือมากกว่านั้นสำหรับบ้านที่อยู่ติถนน หรือมีฝุ่นละอองมาก


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/22/area-setup/

14
  แจกแจงปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อ “เครื่องปรับอากาศ” ควรซื้อกี่บีทียู แบบตั้ง/แขวนหรือแบบติดผนึง หรือควรเลือกระบบกรองอากาศแบบไหน หรือที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ในฤดูร้อนอย่างนี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย การดูแลเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การล้างเครื่องให้ทำงานดีขึ้น ส่วนใครที่ต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศในช่วงนี้ ก็ต้องทำการบ้านเสียหน่อย เพราะจากการสำรวจพบว่า พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อมักเน้นเลือกเครื่องปรับอากาศ ที่มีเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือดูที่การประหยัดไฟ ราคา บริการหลังการขายและรูปลักษณ์ของสินค้า
     อย่างไรก็ตาม ฉลาดซื้อเห็นว่า เราควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่คุ้มค่าระหว่างเงินที่ต้องเสียไปกับเทคโนโลยีที่ได้กลับมา นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงการประหยัดไฟฟ้าในระยะยาวด้วย

     เลือกแอร์อย่างไรให้ “เย็นใจ”
     1.เลือกให้เหมาะกับขนาดห้อง  ขนาดการทำงานของแอร์ เรียกว่า “บีทียู” การเลือกขนาดบีทียูให้เหมาะกับขนาดห้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าสูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดน้อยลงและความชื้นในห้องสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังราคาแพงและเปลืองไฟ แต่หากเลือกบีทียูต่ำไป คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานตลอดเวลา เนื่องจากความเย็นในห้องยังไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและเครื่องเสียเร็วอีกเช่นกัน

     2.เลือกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5  การเลือกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คือ การเลือกเครื่องปรับอากาศที่ไม่กินไฟมาก แต่ให้ความเย็นได้เท่ากัน ทั้งนี้ หากเครื่องปรับอากาศที่คุณชอบมีบีทียูเท่ากัน และเป็นเบอร์ 5 เหมือนกัน ขอแนะนำให้เลือกเครื่องที่มีค่า “อีอีอาร์” มากกว่า เพราะกินไฟน้อยกว่า ค่าอีอีอาร์ หรือ Energy Efficiency Ratio เป็นค่าที่บอกประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งสามารถดูได้จากเอกสารแนะนำสินค้านั้นๆ

     3.ดูอายุการใช้งาน การติดตั้งและบริการหลังการขาย  การเลือกบริษัทที่น่าเชือถือ มีการทำตลาดมานาน มีบริการติดตั้งโดยผู้ชำนาญการ และบริการหลังกการขายที่ดี ตลอดจนการรับประกันต่างๆ ถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาเช่นกัน

     4.ดูคุณสมบัติพิเศษและดีไซน์ว่า คุ้มค่ากับราคาหรือไม่  เครื่องปรับอากาศในปัจจุบันยังแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีความเย็น ความเงียบ จนถึงเรื่องของสุขภาพ ที่มีการใส่เครื่องฟอกอากาศ ซึ่งก็มีอยู่หลายแบบ ทั้งซิลเวอร์นาโน นาโนไทเทเนียม แผ่นกรองเฮปป้าฟิลเตอร์ พลาสม่าคลัสเตอร์ เป็นต้น ซึ่งเรามีข้อมูลมาฝาก…..
     ระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศมีหลายระบบ ดังนี้

     1) การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศดักจับฝุ่นละออง หรืออนุภาคขนาดใหญ่ โดยสิ่งสกปรกจะติดค้างอยู่ที่ไส้กรอง ต้องทำการเปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน ตัวอย่างของระบบนี้ ได้แก่ HEPA ซึ่งเป็นการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพกำจัดอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.05 ไมครอน ในกรณีที่ต้องการกำจัดกลิ่นในอากาศ จะนิยมใช้ “แผ่นคาร์บอน” เพื่อดูดซับกลิ่น
     2) การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) เป็นการใช้ตะแกรงไฟฟ้าดักจับฝุ่น โดยการเพิ่มประจุไฟฟ้าให้แก่อนุภาคฝุ่นและใช้แผ่นโลหะอีกชุดหนึ่งซึ่งเรียง ขนานกันดูดอนุภาคฝุ่นเอาไว้ โดยหลังจากการใช้งานไประยะหนึ่ง จะต้องมีการทำความสะอาดแผ่นโลหะ
     3) การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) เป็นการใช้เครื่องผลิตประจุไฟฟ้าและปล่อยประจุไฟฟ้าออกมาพร้อมกับลมเย็น เพื่อดูดจับอนุภาคฝุ่นละอองและกลิ่น โดยประจุไฟฟ้าลบที่ถูกปล่อยออกมาจะดูดฝุ่นและกลิ่น ที่มีโครงสร้างเป็นประจุบวก จนกระทั้งรวมตัวกันใหญ่ขึ้นและตกลงสู่พื้นห้อง ข้อดีของระบบนี้คือไม่จำเป็นต้องถอดออกมาทำความสะอาด  ทั้งนี้ เครื่องปรับอากาศที่ระบุว่า “มีระบบฟอกอากาศ” นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการป้องกันเชื้อโรค ไม่ให้เข้าไปแพร่เชื้อภายในเครื่องขณะที่ไม่ทำงานเท่านั้น

     5.เลือกประเภทให้เหมาะสม
          เครื่องปรับอากาศมีอยู่ 2 แบบที่เป็นที่นิยม คือ
          1) แบบติดผนัง เป็นเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กกระทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอนหรือห้องรับแขกขนาดเล็ก มีข้อดีคือ รูปแบบทันสมัย ที่ให้เลือกหลากหลาย ทำงานเงียบและติดตั้งง่าย ส่วนข้อเสียคือ ไม่เหมาะกับงานหนัก
          2) แบบตั้ง/แขวน เป็นเครื่องปรับอากาศที่เหมาะกับห้องทุกขนาด ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ข้อดีคือ สามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งแบบตั้งพื้นหรือแขวนเพดาน ใช้งานได้หลากหลาย และมีการระบายลมที่ดี ส่วนข้อเสียคือ ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/07/howtobuy/

15

  ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุดทั้งในเรื่องความเย็น ความทนทาน รวมถึงการประหยัดพลังงาน ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ถือว่าเป็นเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน และออฟฟิศที่สามารถช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าเครื่องปรับอากาศที่ได้ประหยัดไฟเบอร์ 5 ไปอีกขั้น

     ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) คือ เทคโนโลยีล่าสุดของระบบปรับอากาศ ซึ่งจะทำงานจ่ายแปลงกระแสไฟฟ้าในเครื่องปรับอากาศ ช่วยควบคุมความเร็วรอบ ควบคุมกำลังไฟฟ้า และมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ (Motor compressor) ปรับเปลี่ยนการทำงานของกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ และคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ให้เหมาะสมกับอุณหภูมิที่ได้ตั้งไว้ภายในห้องล่วงหน้าตลอดเวลา ช่วยประหยัดพลังงานได้ดีกว่า คอมเพรสเซอร์ชนิดโรตารี่ (Rotary Compressor) แบบทั่วไปคือ ติด-ดับ (การควบคุมความเย็นเครื่องปรับอากาศในปัจจุบันจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมสตัท (Thermo Stat) ในการควบคุมอุณหภูมิและกำหนดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ตามอุณหภูมิที่ได้กำหนดค่าจากผู้ใช้ไว้ เมื่ออุณหภูมิได้ถึงจุดที่ตั้งไว้ เครื่องจะตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก ใช้กระแสไฟฟ้ามาก และใช้พลังงานสูงในการทำอุณหภูมิให้ได้ตามที่ตั้งไว้)

     นอกจากนี้ ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ยังช่วยทำให้ผู้อยู่ในห้องปรับอากาศได้รับความสะดวกสบาย ช่วยควบคุมอุณหภูมิให้คงที่และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้การทำงานของเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ถึงอุณหภูมิที่ต้องการได้รวดเร็ว เพราะออกแบบมาให้ปรับการทำงานและออกแบบให้คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำงานอย่างต่อเนื่อง รักษาความสะดวกสบายทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศทั่วไป เทคโนโลยีแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) นี้ช่วยประหยัดมากกว่าและยังมีประสิทธิภาพในการใช้งานและทำงานเงียบกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไป อุณหภูมิที่คงที่ และการทำงานที่เงียบ มีเสถียรภาพ ช่วยให้เข้าถึงอุณหภูมิที่ต้องการรวดเร็วกว่าเครื่องปรับอากาศธรรมดา เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) มีการออกแบบให้เครื่องหน่วยภายนอก (Condensing Unit) ทำงานรวดเร็วเหมาะสม จึงช่วยให้การทำงานของหน่วยภายใน (Fancoil Unit) มีประสิทธิภาพสูงกว่าถึง 30% ลดการใช้กระแสไฟฟ้าจากการใช้เทคโนโลยี และการทำงานของอุปกรณ์ที่ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้การตั้งอุณหภูมิและการทำงานที่เหมาะสม ประหยัดไฟได้มากกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไป ภายในช่วงการทำงานจากสูงสุดไปต่ำสุดนอกจากนั้นการทำงานของเครื่องปรับอากาศยังช่วยให้สอดคล้องกับการทำงาน โดยมีปัจจัยจากอุณหภูมิห้องและจำนวนคนภายในห้องปรับอากาศโดยการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพของคอมเพรสเซอร์(Compressor) โดยการรักษาประสิทธิภาพช่วงความเร็วต่ำถึงความเร็วสูง และการออกแบบพิเศษ ให้การทำงานของมอเตอร์แบบ DC ตรงกับการทำงานที่เป็นส่วนของการโหลด (Load) คือการเปิด-ปิด ของเครื่องปรับอากาศ


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/

หน้า: [1] 2 3 ... 33
anything