แสดงกระทู้ - Master
- +



ของในห้องแจกของแจกฟรีทุกชิ้น

^ประกาศ pordoo.com คือเว็บสำหรับแจกสิ่งของ สมาชิกสะสมพอยท์ภายในเว็บเพื่อนำไปแลกของรางวัลที่ต้องการ
พอยท์ได้มาจากไหนบ้าง?
1.สมัครสมาชิกรับ 100 พอยท์
2.กดรับจากAdmin สัปดาห์ละ 100 พอยท์
3.สมาชิกคนอื่นกดให้พอยท์ (กดที่กล่องของขวัญ)
แจก 2,000 พอยท์ทุกสัปดาห์ รอบ6 คลิ้กเลย

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Master

หน้า: [1] 2 3 ... 33
1
ส้วมตันทำอย่างไร? อย่าเพิ่งตกใจไป! วิธีแก้ท่อตันสามารถแก้ได้ด้วยตัวคุณเองเพียงคุณมีอุปกรณ์และวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแต่ต้องทำอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย !

สิ่งอุดตันในท่อระบายน้ำที่ไม่สามารถระบายออกไปได้และยังทำให้เกิดกลิ่นเหม็น วิธีทำความสะอาดท่อระบายน้ำในห้องน้ำนั้นมีหลายวิธี ดังนี้

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างท่อ ทุกครั้งที่ใช้งานควรทำตามขั้นตอนตามที่ฉลากกำหนดและใส่ถุงมือยางขณะใช้งานเพื่อป้องกันน้ำยากัดมือ และเปิดให้ห้องน้ำมีการระบายอากาศถ่ายเทได้ดี

การทำความสะอาดท่อระบายน้ำด้วยอุปกรณ์ คุณอาจจะลองใช้อุปกรณ์เพื่อดึงสิ่งอุดตันภายในท่อด้วยลวดตะขอหรืออุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดท่อโดยเฉพาะ
 
  • ทำปลายลวดให้โค้งงอเป็นรูปตะขอเพื่อสามารถเกี่ยวเศษผมภายในท่อ
  • ใส่ถุงมือยาง และเตรียมถุงพลาสติกไว้ให้พร้อมสำหรับใส่เศษขยะ
  • หมุนน็อตออกมาก่อน (ถ้ามี) และเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
  • ค่อยๆหย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่ออย่างช้าๆ โดยค่อยๆหมุนไปทีละนิดๆ
  • ค่อยๆดึงตะขอขึ้นมาพร้อมกับเศษผมที่จะถูกดึงติดขึ้นมาด้วยอย่างช้าๆ และเก็บขยะใส่   ถุงพลาสติกที่เตรียมไว้
  • ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเศษผมจะหมด
สุดท้ายให้ทำตามขั้นตอนด้านล่างด้วยการใช้เบคกิ้งโซดา และน้ำส้มสายชู โดยคุณต้องเตรียมเบคกิ้งโซดา น้ำส้มสายชู เศษผ้าและน้ำร้อนเพื่อทำความสะอาดและเพื่อให้วิธีนี้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรจะทำในช่วงที่ไม่มีการใช้งานห้องน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
 
  • ใส่เบคกิ้งโซดาครึ่งถ้วยตวงลงไปในท่อระบายน้ำ
  • ใส่น้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยตามลงไปทันที
  • ใช้เศษผ้าอุดรูท่อไว้ เมื่อเบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำส้มสายชู จะเกิดเสียงฟู่ และสามารถทำให้สิ่งอุดตันหลุดออกไปได้
  • ทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที ไปจนถึง 2-3 ชั่วโมง
  • ใส่น้ำร้อนที่เตรียมไว้ลงไปในท่อ เพื่อกำจัดเศษสิ่งอุดตันออกไป
  • สามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆจนกว่าจะสะอาด
ข้อควรระวังคือ อย่าให้น้ำร้อนหรือเบคกิ้งโซดากระเด็นมาโดนตัว แนะนำให้ใส่ถุงมือยาง และแว่นตา เพื่อป้องกัน และใส่เสื้อผ้าที่สามารถเลอะได้

แต่หากยังไม่สามารถแก้อาการท่อตันได้ ติดต่อช่างได้เลย ที่นี่!


ที่มา https://www.cleanipedia.com/in
https://www.helpdee.com/blog/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/

2
 ห้องที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ห้องที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่ควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศบริเวณกลางห้อง เพราะจะทำให้การกระจายลมเย็นไม่ทั่วถึง

กรณีที่ห้องยาวมาก ๆ กรณีที่ห้องยาวมาก ๆ ควรเปลี่ยนจากการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ BTU สูงๆมาใช้ขนาด BTU ต่ำๆ เพื่อประหยัดพลังงาน โดยสามารถใช้คู่กับฉากกั้นห้อง เพื่อกำหนดพื้นที่ทำความเย็นของแต่ละจุด(เครื่อง) เพราะหากใช้ขนาด BTU สูง เพียงเครื่องเดียว แต่มีคนใช้งานในห้องน้อย การเปิดให้ความเย็นเต็มที่จะไม่คุ้มค่าไฟ

ห้องมีความสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน (2.5เมตร) ห้องมีความสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน (2.5เมตร) ควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบแขวนแทน เพื่อให้กระจายลมเย็น สามารถกระจายได้ทั่วห้อง ไม่ควรติดแบบตั้งพื้น เพราะลมเย็นกระจายไม่ถึงด้านบน

บริเวณประตูห้อง บริเวณประตูห้อง ไม่ควรติดตั้งเครื่องปรับอากศเหนือประตู หรือตรงข้ามประตู เพราะเมื่อเราเปิดประตู ความร้อนก็จะเข้ามาในห้อง ซึ่งจะไปกระทบกับเซ็นเซอร์ตรวจกับอุณหภูมิ ทำให้วัดอุณหภูมิผิด คอมเพลสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะว่าห้องร้อนนั่นเอง


 การใช้เครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี
  • ควรติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญและวางในจุดที่กระจายความเย็นได้ดี
  • ควรล้างเครื่องปรับอากาศปีละ 2 ครั้งและมีการถอดล้างภายในหรือล้างใหญ่ปีละ 1 ครั้ง จะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าและช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์ได้
  • ควรตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรตั้งห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร
  • ควรตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส
  • ควรปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อไม่ให้อากาศร้อนหรือความชื้อจากภายนอกเข้ามาในห้อง
  • ควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้องอย่างน้อย 30 นาที - 1 ชั่วโมง จะช่วยลดการใช้ไฟได้ 30 หน่วย/เดือน ประหยัดค่าไฟประมาณ 75 บาท/เดือน

ที่มา: http://www.airbestbuy.com/article.php

3
 Benfits of Inverter

สิ่งที่ต่างจากเครื่องปรับอากาศแบบทั่ว ๆไป คือ เครื่องปรับอากาศที่มีระบบอินเวอร์เตอร์ สามารถปรับความเร็วของคอมเพรสเซอร์ เพื่อให้เหมาะสมกับความเย็นในขณะนั้น ๆ เมื่ออุณหภูมิภายในห้องปรับอากาศได้ถึงค่าที่ตั้งไว้แล้ว เครื่องปรับอากาศจะสามารถลดรอบความเร็ว ในการทำงานของคอมเพรสเซอร์ลง และรักษาอุณหภูมิภายในห้องได้คงที่ จึงทำให้ประหยัดพลังงานกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไปถึง 40-60%

ระบบอินเวอร์เตอร์ ทำงานอย่างไร
ส่วนประกอบสำคัญของเครื่องปรับอากศ คืออุปกรณ์ที่มีชื่อว่าคอมเพรสเซอร์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหัวใจของมนุษย์ที่คอยสูบฉีดน้ำยาไปหล่อเลี้ยงทั้งระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศแบบเดิม คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดต่อเป็นจังหวะตามช่วงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ซึ่งในการสตาร์ทคอมเพรสเซอร์แต่ละครั้งจะใช้พลังงานสูงกว่าช่วงการทำงานอื่น นั่นหมายถึงจำนวนเงินค่าไฟที่เราต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่ระบบปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อเนื่อง และปรับความเร็วตามสภาพการทำงาน จึงไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าจากการสตาร์ทเครื่องบ่อยๆ นั่นคือจำนวนเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟของแอร์นั่นเอง

ความแตกต่างของแอร์ที่มีระบบ Inverter และแอร์ธรรมดา ที่ไม่มีระบบ Inverter

  แอร์ธรรมดา
 สิ้นเปลืองไฟ เนื่องจากจะทำงานจนกว่าแอร์เย็นจนถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้วแอร์จะหยุดทำงาน และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ระดับคอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการสตาทร์ตัวเองจะกินไฟมากกว่าช่วง Run ประมาณ 3-5 เท่า จะเกิดเสียงทุกครั้งเมื่อระบบเริ่มการทำงานใหม่ แอร์ที่มีระบบ Inverter
 ประหยัดไฟกว่า เพราะว่าคอมเพรสเซอร์แอร์สตาร์ทครั้งเดียวและจะทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีลดรอบการทำงาน แอร์ทำงานเงียบเพราะเมื่ออุณหภูมิเย็นตามที่เราตั้งไว้รอบคอมเพรสเซอร์แอร์จะต่ำทำให้เสียงเงียบ และจะไม่มีเสียงสตาร์ทตัวของคอมแอร์ตลอดระยะเวลาใช้งาน

 ทำไมต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์
เนื่องจากแอร์อินเวอร์เตอร์สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าแอร์ทั่วไป ดังนั้นถึงแม้ว่าแอร์อินเวอร์เตอร์จะมีราคาสูงกว่าแอร์ทั่วไป แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าไฟฟ้าที่ลดลงในแต่ละเดือน จะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาอันสั้น เพียง 1-2 ปี ซึ่งอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศโดยทั่วไปคือ 10-15 ปี จึงคุ้มค่าแก่การลงทุน

DC Inverter คอมเพรสเซอร์ทำงานแตกต่างจากคอมเพรสเซอร์ทั่วไปอย่างไร
 การทำงานของ DC Inverter จะสอดคล้องกับปริมาณความเย็นที่ต้องการ ในช่วงของห้องที่ต้องการความเย็นมาก คอมเพรสเซอร์จะทำงานที่รอบสูงและพัดลมจะหมุนเร็ว แต่ในช่วงที่อุณหภูมิใกล้เคียงค่าที่ต้องการแล้ว คอมเพรสเซอร์จะลดงรอบการทำงานลงและพัดลมก็หมุนช้าลงด้วย ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ทั่วไป ทั้งคอมเพรสเซอร์และพัดลมจะหมุนด้วยความเร็วคงที่ตลอดการทำงาน


ที่มา: http://www.airbestbuy.com/article.php

4
 รูปแผนภาพขั้นตอนการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ การเลือก BTU ของเครื่องปรับอากาศ BTU (BRITISH THER MAL UNIT) คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ มีหน่วย ดังนี้ 1 ตันความเย็น เท่ากับ 12000 BTU/HR. ซึ่งเป็นค่าประสิทธิภาพที่แสดงว่า เครื่องปรับอากาศมีความสามารถในการนำพาความร้อนออกจากห้องในเวลา 1 ชั่วโมง เราควรเลือก BTU ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะติดตั้ง โดยใช้การเปรียบเทียบการเลือกขนาดของ BTU กับพื้นที่ห้อง ดังนี้
 
BTU/Hr.ขนาดห้องปกติห้องที่โดนแดด
9,0009 - 14 ตร.ม.9 - 13 ตร.ม.
12,00014 - 20 ตร.ม.13 - 17 ตร.ม.
18,00020 - 28 ตร.ม.17 - 25 ตร.ม.
24,00028 - 36 ตร.ม.25 - 33 ตร.ม.
30,00036 - 44 ตร.ม.33 - 41 ตร.ม.
36,00044 - 59 ตร.ม.41 - 55 ตร.ม.
42,00059 - 65 ตร.ม.55- 61 ตร.ม.
48,00065 - 76 ตร.ม.61 - 70 ตร.ม.
  ทำไมต้องเลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศให้พอดี เลือกแอร์ใหญ่เกินไป คอมเพรสเซอร์ตัดบ่อยครั้ง สิ้นเปลืองพลังงาน ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัว ราคาและค่าติดตั้งสูงขึ้น
เลือกแอร์เล็กเกินไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา สิ้นเปลืองพลังงาน อายุการใช้งานสั้น ห้องไม่เย็น หรือเย็นช้า
ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม
 
  • จำนวนและขนาดของหน้าต่าง
  • ทิศที่แดดส่องถึงหรือทิศที่ตั้งของห้อง
  • วัสดุหลังคามีฉนวนกันความร้อนหรือไม่
  • จำนวนคนใช้งานในห้อง
  • จำนวนและประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง

ที่มา: http://www.airbestbuy.com/article.php

 

5
ซ่อมแอร์ ล้างแอร์ / ระบบฟอกอากาศ
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2017, 23:36:06 »
ระบบฟอกอากาศ

1. ระบบแผ่นฟอก หรือตะแกรงประจุ ที่อยู่ภายในเครื่อง
2. ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้าออกมานอกเครื่อง แบ่งเป็น
     2.1 พ่นอนุภาคไฟฟ้า – เพียงอย่างเดียว
     2.2 พ่นอนุภาคไฟฟ้า + และ – ทั้งคู่

     ระบบ แผ่นฟอก หรือตะแกรงประจุ ที่อยู่ภายในเครื่อง จะดีสำหรับการดักจับฝุ่น ควัน เพราะจะถูกดูดเข้ามาในเครื่อง แต่ก็จะไม่ได้ผลในกรณีที่ผู้ใช้แอร์ยอมไม่เปลี่ยนแผ่นฟอก หรือทำความสะอาดตะแกรงประจุ บ่อยๆ สำหรับเชื้อโรคบางชนิดก็สามารถถูกดักจับได้เหมือนกัน แต่ก็ติดปัญหาที่ว่ามันไม่ตาย และสะสมอยู่ภายในเครื่อง สังเกตุได้จากการมีกลิ่นอับชื้นตอนเปิดแอร์ ซึ่งเป็นกลิ่นอับชื้นจากเชื้อราภายในเครื่อง สามารถทำให้คนเกิดอาการภูมิแพ้ได้ เช่น จาม คัดจมูก หนักหน่อยก็พัฒนาเป็นโรคหอบหืด

     ระบบพ่นอนุภาคไฟฟ้า – ออกมานอกเครื่อง จะมีผลทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่มีต่อการฆ่าเชื้อโรค สลายกลิ่นอับชื้น

     ระบบ พ่นอนุภาคไฟฟ้า + และ – ออกมานอกเครื่อง (ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์) จะมีผลไปฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ที่ลอยในอากาศในห้อง ทุกซอกมุม หรือไปเจอกลิ่นอับชื้นที่ไหน ก็สลายกลิ่นเหล่านั้นให้หมดไปจากโลก ล่าสุด ค้นพบว่าพลาสม่าคลัสเตอร์สามารถสลายสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นได้ ประสิทธิภาพเหล่านี้ถูกรับรองจากสถาบันวิจัยนานาชาติ 8 แห่ง

ผู้ที่ควรใช้ระบบฟอกอากาศพลาสม่าคลัสเตอร์ได้แก่

1. ผู้มีโอกาสหรือเป็นโรคภูมิแพ้
2. เด็ก ทารก เพราะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ สังเกตุได้จากการเป็นหวัดบ่อย จามตอนเช้า
3. ผู้สูงอายุ ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และ ควบคุมระบบขับถ่ายไม่ได้
4. ผู้สูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ เพราะสามารถกำจัดสารพิษก่อมะเร็งในควันบุหรี่ได้
5. ผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ พลาสม่าคลัสเตอร์จะช่วยให้เป็นหวัดน้อยครั้งลงได้
6. คลีนิค โรงพยาบาล ย่านชุมชน ห้องอาหาร คาราโอเกะ เพราะสามารถกำจัดเชื้อโรค และสลายกลิ่นอับชื้น กลิ่นบุหรี่ ต่างๆ ได้ดี


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/22/air-purificationsystem/

6
ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำเพื่อให้การ ระบายความร้อนทำได้สะดวก เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่ทดแทนเครื่องเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือใช้งาน มานาน ลดความร้อนจากภายนอกที่ผ่านเข้ามายังบริเวณที่ปรับอากาศ ดังนี้

     1. ลดความร้อนผ่านผนัง ผนังกระจกที่ควรป้องกันความร้อนโดยใช้เครื่องบังแดดภายในอาคาร หรือหลบแนวหน้าต่างเข้ามาภายในผนังปูน ให้ทาสีด้านนอกด้วยสีขาวหรือสีอ่อน หรือใช้วัสดุผิวมัน เช่น กระเบื้องเคลือบ เพื่อช่วยสะท้อนแสง ปลูกต้นไม้หรือสร้างที่บังแดดเพื่อให้ร่มเงาแก่ผนัง ผนังห้องโดยเฉพาะด้านทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกซึ่ง ไม่มีเงากำบังเป็นส่วนที่มีความร้อนมาก ควรบุฉนวนกันความร้อนหรือ ใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ตั้งกั้นไม่ให้ความร้อนแผ่เข้ามาในห้องเร็วนัก ผนังอาคารที่เป็นไม้ หากมีช่องห่างของไม้มากควรตีผนังด้านในด้วยไม้อัดเพื่อกันการผ่านของความ ร้อนจากภายนอกเข้ามาในอาคาร

     2. การลดความร้อนผ่านหน้าต่าง หน้าต่างควรมีเฉพาะทิศเหนือหรือทิศใต้ของอาคารเพื่อลดการรับแสงแดดโดยตรง ไม่ให้มีรอยรั่วตามขอบประตู หน้าต่าง หรือบริเวณฝ้าเพดาน

     3. การลดความร้อนผ่านหลังคาและฝ้าเพดาน หลังคาที่เป็นสังกะสีหรือกระเบื้องควรตีฝ้าหรือติดตั้งวัสดุสะท้อนความร้อน หรือบุฉนวนกันความร้อนเพื่อช่วยลดความร้อนที่จะแผ่เข้ามาในอาคาร ถ้ามีช่องว่างระหว่างหลังคากับฝ้ามากควรเจาะช่องลมเพื่อระบาย อากาศ

     4. การลดความร้อนผ่านพื้น หากเป็นพื้นไม้ควรอุดช่องระหว่างไม้ให้ สนิท แอร์จะได้ไม่รั่วออกไป

     5. จัดพื้นที่ในห้องซึ่งไม่ได้ใช้งานประจำ เช่น ตู้เสื้อผ้า ห้องแต่งตัว อยู่ทางทิศตะวันตก ช่วยกันความร้อนไม่ให้เข้าถึงห้องที่ใช้สอยประจำคือส่วนนอน ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการปรับอุณหภูมิลงได้

     6. พยายามใช้แสงธรรมชาติช่วยส่องสว่างภายใน อาคาร และควรปิดไฟที่ไม่จำเป็น ภายในอาคารควรใช้สีอ่อนช่วยการสะท้อนแสง ทำให้ใช้ดวงไฟน้อยลง อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนควรใช้นอกห้อง


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/15/saveairpower/

7
แอร์จะกินไฟ ไม่กินไฟ… การติดตั้ง แอร์ตัวนอก ต้องดูฮวงจุ้ยครับ
     เคยบอกไว้ เวลาจะติดตั้งแอร์ตัวนอก ด้านหลังควรให้ห่างจากผนังประมาณ 1 ฟุต และด้านหน้า 1.5 เมตร ต้องไม่มี อะไรมาบังทางเป่าลมร้อนออก เพื่อแอร์ตัวนอกจะได้ดูดลมเข้า ระบาย ความร้อนได้สะดวก… แอร์จะได้ทำงาน เบาตัว ไม่กินไฟ ไม่พังเร็ว แต่ฮวงจุ้ยที่จะพูดถึงในวันนี้ เป็นฮวงจุ้ยอีกอย่าง…ก็อย่างที่รู้กัน แอร์มี 2 ส่วน ในบ้าน กับนอกบ้าน ตัวที่อยู่ในบ้าน…แอร์ทำให้ห้องเราเย็นได้ ด้วยการฉีดน้ำยาแอร์ให้กลายเป็นก๊าซ เพื่อจะดูดซับความร้อนภายในห้อง ดูดซับเสร็จ น้ำยาแอร์จะอุ้มความร้อนไหลตามท่อแอร์…ไปยังแอร์ตัวนอก แอร์ตัวนอกจะรับช่วงเอาความร้อนมาถ่ายทิ้งอีกที

แอร์จะกินไฟแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับว่าแอร์ตัวนอกถ่ายความร้อนทิ้งได้ดี ขนาดไหน?
     แอร์ ที่เราใช้กันส่วนใหญ่ จะใช้อากาศเป็นตัวพาความร้อนไปถ่ายทิ้ง… ด้วยการใช้พัดลมดูดอากาศเย็น ให้พัดผ่านแผงน้ำยาแอร์ที่อุ้มความร้อน

ดูดลมเย็นมาซับความร้อนไปให้พ้นจากคอมเพรสเซอร์
     คอมฯแอร์ถึงเขาจะออกแบบมาให้กันแดดกันฝนได้…แต่จะให้คอมฯ ดูดลมเย็นเอาความร้อนไปทิ้งได้ดี…ต้องมีฮวงจุ้ย

หนึ่ง ไม่ควรวางคอมฯตากแดด
     ยิ่งวางคอมฯบนดาดฟ้า หรือระเบียงบ้านที่ถูกแดดเผา…ดาดฟ้า ระเบียงทำจากปูน ถูกแดดเผา อากาศบริเวณนั้นจะร้อน ร้อนแบบไม่ธรรมดา…ร้อนมากๆ ถ้าไม่เชื่อลองไปยืนบนปูนตากแดดดูได้ เจออย่างนี้ แทนที่คอมฯจะได้ดูดลมเย็นมาซับความร้อน…กลับต้องดูดความร้อนมาซับความร้อน ลมร้อนซับความร้อนไปทิ้งได้ไม่มาก…คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนัก

คอมฯทำงานหนัก ซดไฟฟ้ามากกว่าคอมฯทำงานน้อย
     ยิ่งประเภทติดแอร์ใกล้ๆ กันหลายตัว ติดแบบให้คอมฯพ่นลมร้อนเข้าหากัน… คอมฯระบายความร้อนได้ไม่ดี แอร์กินไฟ อยู่คอนโดฯติดแอร์กันเป็นแถวเรียงกันเป็นชั้น…คอมฯแอร์ชั้นล่างพ่นลมร้อนลอยขึ้นชั้นบน คอมฯแอร์ที่อยู่ชั้นบนๆ ยิ่งระบายความร้อนได้ไม่ดี

สิ่งเหล่านี้เป็นฮวงจุ้ยที่เจ้าของแอร์ทุกคนต้องเลี่ยง…ช่วยประหยัดเงินค่าไฟได้ 20-25 เปอร์เซ็นต์ทีเดียวครับ
     คอมฯแอร์วางตากแดด ก็ให้จัดหาร่มเงา เช่น เอากระถางต้นไม้มาวางบังแดด แต่อย่าเอามาบังทางลม…ห้ามบังทั้งทางดูดลมเข้าและทางพ่นลมออก คอมฯพ่นลมร้อนใส่กัน…ทำท่อบังคับให้ลมร้อนพ่นออกไปทางอื่น หรือหันเปลี่ยนทิศ วางคอมฯหนีลมร้อน และจะให้คอมฯระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ควรล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง…หรือมากกว่านั้นสำหรับบ้านที่อยู่ติถนน หรือมีฝุ่นละอองมาก


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/22/area-setup/

8
  แจกแจงปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อ “เครื่องปรับอากาศ” ควรซื้อกี่บีทียู แบบตั้ง/แขวนหรือแบบติดผนึง หรือควรเลือกระบบกรองอากาศแบบไหน หรือที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ในฤดูร้อนอย่างนี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย การดูแลเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การล้างเครื่องให้ทำงานดีขึ้น ส่วนใครที่ต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศในช่วงนี้ ก็ต้องทำการบ้านเสียหน่อย เพราะจากการสำรวจพบว่า พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อมักเน้นเลือกเครื่องปรับอากาศ ที่มีเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือดูที่การประหยัดไฟ ราคา บริการหลังการขายและรูปลักษณ์ของสินค้า
     อย่างไรก็ตาม ฉลาดซื้อเห็นว่า เราควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่คุ้มค่าระหว่างเงินที่ต้องเสียไปกับเทคโนโลยีที่ได้กลับมา นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงการประหยัดไฟฟ้าในระยะยาวด้วย

     เลือกแอร์อย่างไรให้ “เย็นใจ”
     1.เลือกให้เหมาะกับขนาดห้อง  ขนาดการทำงานของแอร์ เรียกว่า “บีทียู” การเลือกขนาดบีทียูให้เหมาะกับขนาดห้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าสูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดน้อยลงและความชื้นในห้องสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังราคาแพงและเปลืองไฟ แต่หากเลือกบีทียูต่ำไป คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานตลอดเวลา เนื่องจากความเย็นในห้องยังไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและเครื่องเสียเร็วอีกเช่นกัน

     2.เลือกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5  การเลือกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คือ การเลือกเครื่องปรับอากาศที่ไม่กินไฟมาก แต่ให้ความเย็นได้เท่ากัน ทั้งนี้ หากเครื่องปรับอากาศที่คุณชอบมีบีทียูเท่ากัน และเป็นเบอร์ 5 เหมือนกัน ขอแนะนำให้เลือกเครื่องที่มีค่า “อีอีอาร์” มากกว่า เพราะกินไฟน้อยกว่า ค่าอีอีอาร์ หรือ Energy Efficiency Ratio เป็นค่าที่บอกประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งสามารถดูได้จากเอกสารแนะนำสินค้านั้นๆ

     3.ดูอายุการใช้งาน การติดตั้งและบริการหลังการขาย  การเลือกบริษัทที่น่าเชือถือ มีการทำตลาดมานาน มีบริการติดตั้งโดยผู้ชำนาญการ และบริการหลังกการขายที่ดี ตลอดจนการรับประกันต่างๆ ถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาเช่นกัน

     4.ดูคุณสมบัติพิเศษและดีไซน์ว่า คุ้มค่ากับราคาหรือไม่  เครื่องปรับอากาศในปัจจุบันยังแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีความเย็น ความเงียบ จนถึงเรื่องของสุขภาพ ที่มีการใส่เครื่องฟอกอากาศ ซึ่งก็มีอยู่หลายแบบ ทั้งซิลเวอร์นาโน นาโนไทเทเนียม แผ่นกรองเฮปป้าฟิลเตอร์ พลาสม่าคลัสเตอร์ เป็นต้น ซึ่งเรามีข้อมูลมาฝาก…..
     ระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศมีหลายระบบ ดังนี้

     1) การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศดักจับฝุ่นละออง หรืออนุภาคขนาดใหญ่ โดยสิ่งสกปรกจะติดค้างอยู่ที่ไส้กรอง ต้องทำการเปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน ตัวอย่างของระบบนี้ ได้แก่ HEPA ซึ่งเป็นการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพกำจัดอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.05 ไมครอน ในกรณีที่ต้องการกำจัดกลิ่นในอากาศ จะนิยมใช้ “แผ่นคาร์บอน” เพื่อดูดซับกลิ่น
     2) การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) เป็นการใช้ตะแกรงไฟฟ้าดักจับฝุ่น โดยการเพิ่มประจุไฟฟ้าให้แก่อนุภาคฝุ่นและใช้แผ่นโลหะอีกชุดหนึ่งซึ่งเรียง ขนานกันดูดอนุภาคฝุ่นเอาไว้ โดยหลังจากการใช้งานไประยะหนึ่ง จะต้องมีการทำความสะอาดแผ่นโลหะ
     3) การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) เป็นการใช้เครื่องผลิตประจุไฟฟ้าและปล่อยประจุไฟฟ้าออกมาพร้อมกับลมเย็น เพื่อดูดจับอนุภาคฝุ่นละอองและกลิ่น โดยประจุไฟฟ้าลบที่ถูกปล่อยออกมาจะดูดฝุ่นและกลิ่น ที่มีโครงสร้างเป็นประจุบวก จนกระทั้งรวมตัวกันใหญ่ขึ้นและตกลงสู่พื้นห้อง ข้อดีของระบบนี้คือไม่จำเป็นต้องถอดออกมาทำความสะอาด  ทั้งนี้ เครื่องปรับอากาศที่ระบุว่า “มีระบบฟอกอากาศ” นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการป้องกันเชื้อโรค ไม่ให้เข้าไปแพร่เชื้อภายในเครื่องขณะที่ไม่ทำงานเท่านั้น

     5.เลือกประเภทให้เหมาะสม
          เครื่องปรับอากาศมีอยู่ 2 แบบที่เป็นที่นิยม คือ
          1) แบบติดผนัง เป็นเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กกระทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอนหรือห้องรับแขกขนาดเล็ก มีข้อดีคือ รูปแบบทันสมัย ที่ให้เลือกหลากหลาย ทำงานเงียบและติดตั้งง่าย ส่วนข้อเสียคือ ไม่เหมาะกับงานหนัก
          2) แบบตั้ง/แขวน เป็นเครื่องปรับอากาศที่เหมาะกับห้องทุกขนาด ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ข้อดีคือ สามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งแบบตั้งพื้นหรือแขวนเพดาน ใช้งานได้หลากหลาย และมีการระบายลมที่ดี ส่วนข้อเสียคือ ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/07/howtobuy/

9

  ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุดทั้งในเรื่องความเย็น ความทนทาน รวมถึงการประหยัดพลังงาน ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ถือว่าเป็นเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน และออฟฟิศที่สามารถช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าเครื่องปรับอากาศที่ได้ประหยัดไฟเบอร์ 5 ไปอีกขั้น

     ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) คือ เทคโนโลยีล่าสุดของระบบปรับอากาศ ซึ่งจะทำงานจ่ายแปลงกระแสไฟฟ้าในเครื่องปรับอากาศ ช่วยควบคุมความเร็วรอบ ควบคุมกำลังไฟฟ้า และมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ (Motor compressor) ปรับเปลี่ยนการทำงานของกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ และคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ให้เหมาะสมกับอุณหภูมิที่ได้ตั้งไว้ภายในห้องล่วงหน้าตลอดเวลา ช่วยประหยัดพลังงานได้ดีกว่า คอมเพรสเซอร์ชนิดโรตารี่ (Rotary Compressor) แบบทั่วไปคือ ติด-ดับ (การควบคุมความเย็นเครื่องปรับอากาศในปัจจุบันจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมสตัท (Thermo Stat) ในการควบคุมอุณหภูมิและกำหนดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ตามอุณหภูมิที่ได้กำหนดค่าจากผู้ใช้ไว้ เมื่ออุณหภูมิได้ถึงจุดที่ตั้งไว้ เครื่องจะตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก ใช้กระแสไฟฟ้ามาก และใช้พลังงานสูงในการทำอุณหภูมิให้ได้ตามที่ตั้งไว้)

     นอกจากนี้ ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ยังช่วยทำให้ผู้อยู่ในห้องปรับอากาศได้รับความสะดวกสบาย ช่วยควบคุมอุณหภูมิให้คงที่และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้การทำงานของเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ถึงอุณหภูมิที่ต้องการได้รวดเร็ว เพราะออกแบบมาให้ปรับการทำงานและออกแบบให้คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำงานอย่างต่อเนื่อง รักษาความสะดวกสบายทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศทั่วไป เทคโนโลยีแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) นี้ช่วยประหยัดมากกว่าและยังมีประสิทธิภาพในการใช้งานและทำงานเงียบกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไป อุณหภูมิที่คงที่ และการทำงานที่เงียบ มีเสถียรภาพ ช่วยให้เข้าถึงอุณหภูมิที่ต้องการรวดเร็วกว่าเครื่องปรับอากาศธรรมดา เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) มีการออกแบบให้เครื่องหน่วยภายนอก (Condensing Unit) ทำงานรวดเร็วเหมาะสม จึงช่วยให้การทำงานของหน่วยภายใน (Fancoil Unit) มีประสิทธิภาพสูงกว่าถึง 30% ลดการใช้กระแสไฟฟ้าจากการใช้เทคโนโลยี และการทำงานของอุปกรณ์ที่ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้การตั้งอุณหภูมิและการทำงานที่เหมาะสม ประหยัดไฟได้มากกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไป ภายในช่วงการทำงานจากสูงสุดไปต่ำสุดนอกจากนั้นการทำงานของเครื่องปรับอากาศยังช่วยให้สอดคล้องกับการทำงาน โดยมีปัจจัยจากอุณหภูมิห้องและจำนวนคนภายในห้องปรับอากาศโดยการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพของคอมเพรสเซอร์(Compressor) โดยการรักษาประสิทธิภาพช่วงความเร็วต่ำถึงความเร็วสูง และการออกแบบพิเศษ ให้การทำงานของมอเตอร์แบบ DC ตรงกับการทำงานที่เป็นส่วนของการโหลด (Load) คือการเปิด-ปิด ของเครื่องปรับอากาศ


ที่มา: https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/

10
ซ่อมแอร์ ล้างแอร์ / http://image.free.in.th/z/ii/air_work.png
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2017, 23:15:36 »



 ก่อน อื่นต้องขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า การปรับอากาศ ความหมายคือ ปรับให้อากาศเย็นหรือร้อนก็ได้ ถ้าพูดถึงปรับอากาศให้เย็น เราจะนึกถึงคำว่าแอร์นั่นเอง ในที่นี้เราจะพูดคุยกันอย่างง่ายๆ ถามว่าแอร์เกี่ยวกับความร้อนหรือไม่ เกี่ยวแน่นอน เพราะแอร์เป็นตัวนำความร้อนจากภายในห้อง ออกไปทิ้งข้างนอก ทิ้งอย่างไรมันมีขบวนการของมันโดยใช้เครื่องมือ 4 ตัว คือ

1. EVAPPORATOR
2. COMPRESSOR
3. CONDENSER
4. CAPILLARY TUBE

     EVAPPORATORคือ เครื่องระเหย หรือที่ช่างแอร์เรียกว่า คอล์ยเย็น การทำงานของมันคือ ดูดความร้อนจากภายในห้อง โดยมีมอเตอร์พัดลมเป็นตัวดูดเข้ามา ผ่านช่องที่เรียกว่า RetumAir ซึ่งมี Filter เป็น ตัวกรองฝุ่นให้ก่อน แล้วความร้อนที่ถูกดูดเข้ามานั้น จะมาสัมผัสกับคอล์ยเย็นซึ่งมีนำยาแอร์(ของเหลว) ซึ่งอุณหภูมิติดลบ วิ่งอยู่ในท่อนั้น จะเกิดการระเหยเป็นไอ(แรงดันต่ำ)

     COMPRESSOR คือ เครื่องอัดไอ การทำงานหรือหน้าที่ของมันคือ ดูดไอ(แรงดันตำ) ซึ่งเกิดจากการระเหยภายในคอล์ยเย็น ทำการอัดให้เป็นไอ(แรงดันสูง) อุณหภูมิสูง เพื่อส่งไประบายความร้อนต่อไป

     CONDENSER คือเครื่องควบแน่น หรือช่างแอร์เรียกว่า คอล์ยร้อน หน้าที่ของมันคือรับไอร้อนที่ถูก COMPRESSOR อัด จนร้อนและมีอุณหภูมิสูง เข้ามาในแผงพื้นที่ของมัน จากไอที่มีอุณหภูมิสูง เมื่อมาเจอกับอากาศภายในห้อง ซึ่งมีอุณหภูมิตำกว่า ความร้อนจึงถูกถ่ายเทออกไปได้โดยไอร้อนนั้น จะควบแน่นกลายเป็นของเหลว(แรงดันสูง-อุณหภูมิสูง)แต่มีมอเตอร์พัดลมเป็นตัว ช่วยระบายความร้อนออกไปให้เร็วขึ้น เมื่อเป็นของเหลวแล้วก็สามารถกลับมารับความร้อนภายในห้องได้อีก แต่ของเหลวนั้นยังมีอุณหภูมิสูงอยู่ จึงต้องทำให้อุณหภูมินั้นลดลงก่อน

     CAPILLARY TUBE คือ ท่อลดแรงดันหรือท่อรูเข็ม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเล็กมาก ช่างแอร์จะเรียกว่า แค๊ปทิ้ว หน้าที่ของมันคือลดแรงดันของน้ำยาแอร์(ของเหลว)จากที่ถูกระบายความร้อนแล้ว ยังมีอุณหภูมิสูง-แรงดันสูง เมื่อมาเจอท่อรูเข็ม ทำให้ของเหลวอั้น ผ่านได้น้อย ทำให้ของเหลวนั้น มีอุณหภูมิลดลง และแรงดันลดลง น้ำยาแอร์(ของเหลว)และไหลพอดีเหมาะสมกับพื้นที่ของคอล์ยเย็ย เพื่อที่จะมารับความร้อน ในห้องได้อีกครั้ง

     หลังจากได้ทราบถึงวงจรการทำงานของเครื่องปรับอากาศแล้ว เราจะมาศึกษาถึงที่มาที่ไปบ้าง

     คำว่า BTU ที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ เป็นหน่วยความร้อน ย่อมาจาก BRITISH THERMAL UNIT ส่วนที่เรียกว่า แอร์ 1 ตัน, 2 ตัน คำว่าตันนั้น หมายถึงตันความเย็น เป็นประสิทธิภาพในการทำความเย็น ที่เรียกตันความเย็น มีที่มาดังนี้

น้ำ ทำให้เป็นนำแข็ง 1 ตัน (2000 Ib) ใน1วัน (24 ช.ม)
ค่าความร้อนแฝงการทำละลายของน้ำแข็ง 144 BTU / น้ำแข็ง 1 ปอนด์
2000 Ib x 144 BTU/Ib 1ตัน = 12000 BTU/h
24h

ส่วนใหญ่แอร์ 1ตัน ประมาณ 12000 BTU ถ้าตันครึ่งหมายถึง 18000 BTU เป็นต้น

     ต่อไปจะเปรียบเทียบ ระหว่างแอร์ธรรมดา กับแอร์ เบอร์ 5
กรณีเป็นแอร์ เบอร์5 หรือค่า EER=10.6 ขึ้นไป (EER= ENERGY EFFICIENCY RATIO)
หมายความว่า ประสิทธิภาพการทำความเย็น หรือ BTU
กำลังไฟฟ้า watt
สมมุติว่าแอร์ 12000 BTU. ใช้กำลังไฟฟ้าจากคอมเพรสเซอร์ทำงาน 1000 watt จะได้ค่า EER= 12000 =12 นั่นคือได้เบอร์5 เพราะ EER เกิน 10.6
1000
แต่ถ้าแอร์ 12000 BTU.ใช้กำลังไฟฟ้าจากคอมเพรสเซอร์ทำงาน 1200 watt จะได้ค่า EER= 12000 =10 นั่นคือไม่ได้เบอร์5เพราะ EER ไม่ถึง 10.6
1200

ถ้าเปรียบเทียบกับแอร์ มาเป็นคนละ จะเห็นว่า 2 คน ทำงานเท่ากันแต่คนหนึ่งกินข้าวมากกว่า ส่วนอีกคนกินข้าวน้อย เราควรจะเลือกใช้คนแบบไหนดี

     มาดูต่อเรื่อง Compressor เราจะพูดถึงแต่Com. ที่ใช้กับแอร์บ้าน เรียงลำดับตามประสิทธิภาพ

     1. แบบลูกสูบ ประสิทธิภาพดีที่สุด ข้อเสีย เสียงดัง กินไฟ
     2.แบบสกรอล ประสิทธิภาพ รองลงมา แต่ทนกว่า กินไฟปานกลาง มีตั้งแต่ 18000 BTU ขึ้นไป
     3.แบบโรตารี่ ประสิทธิภาพ กินไฟน้อย เสียงเงียบ ราคาถูก ขนาดใหญ่สุดมีแค่ 36000 BTU

     การทำงานของแอร์บ้าน จะเป็นการระบายความร้อนทางตรง หรือระบายความร้อนด้วยอากาศ คือน้ำยาแลกเปลี่ยนความร้อน กับอากาศ โดยตรง ก่อน  อื่นต้องขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า การปรับอากาศ ความหมายคือ ปรับให้อากาศเย็นหรือร้อนก็ได้ ถ้าพูดถึงปรับอากาศให้เย็น เราจะนึกถึงคำว่าแอร์นั่นเอง ในที่นี้เราจะพูดคุยกันอย่างง่ายๆ ถามว่าแอร์เกี่ยวกับความร้อนหรือไม่ เกี่ยวแน่นอน เพราะแอร์เป็นตัวนำความร้อนจากภายในห้อง ออกไปทิ้งข้างนอก ทิ้งอย่างไรมันมีขบวนการของมันโดยใช้เครื่องมือ 4 ตัว คือ 1. EVAPPORATOR
 2. COMPRESSOR
 3. CONDENSER
 4. CAPILLARY TUBE
     EVAPPORATORคือ  เครื่องระเหย หรือที่ช่างแอร์เรียกว่า คอล์ยเย็น การทำงานของมันคือ ดูดความร้อนจากภายในห้อง โดยมีมอเตอร์พัดลมเป็นตัวดูดเข้ามา ผ่านช่องที่เรียกว่า RetumAir ซึ่งมี Filter เป็น  ตัวกรองฝุ่นให้ก่อน แล้วความร้อนที่ถูกดูดเข้ามานั้น จะมาสัมผัสกับคอล์ยเย็นซึ่งมีนำยาแอร์(ของเหลว) ซึ่งอุณหภูมิติดลบ วิ่งอยู่ในท่อนั้น จะเกิดการระเหยเป็นไอ(แรงดันต่ำ)
     COMPRESSOR คือ  เครื่องอัดไอ การทำงานหรือหน้าที่ของมันคือ ดูดไอ(แรงดันตำ) ซึ่งเกิดจากการระเหยภายในคอล์ยเย็น ทำการอัดให้เป็นไอ(แรงดันสูง) อุณหภูมิสูง เพื่อส่งไประบายความร้อนต่อไป
     CONDENSER คือเครื่องควบแน่น หรือช่างแอร์เรียกว่า คอล์ยร้อน หน้าที่ของมันคือรับไอร้อนที่ถูก COMPRESSOR อัด  จนร้อนและมีอุณหภูมิสูง เข้ามาในแผงพื้นที่ของมัน จากไอที่มีอุณหภูมิสูง  เมื่อมาเจอกับอากาศภายในห้อง ซึ่งมีอุณหภูมิตำกว่า ความร้อนจึงถูกถ่ายเทออกไปได้โดยไอร้อนนั้น จะควบแน่นกลายเป็นของเหลว(แรงดันสูง-อุณหภูมิสูง)แต่มีมอเตอร์พัดลมเป็นตัว ช่วยระบายความร้อนออกไปให้เร็วขึ้น เมื่อเป็นของเหลวแล้วก็สามารถกลับมารับความร้อนภายในห้องได้อีก แต่ของเหลวนั้นยังมีอุณหภูมิสูงอยู่ จึงต้องทำให้อุณหภูมินั้นลดลงก่อน
     CAPILLARY TUBE คือ  ท่อลดแรงดันหรือท่อรูเข็ม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเล็กมาก ช่างแอร์จะเรียกว่า  แค๊ปทิ้ว หน้าที่ของมันคือลดแรงดันของน้ำยาแอร์(ของเหลว)จากที่ถูกระบายความร้อนแล้ว ยังมีอุณหภูมิสูง-แรงดันสูง เมื่อมาเจอท่อรูเข็ม ทำให้ของเหลวอั้น ผ่านได้น้อย ทำให้ของเหลวนั้น มีอุณหภูมิลดลง และแรงดันลดลง น้ำยาแอร์(ของเหลว)และไหลพอดีเหมาะสมกับพื้นที่ของคอล์ยเย็ย เพื่อที่จะมารับความร้อน ในห้องได้อีกครั้ง
     หลังจากได้ทราบถึงวงจรการทำงานของเครื่องปรับอากาศแล้ว เราจะมาศึกษาถึงที่มาที่ไปบ้าง
     คำว่า BTU ที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ เป็นหน่วยความร้อน ย่อมาจาก BRITISH THERMAL UNIT ส่วนที่เรียกว่า แอร์ 1 ตัน, 2 ตัน คำว่าตันนั้น หมายถึงตันความเย็น เป็นประสิทธิภาพในการทำความเย็น ที่เรียกตันความเย็น มีที่มาดังนี้
น้ำ ทำให้เป็นนำแข็ง 1 ตัน (2000 Ib) ใน1วัน (24 ช.ม)
 ค่าความร้อนแฝงการทำละลายของน้ำแข็ง 144 BTU / น้ำแข็ง 1 ปอนด์
 2000 Ib x 144 BTU/Ib 1ตัน = 12000 BTU/h
 24h
ส่วนใหญ่แอร์ 1ตัน ประมาณ 12000 BTU ถ้าตันครึ่งหมายถึง 18000 BTU เป็นต้น
     ต่อไปจะเปรียบเทียบ ระหว่างแอร์ธรรมดา กับแอร์ เบอร์ 5
 กรณีเป็นแอร์ เบอร์5 หรือค่า EER=10.6 ขึ้นไป (EER= ENERGY EFFICIENCY RATIO)
 หมายความว่า ประสิทธิภาพการทำความเย็น หรือ BTU
 กำลังไฟฟ้า watt
 สมมุติว่าแอร์ 12000 BTU. ใช้กำลังไฟฟ้าจากคอมเพรสเซอร์ทำงาน 1000 watt จะได้ค่า EER= 12000 =12 นั่นคือได้เบอร์5 เพราะ EER เกิน 10.6
 1000
 แต่ถ้าแอร์ 12000 BTU.ใช้กำลังไฟฟ้าจากคอมเพรสเซอร์ทำงาน 1200 watt จะได้ค่า EER= 12000 =10 นั่นคือไม่ได้เบอร์5เพราะ EER ไม่ถึง 10.6
 1200
ถ้าเปรียบเทียบกับแอร์ มาเป็นคนละ จะเห็นว่า 2 คน ทำงานเท่ากันแต่คนหนึ่งกินข้าวมากกว่า ส่วนอีกคนกินข้าวน้อย เราควรจะเลือกใช้คนแบบไหนดี
     มาดูต่อเรื่อง Compressor เราจะพูดถึงแต่Com. ที่ใช้กับแอร์บ้าน เรียงลำดับตามประสิทธิภาพ
     1. แบบลูกสูบ ประสิทธิภาพดีที่สุด ข้อเสีย เสียงดัง กินไฟ
      2.แบบสกรอล ประสิทธิภาพ รองลงมา แต่ทนกว่า กินไฟปานกลาง มีตั้งแต่ 18000 BTU ขึ้นไป
      3.แบบโรตารี่ ประสิทธิภาพ กินไฟน้อย เสียงเงียบ ราคาถูก ขนาดใหญ่สุดมีแค่ 36000 BTU
     การทำงานของแอร์บ้าน จะเป็นการระบายความร้อนทางตรง หรือระบายความร้อนด้วยอากาศ คือน้ำยาแลกเปลี่ยนความร้อน กับอากาศ โดยตรง


ที่มา:  https://easyairservice.wordpress.com/2011/02/

11
ขออธิบายหลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในบ้านพักอาศัย และอาคารสำนักงานขนาดเล็ก ซึ่งก็คือ ระบบอากาศทั้งหมด (All-air system)

หลักการทำงานของแอร์นั้นง่ายๆ หากจะลองจินตนาการเป็นภาพหละก็ ประมาณว่า เรานำแอลกอฮอล์มาทาที่แขน หรือทาที่มือ(คล้ายๆเจลล้างมือ) พอซักพักแอลกอฮอจะระเหยไปในอากาศ ซึ่งขณะที่มันระเหยนั้น มันจะดูดซับความร้อนบริเวณผิวหนังของเราออกไปด้วย ทำให้เรารู้สึกเย็น พร้อมทั้งเปลี่ยนสถานะจากแอลกอฮอเหลว กลายเป็นไอ ซึ่งหลักการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศก็คล้ายๆกัน

แต่ก่อนที่เราจะเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เราควรทราบก่อนว่าส่วนประกอบที่สำคัญของระบบการทำการความเย็น (Refrigeration Cycle) มีอะไรบ้าง ซึ่งกระบวนการทำความเย็นนั้นมีองค์ประกอบหลักๆอยู่ (หัวใจหลัก) 4 ส่วนได้แก่
1.คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสารทำความเย็น หรือน้ำยา (Refrigerant) ในระบบ โดยทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิ และความดันสูงขึ้น
2.คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น
3.คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น
4.อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็น โดยทั่วไปจะใช้เป็น แค็ปพิลลารี่ทิ้วบ์ (Capillary tube) หรือ เอ็กสแปนชั่นวาล์ว (Expansion Valve)


 ระบบการทำความเย็นที่เรากำลังกล่าวถึงคือระบบอัดไอ (Vapor-Compression Cycle) ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆคือ การทำให้สารทำความเย็น (น้ำยา) ไหลวนไปตามระบบ โดยผ่านส่วนประกอบหลักทั้ง 4 อย่างต่อเนื่องเป็น วัฏจักรการทำความเย็น (Refrigeration Cycle) โดยมีกระบวนการดังนี้

1.เริ่มต้นโดยคอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยา แล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน

2.น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่)
จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน

3.น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)

4.จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้องลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป


หลังจากที่เรารู้การทำงานของวัฏจักรการทำความเย็นแล้วก็พอจะสรุปง่ายๆได้ดังนี้

1.สารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูดเอาความร้อนภายในห้อง (Indoor) ออกมานอกห้อง (Outdoor) จากนั้นน้ำยาจะถูกทำให้เย็นอีกครั้งแล้วส่งกลับเข้าห้องเพื่อดูดซับความร้อนอีก โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดการทำงานของคอมเพรสเซอร์

2.คอมเพรสเซอร์ เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวในระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านส่วนประกอบหลัก คือคอยล์ร้อน อุปกรณ์ลดความดัน และคอยล์เย็น โดยจะเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงเกินอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ และจะหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ ดังนั้นคอมเพรสเซอร์จะเริ่ม และหยุดทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิห้องให้สม่ำเสมอตามที่เราต้องการ

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8/

12
ปัจจุบันจะมีบ้านสักกี่หลังที่เราจะสามารถนอนเปิดหน้าต่างคอยรับความเย็นจากอากาศภายนอกบ้านที่จะถ่ายเทเข้ามาในห้องนอนได้  ยิ่งถ้าอยู่ในบ้านจัดสรรด้วยแล้ว หน้าต่างแทนที่จะเปิดบ้าง กลับมีผ้าม่านมาปิดบังไว้เพราะไม่อยากให้เพื่อนบ้านมองเข้ามาเห็นเราที่อยู่ในห้องว่ากำลังทำอะไรอยู่  การติดเครื่องปรับอากาศให้กับห้องนอนจึงเป็นเรื่องปกติที่ทำกันทุกบ้าน แต่ทราบกันหรือไม่ว่า การติดเครื่องปรับอากาศในห้องนอนมีเรื่องที่ตามมาให้ยุ่งยากใจมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามีที่แขวนเครื่องทำความเย็นในห้องแล้วก็จบ การเลือกติดตั้งในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมก็เกิดอาการเกะกะสายตา และที่หนักที่สุดคือ ถ้าติดไม่ดีจะทำให้สุขภาพย่ำแย่โดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
 
        อย่างแรก คือ เรื่องขนาดของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งควรเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดปริมาตรอากาศในห้องนอน เช่น ถ้าห้องนอนที่มีขนาดประมาณ 3x3 ม. และเพดานสูงไม่เกิน 2.7 ม. ( ซึ่งเป็นปริมาตร และพื้นที่สำหรับหนึ่งคนนอนในหนึ่งคืน ให้สามารถมีออกซิเจนหายใจได้อย่างพอเพียง และตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น) ประมาณว่าใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 9,000 บีทียูก็จะเหมาะสม แต่ถ้าผนังห้องโดนแดดในตอนบ่าย หรือมีความร้อนแผ่จากฝ้าเพดานลงมา ก็ควรเพิ่มขนาดเครื่องขึ้นไปอีกสักเล็กน้อย เช่น สัก 10,000 ถึง 12,000 บีทียู  เป็นต้น (ก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศควรให้ข้อมูลขนาดพื้นที่ ความสูง รวมถึงสภาพการรับความร้อนแก่คนขาย เพื่อให้ได้รับคำแนะนำเรื่องขนาดเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสม)
 

ภาพ: ตัวอย่างขนาดห้องนอน สำหรับ 1 คนนอน       

 เรื่องถัดมาคือ ตำแหน่งการติดตั้งเครื่องเป่าลมเย็นภายในห้อง ควรติดอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเข้าถึงได้สะดวก ใต้เครื่องปรับอากาศไม่ควรมีตู้หรือเฟอร์นิเจอร์รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดอื่นใดวางเกะกะข้างล่างเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงตัวเครื่องเพื่อถอดตะแกรงกรองฝุ่นไปทำความสะอาด รวมถึงไม่เกิดเหตุไฟซ๊อต-ไฟดูดจากน้ำหยดลงเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ไปบังหรือขวางทิศทางลมเย็นจากเครื่อง ทิศทางลมที่เป่าจากตัวเครื่องควรอยู่ในทิศทางที่ตั้งฉากกับเตียง (พัดขวางลำตัวเวลานอน) และค่อนมาตรงกลางลำตัวหรือไปทางเท้า ไม่ควรให้ทิศทางลมจากเครื่องปรับอากาศเป่าลมเย็นสวนจากปลายเท้าขึ้นมาทางศีรษะซึ่งเวลาเรานอนลมเย็นจะพัดสวนเข้าจมูกตลอด จะทำให้ระบบหายใจทำงานผิดปกติมีโอกาสเป็นหวัดเรื้อรังได้ง่าย

 
ภาพ: ตัวอย่างทิศทางลมจากเครื่องปรับอากาศ ที่ควรเป่าขวางลำตัว   


ภาพ: ตัวอย่างทิศทางลมจากเครื่องปรับอากาศ ที่เป่าสวนขึ้นจมูก อาจทำให้เป็นหวัดและไม่สบายบ่อยๆ         

 อีกเรื่องที่สำคัญคือ ทุกครั้งขณะที่เครื่องทำความเย็นภายในห้องทำงาน จะมีไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงมาที่ถาดรองในตัวเครื่องเป่าลมเย็น ซึ่งถ้าตำแหน่งติดตั้งตัวเครื่องตรงกับภายนอกบ้านก็จะทำให้สะดวกต่อ   การเจาะผนังยื่นท่อระบายน้ำทิ้งออกไปภายนอกได้สะดวก หรือไม่ก็ควรจะอยู่ใกล้กับระเบียง หรือใกล้กับห้องน้ำ เพื่อที่จะได้สามารถเดินท่อน้ำทิ้งไปยังบริเวณดังกล่าวได้ และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเอาแต่เปิดใช้งานอย่างเดียว ควรถอดแผ่นกรองฝุ่นมาดูดทำความสะอาดทุกๆ 1-2 เดือนเพื่อสุขภาพอนามัย และช่วยให้ตะแกรงดักฝุ่นไม่อุดตัน เครื่องจะได้ไม่ทำงานหนักจนเกินไป
 
        สำหรับตัวเครื่องระบายความร้อนที่ติดตั้งไว้นอกตัวอาคาร ควรให้ระยะทางการเดินท่อจากตัวเครื่องระบายความร้อนถึงเครื่องทำความเย็นภายในห้องไม่เกินระยะที่กำหนดไว้ (ประมาณ 12-20 ม.แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อ) เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของปั๊มน้ำยาสามารถสูบฉีดได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรณีตัวเครื่องระบายความร้อนติดกับผนังอาคารให้ติดตั้งบนชุดแขวนรองด้วยลูกยางในจุดที่ไม่เกิดการสั่นสะเทือนเวลาเปิดเครื่อง

 
ภาพ: เครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะมีเครื่องเป่าลมเย็นภายในห้อง และ เครื่องระบายความร้อนนอกห้อง
ขอขอบคุณภาพ: บ้านคุณเกด-เจษฎ์สุภา พิพัฒนสุภรณ์ และคุณจี๊ป-ปริญญา ณรงค์ธนรัฐ       

  การเลือกติดตั้งชุดอุปกรณ์ขาแขวนกับบริเวณที่เป็นแนวคานเพื่อลดเสียงสะเทือนขณะที่เครื่องทำงาน จะดีกว่าการยึดติดกับผนังเฉยๆ ซึ่งจะเกิดเสียงจากการทำงานมากกว่า หรือไม่ก็วางกับพื้นระเบียงที่ควรยึดตัวเครื่องอย่างแน่นหนากับแท่นเครื่องด้วยยางรองแท่นเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและเสียงลง จะได้ไม่รบกวนการนอนหลับของเราเวลาที่ปั๊มหรือพัดลมทำงาน เท่านี้ก็จะได้อยู่เย็นนอนสบายกันทั้งคืน
 
        สุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าลืมยกเบรคเกอร์ลงปิดระบบการทำงาน (ที่ทางร้านติดตั้งมาให้ด้วย) ทุกครั้งหลังเลิกใช้งาน เพราะถ้าปิดเครื่องด้วยรีโมทอย่างเดียว ตัวระบบทั้งหมดยังอยู่ในโหมด Standby (พร้อมทำงานตลอดเวลา) นั่นคือท่านเสียเงินค่าไฟฟ้าที่ไฟเลี้ยงเครื่องในขณะที่ไม่ใช้งานโดยไม่จำเป็น
 
 
 ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล:
 http://www.candleair.com
 http://easyairservice.files.wordpress.com
http://www.scgbuildingmaterials.com/th/HomeConsult/Blog/improve-care/Air-Conditioner-and-Bedroom.aspx
 

13
สำหรับช่างแอร์ตามร้าน ที่มีงานซ่อมแอร์เป็นประจำ ทั้งแอร์บ้าน แอร์โรงงานหรือจะเป็นแอร์ที่สำนักงานต่างๆนั้น หากบางที่เรียกท่านไปบ่อยเหลือเกิน ท่านควรแนะนำให้ลูกค้าเกี่ยวกับการซ่อมแอร์ เพราะจริงๆแล้ว แอร์ในที่ที่หนึ่ง ไม่ต้องซ่อมทุกวันก็ได้ เพียงแต่หมั่นดูแลรักษาทุกวัน เพื่ออย่างน้อยก็เป็นการป้องกันความชำรุดที่จะเกิดกับเครื่องปรับอากาศ และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแอร์ได้ดีมากเลยทีเดียว


การสังเกตุแอร์ง่ายๆว่าทำไมมันถึงไม่เย็น หรือมันเสียง่าย เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาแอร์เสียและชำรุดในระยะยาว

1. ให้ดูท่อ Suction Line ตรวจเช็คว่ามีน้ำเกาะที่ท่อหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นจะมีน้ำเกาะเสมอ ซ่งหลักการการทำงานของน้ำยาแอร์นั้น จะเปลี่ยนสถานะเป็นไอ ส่งมาที่คอล์ยร้อน สารทำความเย็นที่เข้ามายังท่อ Suction Line นั้นอาจจะยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนทั้งหมด ทำให้คามเย็นจากน้ำยายังคงเหลืออยู่ กลายเป็นหยดน้ำเกาะตามท่อ ซึ่งหากเช็คดูแล้วไม่มีน้ำเกาะที่ท่อ ก็แปลว่าเกิดอาการผิดปกติ ในระบบน้ำยาแอร์แล้วแหละ

2. เช็คดูลมที่หน้าคอล์ยร้อนด้วยนะ เพราะมัน จำเป็นที่จะต้องร้อนตลอดเวลา ตามหลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ที่ส่งผ่านสารทำความเย็นจากคอล์ยเย็น ไปคอล์ยร้อนนั้น จะถูกส่งมาในสถานะไอ และจะถูกควบแน่นจนกลายเป็นของเหลวโดยคอมเพรสเซอร์ ผ่านคอล์ยร้อน ไปยังคอล์ยเย็น ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการระบายความร้อนออกจากระบบ จึงต้องมีพัดลมจากคอมเพรสเซอร์ดูดออกไป จะทำให้ลมที่เป่าออกมานั้น เป็นอากาศร้อน แต่หากว่าลมที่ถูกเป่าออกจากคอล์ยร้อน ไม่ยอมร้อน ก็แปลว่า เกิดปัญหากับชุดระบายความร้อนของคอมเพรสเซอร์แล้วแหละ

3. ทำไมไม่มีน้ำไหลออกจากท่อแอร์ ปกติหรือเปล่า? ซึ่งโดยปกติตามหลักการทำงานของการหมุนเวียนในระบบแล้วนั้น จะต้องมีน้ำ หรือไอน้ำออกมาจากท่อ และหยดลงที่ถาดน้ำทิ้งแอร์ พร้อมไหลออกไปสู่ท่อน้ำทิ้ง เนื่องจากเมื่อน้ำยาแอร์ถูกส่งไปที่คอล์ยเย็น จะเกิดการลดแรงดัน ทำให้มีอุณหภูมิต่ำและถูกส่งผ่านไปที่คอล์ยเย็น เพื่อเป่าลมแอร์เย็นๆออกมา เป็นการดูดความร้อนเข้าไปแทนที่ หรือเรียกว่าแลกเปลี่ยนความร้อน นอกจากจะได้อากาศเย็นแล้ว อากาศบางส่วนจะถูกควบแน่นกลายเป็นน้ำ และจะถูกระบายออกทางถอดรองน้ำทิ้งที่ตัวเครื่อง แต่หากว่าถาดรองน้ำทิ้งแห้ง และไม่มีน้ำแอร์หยดลงมาเลย นั่นแหลว่า ระบบน้ำยาแอร์ หรือระบบท่อน้ำทิ้งอาจมีปัญหาแล้วแหละ

วงจรเครื่องปรับอากาศ สำคัญมากต่อช่างแอร์ ซึ่งปัญหาทุกอย่างส่วนมากแล้วจะแก้ไขได้จากการสังเกตุ แต่ก็อย่าลืมว่า ช่างแอร์มีเครื่องมือมากมายที่จะสามารถตรวจสอบ เช็ค ได้ดีกว่าการสังเกตุ ว่าส่วนใดทำงานผิดปกติ ส่วนใดทำงานไม่สมดุล ซึ่งการสังเกตุจากผู้ใช้งานนั้น เป็นเพียงแค่ลูกศร ให้ช่างแอร์วิเคราะห์ปัญหาให้ถูกจุดมากที่สุด

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%86%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%86-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8/

14
การติดตั้งแอร์หรือเครื่องปรับอากาศ มีการตรวจรั่วหลากหลายวิธี แต่ที่นิยมคือการใช้แก๊สอัดเข้าสู่ระบบ ซึ่งมีข้อควรระวังดังนี้

-ห้ามใช้แก๊สออกซิเจนอัดเข้าสู่ระบบ ให้ใช้แก๊สตัวอื่นๆแทน เพราะคุณสมบัติของออกซิเจนนั้น คือการทำให้ติดไฟ และอาจเกิดระเบิดได้

-การอัดแก๊สเข้าสู่ระบบทุกครั้ง จำเป็นต้องใช้ เกจ์วัดความดัน เพื่อควบคุมแรงอัดให้พอดี ไม่เกินขีดอันตราย ไม่งั้นอาจทำให้เกิดระเบิดได้


ข้อแนะนำในการตรวจรั่ว


-ตรวจหาคราบน้ำมันบริเวณรอยต่อต่างๆ ด้วยสายตา

-ต่อชุดเกจ์ควบคุมแรงดันเข้าสู่ระบบถ้าอ่านค่าได้ 60 – 80 ปอนด์/ตารางนิ้ว ให้ทำการหารอยรั่วด้วยเครื่องตรวจรั่ว

-ถ้าเกจ์ไม่แสดงว่ามีความดันในระบบ ให้เติมน้ำยาแอร์ลงไปอีก 1 ปอนด์ สังเกตค่าความดันที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่สารทำความเย็นกำลังเข้าสู่ระบบ

-ควรตรวจรอยรั่ว ตามจุดต่างๆของท่อ ข้อต่อ และที่คอนเดนเซอร์ คอมเพรสเซอร์ ท่อพักน้ำยา รวมไปถึงอีวาพอเรเตอร์

-ในการตรวจรั่วที่อีวาพอเรเตอร์ ควรเดินพัดลมโบลเออร์ด้วยความเร็วต่ำๆ แล้วตรวจสอบความเย็นที่ได้รับ หากเย็นน้อยไป อาจแปลได้ว่าระบบรั่ว

-หากพบรอยรั่วตามข้อต่อต่างๆ แล้วแก้ไข ก่อนจะแก้ไขนั้น จะต้องปล่อยน้ำยาแอร์ในระบบทิ้งก่อนเสมอ

-อย่าลืมตรวจน้ำมันคอมเพรสเซอร์หลังจากตรวจรอยรั่ว (ในกรณีพบรอยรั่ว) เพราะรอยรั่วอาจเป็นตันำน้ำมันออกจากระบบได้

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8/

15
หลักการนี้ใช้วิธีอัดแก๊สเข้าสู่ระบบ เช่น แก๊สไนโตรเจน หรือฟรีออนอัดเข้าสู่ระบบ โดยมีการอัด 3 ครั้ง เพื่อความปลอดภัย เพราะถ้าอัดทีเดียวรวบรัด อาจทำให้ความดันในระบบเกิด และอาจเกิดระเบิดได้

ครั้งที่ 1 อัดแก๊สเข้าระบบ 20 – 30 ปอนด์/ตารางนิ้ว
ครั้งที่ 2 อัดแก๊สเข้าระบบ ไปจนถึง 70 – 100 ปอนด์/ตารางนิ้ว
ครั้งที่ 3 อัดแก๊สเข้าระบบ ไปจนถึง 200 – 250 ฟอนด์/ตารางนิ้ว

โดยในขณะอัดแก๊สเข้าไปนั้น จะต้องเตรียมการตรวจหารอยรั่ว (ถ้ามี) ไปพร้อมๆกัน เช่น นำฟองสบู่ ทาบริเวณรอยต่อ แล้วอัดแก๊ส หรือการนำไปแช่น้ำ แล้วหารอยฟองอากาศ รวมไปถึงวิธีการใช้ไฟเข้าช่วย เพราะหากแก๊สหลุดออกจากระบบ จะเกิดเปลวไฟ แต่ต้องระวังหากใช้วิธีนี้ เพราะอันตรายสูง รวมไปถึงวิธีการใช้เครื่องมือตรวจจับแก๊สความเร็วสูง

ขอบคุณที่มา : http://www.chiangmaiaircare.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99/

หน้า: [1] 2 3 ... 33